ช่วงนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหน เรามักจะเห็นภาพของผู้คนที่ออกมาวิ่งกันมากขึ้นจนกลายเป็นภาพชินตา ทั้งในสวนลุมพินีที่คุ้นเคย และสวนเบญจกิติที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘การวิ่ง’ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนเมืองไปแล้ว และสำหรับพวกเราที่หลงรักการออกกำลังกาย รู้ดีว่าเส้นชัยที่แท้จริงไม่ได้จบลงที่นาฬิกาบอกระยะทาง แต่มันคือการได้รางวัลเป็นกาแฟหอมๆ หรือมัทฉะดีๆ สักแก้ว และตบท้ายด้วยมื้อเช้าที่ทำให้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งต่างหาก
เพราะเทรนด์การดูแลสุขภาพที่มาแรงทำให้การวิ่งไม่ได้จบลงแค่ในสวน THE STANDARD LIFE เลยขอพาพี่นักวิ่งไปสำรวจ 18 พิกัดคาเฟ่และร้านบรันช์รอบสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ ที่เราคัดมาแล้วว่าตอบโจทย์พี่นักวิ่งทุกกลุ่ม ตั้งแต่สายสปีดที่ต้องการกาเฟอีนปลุกความสดชื่น ไปจนถึงสายชิลที่อยากนั่งละเลียดบรันช์ในบรรยากาศดี ไหนๆ ก็ยอมตื่นเช้าออกมาเรียกเหงื่อกันแล้ว อย่าปล่อยให้เสียเที่ยว แวะไปคาเฟ่ฮอปปิ้งรอบสวนเติมพลังให้ร่างกายและหัวใจกันสักหน่อยดีกว่า

1. Rocket Coffeebar สาขาสวนลุมพินี
ร้านแรกที่หากพูดถึงร้านบรันช์ระดับบุกเบิกในกรุงเทพฯ ชื่อของ Rocket Coffeebar มักจะอยู่ในลิสต์ลำดับต้นๆ เสมอ ตลอดระยะเวลากว่า 13 ปีที่เติบโตมาพร้อมกับชาวสาทร วันนี้ Rocket ขยายความอบอุ่นมาสู่นิยามของ ‘เพื่อนบ้านแบบใหม่’ ติดกับสวนลุมพินี เพื่อสร้างพื้นที่พักใจให้กับคอมมูนิตี้ที่หลากหลาย ทั้งคนรักสุขภาพ ชาวออฟฟิศ และนักศึกษา ท่ามกลางย่านธุรกิจที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ
ตัวร้านออกแบบให้ความรู้สึกเหมือนบ้านสวีดิช 3 ชั้นที่เชื่อมต่อคนและสวนเข้าด้วยกัน โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘รถเข็นขายของในสวน’ เน้นโทนสีขาว สีฟ้า และงานไม้ที่สะอาดตา สิ่งที่พิเศษคือการจัดสรรพื้นที่ชั้น 2 และ 3 ให้มองเห็นวิวสวนลุมฯ ผ่านหน้าต่างบานใหญ่ ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดกางแล็ปท็อปทำงาน หรือนั่งพักหลังวิ่งที่ผ่อนคลายที่สุดแห่งหนึ่ง
ที่นี่เสิร์ฟเมนูบรันช์คุณภาพตลอดทั้งวัน ที่นักวิ่งและสายเฮลตีต้องถูกใจ เมนูแนะนำอย่าง DIY Breakfast (เริ่มต้น 150 บาท) ไฮไลต์ที่ให้คุณเลือกจานโปรดเองได้ตามใจ ตั้งแต่ประเภทขนมปัง ไข่ ไปจนถึงเครื่องเคียงอย่าง อะโวคาโด และแซลมอน อีกจาน Italian (320 บาท) ฟอกาเซียทอดกรอบนอกนุ่มใน ทานคู่กับพาร์มาแฮมและบูร์ราตาชีส และ Bango (220 บาท) สมูทตีมะม่วงและกะทิ เติมความสดชื่นหลังวิ่งได้ดีเยี่ยม
Address: ถนนสารสิน ติดสวนลุมพินี (สวนลุมพินี ประตู 6)
Open: เปิดให้บริการทุกวันเวลา 08.00-17.00 น.
