
นับเป็นความสำเร็จของจังหวัดภูเก็ตในฐานะเมืองต้นแบบที่ใช้ไมซ์ยกระดับเศรษฐกิจและสังคม เมื่อสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) ร่วมกับภาครัฐและเอกชน คว้าสิทธิจัด 3 งานไมซ์ระดับนานาชาติยักษ์ใหญ่ในปี 2569 ในวาระความยั่งยืน (Sustainability) สุขภาวะ (Wellness) และความหลากหลาย ความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วม (Diversity, Equity and Inclusion) พร้อมมุ่งสู่การเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยว การศึกษา และนวัตกรรมการบริการในอนาคต
เมืองจุดหมายไมซ์ระดับโลก
งานไมซ์นานาชาติทั้ง 3 งาน ประกอบด้วย 1) งาน Global Sustainable Tourism Conference (GSTC) 2026 ของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council) กำหนดจัดระหว่างวันที่ 21-24 เมษายน 2569 ณ โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้ และโรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ โดยมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนเป็นเจ้าภาพจัดงานและทีเส็บร่วมสนับสนุน
นอกจากนี้ ภูเก็ตยังร่วมมือกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) กำหนดเป้าหมายตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี 2573 พร้อมจัดทำโครงการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับพื้นที่และได้รับคัดเลือกเป็นเมืองนำร่องในโครงการประเมินระบบนิเวศระดับชาติ (National Ecosystem Assessment-NEA) เพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพบนเกาะ ทั้งหมดนี้จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายการจัดงานอย่างยั่งยืน
2) งาน InterPride General Meeting & World Conference 2026 ของสมาคมผู้จัดงานไพรด์สากล (International Association of Pride Organizers หรือ InterPride) กำหนดจัดระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมดวงจิตต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา โดยบริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ และสมาคมอันดามันพาวเวอร์ ภูเก็ต (Phuket Pride) ร่วมเป็นเจ้าภาพ
การจัดงานครั้งนี้ มีปัจจัยส่งเสริมจากความสำเร็จของการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทย และกำลังเดินหน้าสู่กฎหมายรับรองเพศ รวมถึงสิทธิแรงงานบริการทางเพศ ยิ่งสะท้อนว่าการประชุมครั้งนี้ตอกย้ำความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เป็นรูปธรรมของประเทศไทย และจังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองแห่งพหุวัฒนธรรมที่เปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศ มีความเข้มแข็งของเครือข่ายชุมชนที่พร้อมยกระดับ ภูเก็ตสู่การเป็นเมืองต้นแบบแห่งความเท่าเทียม
และสื่อสารภาพลักษณ์ “ไข่มุกสีรุ้งแห่งเอเชีย” สู่สายตานานาชาติ สามารถใช้ต่อยอดการตลาดในอนาคต เพื่อดึงดูดนักเดินทางไมซ์กลุ่มหลากหลายทางเพศ และยกระดับการเป็นเมืองไมซ์ระดับโลกของภูเก็ต

และ 3) งาน Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) ของสถาบันเวลเนสโลก (Global Wellness Institute) กำหนดจัดระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2569 หน่วยงานหลักขับเคลื่อนการจัดงานของฝ่ายไทย คือ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ทีเส็บ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
สำหรับงาน GWS 2026 จะช่วยเปิดโลกโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมสุขภาวะของภูเก็ตและประเทศไทยสู่สายตานักลงทุนและนักธุรกิจในสาขาอาชีพนี้ เพราะประเทศไทยมีแนวคิดผลักดัน Wellness Economy และมีนโยบายสนับสนุนบทบาทของภูเก็ตในการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) และผลักดันบทบาทประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
ขณะที่ภูเก็ตมีโรงแรมระดับห้าดาวและสถานบริการมาตรฐานสากลที่ให้บริการด้านสุขภาพและสุขภาวะระดับพรีเมี่ยม พร้อมเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ ยกระดับบริการตอบโจทย์ใหม่ในตลาดโลก เช่น เรื่อง Health Span ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของภูเก็ตและพื้นที่ใกล้เคียงที่เอื้อต่อการพักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการในภูเก็ตและประเทศไทยจะได้มีโอกาสติดตามทิศทาง แนวโน้มและโอกาสใหม่ ๆ จากตลาดโลก เพื่อใช้พัฒนาบริการหรือต่อยอดธุรกิจต่อไป
อย่างไรก็ตาม คาดว่างานประชุมทั้ง 3 งาน จะดึงดูดผู้ร่วมงานทั้งไทยและต่างประเทศจำนวน 2,100 คน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ มูลค่า 351.40 ล้านบาท สร้างงาน 484 ตำแหน่ง
ฮับความยั่งยืน-สุขภาวะ
ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ภูเก็ตและประเทศไทยในภาพรวมมีต้นทุนพร้อมสำหรับร่วมขับเคลื่อนวาระของทั้ง 3 งานประชุม ด้วยจังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของโลก ที่มีความพร้อมทั้งด้านคุณภาพและการให้บริการ
ภูเก็ตเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านสุขภาวะ (Wellness) ความยั่งยืน (Sustainability) ความหลากหลาย ความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วม (Diversity, Equity and Inclusion) สะท้อนว่าภูเก็ตเป็นเมืองที่ถูกยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ทั้งของภูเก็ตและประเทศไทยให้มีความแข็งแกร่งบนเวทีโลก ทำให้ทีเส็บดึงงานประชุมระดับโลกที่ขับเคลื่อนวาระสำคัญของเทรนด์โลกมาจัดที่ภูเก็ตได้สำเร็จ พร้อมยกระดับให้ภูเก็ตเป็น “เมืองไมซ์ต้นแบบ” ของประเทศ
ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนศักยภาพและขีดความสามารถของภูเก็ตเพียงอย่างเดียว แต่ยังตอกย้ำกลยุทธ์การขับเคลื่อนเพื่อสร้างแบรนด์ของเมืองทั้งระบบ ภูเก็ตไม่ได้โดดเด่นเฉพาะการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน แต่ได้ยกระดับไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นของการเป็นผู้นำในระดับโลกของทั้ง 3 อุตสาหกรรม
ภูเก็ตจึงกลายเป็นเมืองไมซ์ต้นแบบ ที่สามารถนำงานไมซ์มาเป็นกลไกยกระดับเมืองและสร้างโอกาสด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ของทีเส็บ ในการดึงงานระดับโลกมาสู่ประเทศไทยอย่างมีเป้าหมายกลยุทธ์การพัฒนาเมืองไมซ์ภูมิภาคให้สร้างแบรนด์เฉพาะด้านตามยุทธศาสตร์เมืองและกลยุทธ์กระจายการจัดงานระดับนานาชาติไปยังเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะในกรุงเทพมหานคร เกิดการสร้างรายได้จากการจัดงาน การจับจ่ายใช้สอย การเดินทาง เยี่ยมชมวิถีชีวิต โดยเฉพาะด้านการสร้างเครือข่าย การเชื่อมโยงธุรกิจการค้าการลงทุนที่จะตามมา
สอดรับแผนพัฒนาจังหวัด
นายสุวิทย์ พันธ์เสงี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ภูเก็ตมีความพร้อมรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกในการมาร่วมงานระดับโลก 3 งาน สะท้อนถึงการพัฒนาเมืองอย่างต่อเนื่องภายใต้แผนพัฒนาจังหวัด พ.ศ. 2566-2570 ที่มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว การศึกษา และนวัตกรรมการบริการ และสอดคล้องกับการพัฒนาจังหวัดในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง การพัฒนาเมืองที่ทันสมัย การพัฒนาสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคน
สำหรับการจัดงาน Global Sustainable Tourism Conference (GSTC) 2026 สะท้อนถึงความุม่งมั่นของภูเก็ตด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ส่วนงาน InterPride สะท้อนถึงความเป็นเมืองพหุวัฒนธรรม มีความทัดเทียม และความหลากหลายทางสังคม และงาน Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) สะท้อนถึงบทบาทของภูเก็ตในฐานะเมืองสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น “ไมซ์” จึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคุณภาพ เพราะงานประชุมนานาชาติไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะภาคท่องเที่ยว แต่กระจายประโยชน์ไปถึงธุรกิจท้องถิ่นและชุมชนอย่างชัดเจน
การเป็นเมืองเจ้าภาพจัดงานสำคัญครั้งนี้สะท้อนความพร้อมของภูเก็ตในฐานะเมืองไมซ์ระดับนานาชาติ และช่วยยกระดับภาพลักษณ์เมือง เพิ่มโอกาสการลงทุน และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ภูเก็ตจะเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้จังหวัดและเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยในเวทีไมซ์ระดับภูมิภาค
จี้รัฐสะสางโครงการค้างท่อ
นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน ตัวแทนภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ต และในฐานะผู้ร่วมริเริ่มดึงงานประชุมนานาชาติ เช่น GSTC และ GWS สู่จังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ช่วงปีที่ผ่านมาได้ทำการออกแบบยุทธศาสตร์เมืองผ่านโครงการ Phuket Foresight 2030 พบว่าภูเก็ตมีความโดดเด่นด้าน ความยืนยาว (Longevity) และการท่องเที่ยวยั่งยืน (Sustainable Tourism)
ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาควบคู่กัน จึงนำมาสู่การจัดงาน Global Sustainable Tourism Conference และ Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบนิเวศธุรกิจ รวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวในอนาคต
การได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ 3 งานประชุมระดับโลก เป็นผลจากความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อน 7 ยุทธศาสตร์จังหวัด โดยมุ่งเน้นการนำศักยภาพด้านความยั่งยืนและบริการสุขภาพระดับสากลมาสร้างผลลัพธ์ใหม่ ๆ ที่จับต้องได้ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลกอย่างมีกลยุทธ์ ขณะเดียวกันยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลความสุขของคนในท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อให้การพัฒนาครั้งนี้เป็นการวางรากฐานที่ยั่งยืนและคืนประโยชน์สู่จังหวัดภูเก็ต และประเทศไทยอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ดี นายภูมิกิตติ์ยังได้กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันภาคท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของประเทศ มีความสำคัญเทียบเท่ากับการค้า การส่งออก หรือการเกษตร ซึ่งภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ทำรายได้ให้ประเทศสูง แต่การพัฒนาเมืองยังติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ รวมถึงการแก้ไขปัญหาอุปสรรคการท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มให้ตรงจุด
“หากภูเก็ตจะเดินต่อหน้าไปได้ต้องมีศูนย์ประชุมระดับนานาชาติ และระบบโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Infrastructure) เพื่อรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยว อาทิ การสร้างอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด รวมถึงการยกระดับภูเก็ตให้เป็นเขตเศรษฐกิจ เพื่อให้การบริหารจัดการและงบประมาณคล่องตัวและรวดเร็ว”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
