
แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 ยังเต็มไปด้วยความท้าทายจากกำลังซื้อทรงตัว และยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จะฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์เมื่อไหร่
แต่บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW อสังหาฯมหาชนคลื่นลูกใหม่ไฟแรง ยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตอย่างต่อเนื่อง จากปัจจุบันมีพอร์ตสะสม 86 โครงการ โดยปรับเข็มทิศในการลงทุน มุ่งเป้าไปที่ตลาดภูเก็ตและกรุงเทพฯเป็นหลัก
“กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) ฉายภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 ยังอยู่ในภาวะทรงตัวต่อเนื่องจากปี 2568 แต่เห็นสัญญาณบวกจากสมดุลของตลาดที่ปรับตัวดีขึ้น ดีเวลอปเปอร์เน้นบริหารจัดการสต๊อกและศึกษาตลาดก่อนเปิดโครงการใหม่อย่างรอบคอบ ส่งผลให้การแข่งขันราคาลดความรุนแรงลง ขณะที่กำลังซื้อกลุ่มเรียลดีมานด์ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่สงครามการค้าก็ผ่อนคลายลง และอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มกำลังซื้อ การวางแผนของผู้ประกอบการอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ปี 2569 บริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง
รุกภูเก็ต-ลุยมิกซ์ยูสรังสิต
โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดขาย 18,500 ล้านบาท และรายได้ 12,500 ล้านบาท เติบโต 19% จากปีก่อนหน้า ผ่านการเปิดตัว 11 โครงการใหม่ มูลค่า 17,555 ล้านบาท อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล 5 โครงการ มูลค่า 7,455 ล้านบาท ทยอยเปิดตัวครึ่งปีแรก ทั้งโครงการคอนโดฯ “เคฟ คานิเวิล รังสิต” แนวราบแบรนด์ใหม่ “เบลสซินี่ รังสิต” บ้านเดี่ยว 2 ชั้น และช็อปเฮาส์ “ไวส์ เฮาส์ รังสิต” เริ่มก่อสร้างและเปิดขายในไตรมาส 1/2569 โดยทั้งหมดอยู่ในโครงการมิกซ์ยูส “ไวส์พาร์ค รังสิต” เนื้อที่กว่า 60 ไร่ ซึ่งอยู่ใกล้รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มหาวิทยาลัย และแหล่งงาน จะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี
ขณะที่ “ภูเก็ต” สานต่อความสำเร็จของ Leisure Residence ผ่านบริษัทในเครือ บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE โดยปีนี้วางแผนเปิดตัว 6 โครงการ มูลค่า 10,100 ล้านบาท ครอบคลุมทำเลศักยภาพทั้งหาดราไวย์ ในยาง กมลา และขยายทำเลใหม่ไปหาดสุรินทร์ และเกาะแก้ว รวมถึงขยายพอร์ตพูลวิลล่าเพิ่ม เจาะกลุ่มลูกค้าที่มองหาที่อยู่อาศัย เพื่อการพักผ่อนและการลงทุนในฐานะบ้านหลังที่สอง
โครงการไฮไลต์ที่จะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ มีโครงการ “เบียงกาน่า สุรินทร์” จำนวน 350 ยูนิต บนเนื้อที่ 14 ไร่ จะแบ่งบางส่วนทำโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนพิจารณาเชนโรงแรม, โครงการ “คาซ่า เดอ มอนเต้” พูลวิลล่าระดับลักเซอรี่ในโซนเกาะแก้ว และ “เดอะ ไทเทิล วิวาน่า กมลา” บนหาดกมลา ซึ่งซื้อที่ดินจากบริษัท ธนาสิริ จำกัด (มหาชน) เนื้อที่ 105 ไร่ แบ่งพัฒนาเป็นคอนโดฯ 4 เฟส 25% รีเทล 15% และพูลวิลล่า 60% คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างทั้งหมด 5 ปี ตั้งแต่ปี 2569-2573 รองรับดีมานด์จากทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ
เปิดโครงการทั้งไซซ์เล็ก-ใหญ่
“กรมเชษฐ์” กล่าวว่า หากมองแง่ของจำนวนโครงการปีนี้ เปิดตัวเท่ากับปี 2568 ที่เปิดทั้งหมด 11 โครงการ แต่มูลค่าลดลงเล็กน้อย จาก 23,600 ล้านบาท อยู่ที่ 17,555 ล้านบาท เพราะปีนี้เราเปิดทั้งโครงการใหญ่และโครงการเล็ก นอกจากนี้ด้วยสถานการณ์ความท้าทาย ทำให้ปี 2568 เปิดตัวโครงการใหม่ในกรุงเทพฯ น้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้อยู่ที่ 3 โครงการ มูลค่า 4,300 ล้านบาท หันไปเปิดตัวโครงการที่ภูเก็ตเพิ่มเป็น 8 โครงการ มูลค่า 19,300 ล้านบาท จากกระแสตอบรับดี และมีการกระจายทำเลเพิ่มขึ้น 2 หาด คือ หาดกะตะ และหาดกมลา