Contact: Rocket BKK
Budget: ราคา 200-500 บาทต่อคน

2. Bo BKK
หากคุณเป็นสายวิ่งที่รักการทำคาเฟ่ฮอปปิ้งไปพร้อมกัน Bo BKK คือจุดหมายที่ถูกคิดมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ ร้านนี้ไม่ใช่แค่คาเฟ่ทั่วไป แต่เป็นโปรเจกต์ของผู้ก่อตั้ง Meep Meep Run Club ที่ตั้งใจเนรมิตพื้นที่แห่งนี้ให้เป็น ‘Third Place’ หรือบ้านหลังที่สามระหว่างบ้านและที่ทำงาน สำหรับคนที่ใช้ชีวิตแบบแอ็กทีฟในย่านสาทร
ตัวร้านตั้งอยู่ในสาทรซอย 1 ท่ามกลางตึกออฟฟิศที่เร่งรีบ แต่ภายในกลับออกแบบมาให้รู้สึกอยากนั่งต่อยาวๆ พื้นที่ถูกจัดวางมาเพื่อรองรับคอมมูนิตี้นักวิ่งโดยเฉพาะ ทั้งทางเดินที่เปิดโล่ง โต๊ะที่ปรับเปลี่ยนได้ง่าย และโซนหน้าร้านที่เหมาะกับการรวมกลุ่มนัดพบของรันคลับ นอกจากนี้ยังมีโซนสินค้าจาก Meep Meep Run Club ให้สายวิ่งได้เลือกชอปไอเทมเท่ๆ ติดมือกลับไปด้วย
เมนูของร้านเน้นความสดชื่นและดื่มง่ายเพื่อให้ร่างกายรู้สึกรีเฟรช แนะนำ Iced Americano (70 บาท) ที่ใช้เมล็ดกาแฟโทนดื่มง่ายจาก Nip Coffee หรือถ้าสายมัทฉะต้องลอง Ice Coconut Matcha (130 บาท) รสกลมกล่อมผสานความหอมของมะพร้าวอย่างลงตัว และยังมี Bagel Cream Cheese (100 บาท) ไว้เติมพลังเบาๆ หลังออกกำลังกาย ถือเป็นจุดนัดพบที่เข้าใจไลฟ์สไตล์คนเมืองที่มองว่าการวิ่งและการนั่งคาเฟ่คือเรื่องเดียวกัน
Address: The Serpentine, สาธร ซอย 1 (MRT ลุมพินี)
Open: เปิดให้บริการเวลา 08.00-17.00 น. ปิดทุกวันพุธ
Contact: Bo
Budget: ราคา 100-300 บาทต่อคน

3. Two Men Bagel House Saladaeng
ถ้าคุณเคยติดภาพว่าเบเกิลคือมื้อเช้าเบาๆ อยากให้ลบภาพนั้นออกไปก่อน เพราะที่ Two Men Bagel House คือนิยามของความสะใจ ที่เป็นร้านเบเกิลชื่อดังส่งตรงจากสิงคโปร์มาเปิดสาขาแรกในไทย พร้อมเสิร์ฟเบเกิลไส้แน่นที่กินได้จริงจังเป็นมื้อหลัก เหมาะที่สุดสำหรับนักวิ่งที่ต้องการ Carb-loading หรือเติมพลังชุดใหญ่หลังจบการออกกำลังกายที่สวนลุมฯ
ตัวร้านตั้งอยู่ย่านศาลาแดง ตกแต่งด้วยกลิ่นอายความเท่สไตล์สตรีทผสมฮิปฮอป ให้ความรู้สึกสบายๆ พื้นที่ร้านแบ่งเป็น 2 ชั้น โดยชั้นล่างมีที่นั่งทั้งโซนข้างในและหน้าร้าน ส่วนชั้นบนจะมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น เหมาะมากสำหรับการมานั่งล้อมวงกินข้าวกับแก๊งเพื่อนหลังวิ่งเสร็จ หรือจะหิ้วแล็ปท็อปมานั่งปั่นงานต่อในช่วงบ่ายก็ลงตัว
ความสนุกของที่นี่คือการ ‘Customize’ มื้ออร่อยได้ด้วยตัวเอง เริ่มจากการเลือกแป้งที่มีให้เลือกถึง 8 ชนิด มี 2 ชนิดเฉพาะสาขาไทยคือ Poppy Seed และ Coconut Pandan แล้วตามด้วยการเลือกไส้ที่แบ่งเป็นหมวด All-time Classics ส่งตรงจากสิงคโปร์อย่าง Luxe (310 บาท) ที่มาพร้อม Smoked Salmon สำหรับคนชอบความนุ่มนวล หรือ Becky (230 บาท) เมนูเบคอนและไข่ที่เหมือนยก Breakfast จานใหญ่มาใส่ไว้ในเบเกิล
แต่ถ้าใครอยากลองรสชาติที่คิดค้นมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ ต้องหมวด Bangkok’s Signatures อย่าง Pig Fly (260 บาท) เมนูหมูเนื้อนุ่ม หรือสายแซ่บต้อง Bang It (250 บาท) ไก่ย่างน้ำจิ้มแจ่วรสจัดจ้านพร้อมไข่ดาว ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานออฟฟิศย่านสีลม หรือนักวิ่งที่กำลังโหยหาพลังงาน ร้านนี้คือคำตอบที่ทำให้มื้อเที่ยงของคุณอิ่มท้องและอิ่มเอมใจได้ในที่เดียว
Address: ถนนศาลาแดง ซอยยมราช แขวงสีลม
Open: เปิดให้บริการทุกวัน 07.15-15.30 น.
Contact: Two Men Bagel House BKK
Budget: ราคา 200-600 บาทต่อคน
4. YUUYEN Coffee
ใครที่ชอบคาเฟ่รีโนเวทตึกเก่าต้องตกหลุมรักคาเฟ่ YUUYEN ย่านบรรทัดทองแห่งนี้ เพราะที่นี่เปลี่ยนตึกแถวเก่าให้กลายเป็นสเปซสุดเก๋สไตล์ Minimal Industrial โดยยังคงเสน่ห์เดิมของตัวอาคารเอาไว้ได้อย่างลงตัว การใช้โทนสีอิฐที่ดูอบอุ่นสบายตา ตัดกับความดิบของผนังปูนเปลือยและเพดานที่สูงโปร่ง ทำให้บรรยากาศในร้านดูมีมิติและไม่อึดอัด เหมาะมากสำหรับนักวิ่งที่อยากเปลี่ยนไวบ์จากในสวนมานั่งพักผ่อนในคาเฟ่ที่มีแสงธรรมชาติส่องถึง
เสน่ห์ของที่นี่คือจะมานั่งทำงานคนเดียวในมุมสงบ นัดเพื่อนมาเม้าท์มอยหลังวิ่ง หรือแม้แต่มาเดตในช่วงบ่าย ที่นี่ก็ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ร้านยังจัดวางเฟอร์นิเจอร์ไม้มาอย่างลงตัวตั้งแต่เคาน์เตอร์กาแฟไปจนถึงมุมที่นั่งตามชั้นต่างๆ ช่วยให้การคูลดาวน์หลังจากการเสียเหงื่อกลายเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายและน่ารื่นรมย์
เมนูที่นี่มีทั้งกาแฟ มัทฉะ และ All-day Brunch ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือ Siam Dirty (150 บาท) ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากขนมถ้วยไทยๆ ผสมผสาน Espresso Shot กับกลิ่นใบเตยและ Salted Caramel ได้อย่างน่าทึ่ง หรือถ้าอยากได้ความรีเฟรชต้องลอง Matcha Coconut (160 บาท) มัทฉะเข้มข้นที่เข้ากับน้ำมะพร้าวสดหอมหวานได้อย่างดีเยี่ยม ส่วนใครที่โหยหาเมนูหนักท้อง แนะนำ Grilled Salmon Shoyu Fried Rice + Ikura (390 บาท) ข้าวผัดโชยุหอมๆ ทานคู่กับปลาแซลมอนย่าง เป็นมื้อรางวัลที่คุ้มค่ากับการวิ่งมาตลอดเช้าได้ดี
Address: ถนนบรรทัดทอง ปากซอยจุฬาฯ 36 (ใกล้ฝั่งถนนพระราม 4)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-18.00 น.