รวมถึงมีการเปิดตัวพูลวิลล่า 2 โครงการแรกที่ภูเก็ต หลังจากประสบความสำเร็จจากการเปิดคอนโดฯในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ เดอะ ไทเทิล วิลล่า เอสเตลลา ปิดการขายได้ใน 2 สัปดาห์ และวิลล่า คาราร่า ถนนศรีสุนทร โดยมียอดขายปิดปี 23,407 ล้านบาท สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 19,500 ล้านบาท เติบโตขึ้น 21% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ปัจจุบัน ASW มีโครงการสะสมในภูเก็ต 15 โครงการ มูลค่ารวม 44,850 ล้านบาท ยอดขายรอรับรู้รายได้ 15,259 ล้านบาท และมีโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ 4 โครงการ มูลค่า 11,700 ล้านบาท ได้แก่ คอนโดฯ เดอะ ไทเทิล เซเรนิตี้ ในยาง, คอนโดฯ เดอะ ไทเทิล เฮอริเทจ บางเทา, เดอะไตเติ้ล เอสเตลลา วิลล่า ในยาง และเดอะ ไทเทิล เซียโล่ ราไวย์
ขณะที่ TITLE มียอดรับรู้รายได้ 15,259 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการก่อสร้างเสร็จในปี 2568 มูลค่า 2,021 ล้านบาท ทยอยเสร็จในปี 2569-2570 มูลค่า 13,238 ล้านบาท ยังมีการเปิดตัวโรงแรมระดับ 4 ดาว VOCO ร่วมกับ IHG คาดว่าจะเปิดตัวในปี 2570 และรีเทล หรือ Mingle Mall 4 แห่ง ได้แก่ 1.Salute ในยาง 2.Mingle Vibe ในยาง 3.Mingle lttile Hill เชิงทะเล และ 4.Mingle Crytal Lake หาดกมลา
กทม.ขายสต๊อกเก่ารอจังหวะ
“สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย และความกดดันจากหนี้ครัวเรือน อัตราดอกเบี้ย เราประมวลผลจากหลายมุม รวมถึงสต๊อกที่มีอยู่ และโอกาสในภูเก็ต จะดำเนินธุรกิจไปอย่างไร ปีนี้ทั้งท้าทายและปีที่ดีของแอสเซทไวส์ เรามีสินค้าค้างสต๊อกพร้อมโอน 11,000 ล้านบาท โครงการจะเสร็จใหม่มากสุด 11 โครงการ มูลค่า 26,760 ล้านบาท ทั้งกรุงเทพฯและภูเก็ต”
ขณะเดียวกันปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ 32,861 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแล้วเสร็จในไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 7,875 ล้านบาท และโครงการจะแล้วเสร็จในปี 2569-2570 อยู่ที่ 24,986 ล้านบาท จึงมองว่าปีนี้น่าจะเป็นอีกปีที่เราน่าจะก้าวได้อย่างแข็งแกร่งได้ท่ามกลางวิกฤต โดยเฉพาะตลาดภูเก็ตจะเป็นกำลังสำคัญทำให้เราเติบโตขึ้นไปอีกขั้นได้ และในปีถัดไป เมื่อตลาดกรุงเทพฯกลับมาได้ดี บริษัทจะกลับมาเปิดที่กรุงเทพฯ
“ตลาดกรุงเทพฯอาจใช้เวลา 1-2 ปี รอให้ซัพพลายบางที่เริ่มหมด และสถานการณ์เริ่มดีขึ้น ตอนนี้กลยุทธ์ของเราจึงเป็นการนำทีมงาน และวงเงินที่มีไปเสิร์ฟทางภูเก็ต ส่วนตลาดกรุงเทพฯยังมีการเปิดโครงการอยู่ และระบายสต๊อกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้เงินกลับมามากที่สุด”
ในทางคู่ขนาน “กรมเชษฐ์” บอกว่า แอสเซทไวส์ยังมุ่งสร้างรายได้ประจำ หรือ Recurring Income อย่างต่อเนื่อง ผ่านบริษัทย่อยในเครือ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ทั้งธุรกิจซื้อขายฝากเช่าครบวงจร สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยของแอสเซทไวส์, ธุรกิจเฮลท์แอนด์เวลเนสและคลินิกกายภาพบำบัด Vitala, ธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จัดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ต่าง ๆ, ธุรกิจคอมมิวนิตี้มอลล์ ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูเก็ต รวมถึงธุรกิจบริการ เปิดตัว เดอะ ซาลูท ริมหาดในยาง และโรงแรมโวโค ภูเก็ต บางเทา เป็นแห่งแรกในภูเก็ต คาดว่าจะให้บริการในปี 2569 และ 2572
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