Contact: YUUYEN Coffee
Budget: ราคา 150-400 บาทต่อคน

5. พบหน้า – Pobnar Specialty Coffee
คาเฟ่โฮมมี่ในตรอกลับขวัญใจชาวออฟฟิศและนักวิ่งย่านสีลมที่เพิ่งขยายบ้านหลังใหม่ในตึกสองชั้นข้างๆ ที่ยังคงรักษาไวบ์ความอบอุ่นไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แต่เพิ่มเติมความเท่ด้วยดีไซน์ที่ดูเหมือนสตูดิโอออกแบบในต่างประเทศ ทุกรายละเอียดคือความคราฟต์ที่เจ้าของร้านลงมือทำเองกับมือ ตั้งแต่ผนังดินปั้นไปจนถึงการเฟ้นหาเฟอร์นิเจอร์วินเทจอย่างโต๊ะช่างไม้ยุค 50s จากเยอรมนีมาวางริมหน้าต่าง
พื้นที่ชั้นล่างออกแบบให้เป็นบาร์กาแฟที่เชื่อมต่อกับแสงธรรมชาติและมุมสวนเล็กๆ ปลายตึก ให้ความรู้สึกผ่อนคลายทันทีที่ก้าวเข้ามา ส่วนชั้นบนจะมีความเงียบสงบและมีแสงเงาที่สวยงามจากช่องหลังคา เหมาะมากสำหรับใครที่อยากหนีความวุ่นวายหลังวิ่งเสร็จมานั่งพักสายตาจิบกาแฟเงียบๆ หรือจะใช้เป็นที่นัดพบเพื่อนใหม่เพื่อ ‘พบหน้า’ และพูดคุยกันตามชื่อร้าน
จุดเด่นที่ทำให้ร้านนี้ครองใจคนในย่านนี้คือ กาแฟดีในราคาเริ่มต้นที่ 70 บาท ทางร้านตั้งใจคัดสรรเมล็ดกาแฟ Specialty คุณภาพสูงมาเสิร์ฟในราคาที่ชาวออฟฟิศและนักวิ่งสามารถแวะมาดื่มได้ทุกวันแบบไม่ต้องคิดมาก เป็นความตั้งใจที่อยากให้กาแฟที่ดีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของทุกคนอย่างแท้จริง
Address: ซอยคอนแวนต์ สีลม (ใกล้ BTS ศาลาแดง)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 07.30-17.00 น. / เสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-17.00 น.
Contact: Pobnar Specialty Coffee
Budget: 100-300 บาทต่อคน

6. La Cabra Bakery
โลกของเบเกอรี่และกาแฟสไตล์สแกนดิเนเวียนที่ La Cabra Bakery สาขาสีลม พิกัดนี้คือสวรรค์ของคนรักซาวโดวจ์ และกาแฟดริปสไตล์นอร์ดิกที่เน้นความโปร่ง โล่ง สบายตา พร้อมไฮไลต์อย่าง ‘ครัวอบขนมปัง’ ขนาดใหญ่ผ่านกระจกใส ให้เหล่าพี่นักวิ่งได้กลิ่นหอมกรุ่นของขนมปังอบใหม่ช่วยรีเฟรชร่างกายได้ทันทีที่ก้าวเข้าร้าน
หัวใจสำคัญของที่นี่คือเบเกอรี่ที่ทำจากยีสต์ธรรมชาติ โดยเฉพาะซาวโดวจ์ (160 บาท) ที่หลายคนยกให้เป็นที่สุด ด้วยเนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม ชุ่มฉ่ำ ทานคู่กับ Brown Butter และแยมสตอเบอร์รี่คือรางวัลหลังการวิ่งที่สมบูรณ์แบบ หรือจะลอง ทาร์ตไข่สังขยาใบเตย ที่แป้งแยกเลเยอร์กรอบนอกนุ่มใน หอมหวานละมุนแบบไทยๆ ก็เติมพลังได้ดีไม่แพ้กัน
สำหรับคอกาแฟ Specialty ที่นี่ไม่ทำให้ผิดหวังเพราะเขามีโรงคั่วเป็นของตัวเอง เมนูกาแฟดริปแบบ Single Origin มีเมล็ดคุณภาพเยี่ยมสลับเปลี่ยนมาให้ชิมตลอด ทั้งโทนดอกไม้และผลไม้ที่ดื่มแล้วสดชื่นสว่างวาบ หรือถ้าชอบกาแฟนม เมล็ด Comfort Blend (บราซิล) ที่ให้รสช็อกโกแลตและเฮเซลนัทก็เข้ากับขนมปังได้ดีสุดๆ ส่วนสาย Non-coffee มัทฉะของที่นี่ก็เข้มข้นจนต้องบอกต่อ
ด้วยดีไซน์ร้านที่รองรับทั้งการมานั่งจิบกาแฟสบายๆ หลังวิ่ง หรือจะเปลี่ยนชุดมานั่ง Work from Cafe ต่อในช่วงสาย La Cabra Bakery จึงเป็น Runner-Friendly Space ย่านสีลมที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องรสชาติและไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว
Address: ซอยสีลม 3
Open: เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 07.30-17.30 น. / เสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-17.30 น.
Contact: La Cabra Bakery
Budget: ราคา 200-400 บาทต่อคน

7. Slow butter
ร้านเบเกอรีสไตล์สแกนดิเนเวียนย่านหัวลำโพงที่พร้อมเปลี่ยนนิยามครัวซองต์ในใจคุณ Slow Butter โดดเด่นด้วยการใช้ Cultured Butter เนยหมักจุลินทรีย์ออร์แกนิก 100% นำเข้าจากเดนมาร์ก ผสานกับความพิถีพิถันในการทำแป้งนานถึง 4 วัน เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่กรอบนอกและมีความฉ่ำหนึบข้างในที่หาตัวจับยาก ทุกห่อจะระบุเวลาอบเสร็จไว้อย่างชัดเจน เพราะทางร้านเชื่อว่าครัวซองต์จะอร่อยที่สุดเมื่อทานภายใน 2 ชม. โดยไม่ต้องอุ่นซ้ำ
บรรยากาศร้านตกแต่งเรียบง่ายสไตล์นอร์ดิก เน้นงานปูนดิบ ไม้ และสเตนเลส ให้ความรู้สึกเหมือนร้านเบเกอรีในโคเปนเฮเกนที่เน้นการแวะซื้อแบบ Grab & Go ไม่มีที่นั่งเน้นยืนเลือกขนมหน้าเตาที่ส่งกลิ่นเนยหอมฟุ้งออกมาตลอดทั้งวัน เป็นจุดแวะพักเติมพลังชั้นดีสำหรับนักวิ่งที่อยากหาคาร์โบไฮเดรตคุณภาพสูงไปเติมพลังหลังจบคอร์สซ้อม
เมนูไฮไลต์ต้องยกให้ Plain Croissant (90 บาท) ที่โชว์ศักยภาพของเนยและแป้งได้อย่างเต็มที่ หรือจะเป็น Pain au Chocolat (125 บาท) ที่ใช้ช็อกโกแลต 48% รสชาติบาลานซ์อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมี Tebirkes (115 บาท) ครัวซองต์ไส้อัลมอนด์ผิวส้มโรยเมล็ดป๊อปปี้ที่เคี้ยวสนุก และเมนูพิเศษเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์อย่าง Strawberry Fresh Cream Danish ที่สายหวานห้ามพลาด
นอกจากขนมแล้วที่นี่ยังมีเครื่องดื่มที่คัดสรรมาให้จับคู่กับเบเกอรีได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น Iced Latte (80 บาท) คั่วกลางดื่มง่าย หรือ Fizzy Lemonade (140 บาท) ที่ช่วยรีเฟรชร่างกายได้ทันที หากคุณหลงใหลในกลิ่นเนยและความกรอบของแป้งที่มีมิติ Slow Butter คือจุดหมายใหม่ที่จะทำให้คุณกลับมาตกหลุมรักครัวซองต์ซ้ำๆ อีกครั้ง
Address: ถนนมหาพฤฒาราม (ใกล้ MRT หัวลำโพง)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00-16.00 น.
Contact: Slow Butter
Budget: 200-500 บาทต่อคน

8. Karo Coffee Roasters สาขาสุรศักดิ์
ถ้าคุณกำลังมองหาคาเฟ่ลับย่านสีลมที่ให้ความรู้สึกเหมือนเจอความลับที่แสนอร่อย Karo Coffee Roasters สาขาริมถนนสุรศักดิ์น่าจะเป็นคำตอบนั้น ทางเข้าร้านเป็นเพียงซอกตึกเล็กๆ ที่ให้คุณเดินขึ้นบันไดไปสู่คาเฟ่ บรรยากาศเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ มีเพียงเคาน์เตอร์กาแฟ ครัวเล็กๆ และที่นั่งเพียงไม่กี่โต๊ะ เพื่อให้ทุกคนได้มาใช้เวลาคุณภาพร่วมกันอย่างแท้จริง
ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติกาแฟและอาหาร โดยเฉพาะเมนู Surasak Breakfast (420 บาท) ที่จัดเต็มทั้ง Scrambled Eggs เนื้อครีมมี่ ไส้กรอกไก่โฮมเมดรสเข้มข้น และไก่สะเต๊ะเนื้อฉ่ำหมักเครื่องเทศ ทานคู่กับขนมปังบริออชทำเองที่หอมเนยสุดๆ เป็นมื้อรางวัลหลังออกกำลังกายที่ทุกองค์ประกอบลงตัวอย่างน่าประทับใจ
สายกาแฟ Specialty ห้ามพลาดกาแฟดริปของที่ทางร้านคั่วเองอย่างพิถีพิถัน หรือจะสั่ง Piccolo Latte (120 บาท) รสนุ่มนวลมาจิบเบาๆ ที่สำคัญสาขานี้เปิดเช้ามากตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง ตอบโจทย์เหล่านักวิ่งเช้ามืดและชาวออฟฟิศย่านสีลมที่ต้องการการเริ่มต้นวันใหม่ที่สมบูรณ์แบบก่อนใคร
Address: Prapawit Building ถนนสุรศักดิ์ สีลม
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 05.30-14.30 น.
Contact: Karo Coffee Roasters
Budget: ราคา 100-500 บาทต่อคน

9. Sydny Bagels สาขาเจริญกรุง
ร้านเบเกิลโฮมเมดสุดฮิตจากตลิ่งชันที่ยกความอร่อยมาไว้ที่ย่านตลาดน้อย Sydny Bagels โดดเด่นด้วยการทำเบเกิลแบบดั้งเดิมที่ใช้แป้งไม่ขัดสีและผ่านการหมักยาวนานถึง 15-24 ชั่วโมง เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่หนึบแน่นสไตล์นิวยอร์กแท้ๆ แต่ยังคงความทานง่ายและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน บรรยากาศร้านสาขานี้มาในไวบ์เรียบเท่และอบอุ่น เหมาะมากที่จะเป็นจุดหมายปลายทางหลังจบการวิ่ง เพื่อแวะมาเติมพลังด้วยคาร์โบไฮเดรตคุณภาพดี
ความน่าสนใจของที่นี่คือการผสมผสานรสชาติแบบตะวันตกเข้ากับวัตถุดิบไทยๆ ได้อย่างน่าประหลาดใจ ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือเมนู Sai Oua (260 บาท) เบเกิลไส้ไส้อั่วที่มาพร้อมครีมชีสน้ำพริกหนุ่ม รสชาติอร่อยแบบหยุดไม่ได้ หรือถ้าใครชอบแนวคลาสสิกต้องลอง The Lox (270 บาท) แซลมอนรมควันคู่กับ Dill Cream Cheese ที่ให้ความสดชื่นและอิ่มท้องกำลังดี นอกจากนี้ยังมีเมนูหวานอย่าง Strawberry Pistace (230 บาท) สตรอว์เบอร์รี่สดคู่กับครีมชีสพิสตาชิโอสำหรับสายเติมหวานหลังออกกำลังกาย
ไม่ใช่แค่เบเกิลที่จริงจัง แต่ที่นี่ยังมีกาแฟ Specialty ที่เริ่มต้น 90 บาท และเครื่องดื่มคืนความสดชื่นให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น SYDNY Cold Foam (150 บาท) หรือสมูทตี้ผลไม้ดื่มง่ายอย่าง Juicy SYDNY (140 บาท) ช่วยรีเฟรชร่างกายได้ทันที ไม่ว่าคุณจะตั้งใจมานั่งจิบกาแฟชมมู้ดเก่าๆ ของย่านตลาดน้อย หรือจะแวะซื้อเบเกิลกลับไปเป็นรางวัลหลังวิ่ง ที่นี่พร้อมต้อนรับด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองและรสชาติที่ผ่านการคิดมาอย่างพิถีพิถัน
Address: ซอยเจริญกรุง 24 ตลาดน้อย (ซอยตรงข้าม The Corner House)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-17.00 น. / เสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-18.00 น.
Contact: SYDNY BAGELS
Budget: ราคา 200-500 บาทต่อคน

10. Cof and Cow สาขานางลิ้นจี่
คาเฟ่ที่ขยับจากย่านเสนานิคมมาเปิดบ้านหลังใหม่ในย่านนางลิ้นจี่ สาขานี้โดดเด่นด้วยดีไซน์มินิมอลในโทนสีครีมขาวและเอิร์ธโทนที่ดูเรียบง่าย บรรยากาศภายในร้านโปร่งโล่งสบายด้วยกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติ ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดพักผ่อนที่ลงตัวสำหรับนักวิ่งที่อยากหนีความวุ่นวายมานั่งชิลล์ในไวบ์ที่อบอุ่น
การออกแบบของร้านเน้นความเป็นกันเองและใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าคุณจะแวะมาจิบกาแฟหลังออกกำลังกาย หรือหิ้วแล็ปท็อปมานั่งทำงานในมุมสงบๆ ที่นี่ก็มีพื้นที่กว้างขวางพอให้คุณได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ ยิ่งถ้ามาในช่วงเช้า แสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านกระจกเข้ามาจะช่วยให้การเริ่มต้นวันใหม่ของคุณสดใสขึ้นกว่าเดิม
สำหรับเมนูเครื่องดื่ม ที่นี่เสิร์ฟกาแฟรสชาติดีเริ่มต้นเพียง 85 บาท หรือจะสั่ง Iced Latte (100 บาท) และ Matcha Latte (150 บาท) ที่เข้มข้นกำลังดีมาทานคู่กับขนมและเมนูบรันช์หลากหลายที่มีให้เลือกตามความชอบ ใครที่วิ่งเสร็จแล้วโหยหาความอิ่มท้องแบบจริงจัง เมนูบรันช์ของทางร้านก็พร้อมเสิร์ฟให้คุณได้เติมพลังจนอิ่มแปล้ก่อนกลับบ้าน
Cof and Cow สาขานี้จึงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่เหมาะหากาแฟและบรันช์ที่ตอบโจทย์ แถมมีดีไซน์ที่สวยทุกมุม หากใครได้แวะมาแถวนี้หลังจบคอร์สวิ่งที่สวนลุมฯ รับรองว่าจะต้องอยากกลับมาเช็กอินที่นี่ซ้ำอีกแน่นอน
Address: ถนน นางลิ้นจี่ แขวงช่องนนทรี
Open: เปิดให้บริการทุกวันเวลา 08.00-16.30 น.
Contact: Cof and Cow
Budget: ราคา 100-500 บาทต่อคน

11. Butter Bakery สาขาอโศก
Butter Bakery สาขาใหม่ในอาคารเลครัชดา คอมเพล็กซ์ ตั้งอยู่ตรงข้ามกับสวนเบญจกิติพอดีเป๊ะ โดยตั้งใจจะเป็นพื้นที่เติมพลังให้กับคนเมืองและนักวิ่งภายใต้คอนเซปต์ ‘Comfort Everyday’ ที่อยากให้ทุกคนแวะมาได้บ่อยเท่าที่ใจต้องการ พร้อมกลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่ที่ลอยมาทักทาย
ตัวร้านยังคงเอกลักษณ์ ‘ครัวเปิด’ ให้เราได้เห็นขั้นตอนการอบขนมสดใหม่ ไวบ์ของที่นี่จะดูสนุกและกระฉับกระเฉงตามสไตล์ย่านอโศก เน้นบริการแบบ Grab & Go ที่รวดเร็ว แต่ก็ยังมีมุมที่นั่งพักรวมถึงพื้นที่ชั้นสองให้ได้นั่งจิบกาแฟคูลดาวน์ร่างกายก่อนเริ่มงาน ดีไซน์เน้นความเนี้ยบโทนสีขาวสะอาดตา ตัดกับแสงธรรมชาติที่ส่องเข้ามาอย่างพอดี ให้ความรู้สึกโฮมมี่แม้จะอยู่ใจกลางย่านธุรกิจ
เบเกอรี่ที่นี่ถูกคราฟต์อย่างจริงจังโดยเฉพาะซาวโดวจ์ที่มีให้เลือกหลากหลาย เมนูห้ามพลาดคือ Tuna Melt Pesto Sandwich (290 บาท) เมนูซิกเนเจอร์ชิ้นใหญ่ที่อัดแน่นด้วยไส้ทูน่าปรุงรส ทานคู่กับแป้งซาวโดวจ์นุ่มหนึบที่เน้นความคุ้มค่าและอิ่มท้อง ส่วนเครื่องดื่มก็ถูกคิดมาให้เป็นเพื่อนคู่คิดมื้อเช้า ไม่ว่าจะเป็นกาแฟที่เริ่มต้น 80 บาท ที่เลือกใช้เมล็ดไทย-บราซิล หรือ มัทฉะลาเต้ (95 บาท) ที่คัดสายพันธุ์จากญี่ปุ่นมาสลับหมุนเวียนให้ลองเรื่อยๆ
Butter Bakery จึงเป็นพิกัดที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักวิ่งที่เพิ่งวิ่งเสร็จจากสวนเบญฯ และมองหารางวัลหลังวิ่ง รวมถึงชาวออฟฟิศที่ต้องการเริ่มต้นวันด้วยความสุขจากเบเกอรี่หอมเนยและกาแฟดีๆ สักแก้วที่เข้าถึงง่ายในทุกวัน ที่คุณสามารถแวะมาเช็กอินได้เสมอ
Address: ตึก Lake Rajada Office Complex (ตรงข้ามสวนเบญจกิติ)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00-17.00 น.
Contact: Butter Bakery
Budget: ราคา 80-300 บาทต่อคน

12. Greydient & Them – coffee cafe space
คาเฟ่ลับพี่นั่งวิ่งย่านอโศกที่น้อยคนนักจะรู้ ซึ่งร้านนี้เกิดจากการคอลแลปส์สุดพิเศษระหว่าง Greydient Lab สตูดิโอออกแบบชื่อดังจากสิงคโปร์ และ Them.x Coffee คาเฟ่มากฝีมือจากย่านสมุทรปราการ ผลลัพธ์ที่ได้คือพื้นที่สไตล์ Loft Industrial-Chic ที่ผสมผสานความเท่ของโครงสร้างเหล็กและความอบอุ่นของงานดีไซน์ไว้ได้อย่างลงตัว
บรรยากาศของร้านเน้นความเงียบสงบและชิลล์ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่อยากตื่นเช้ามาวิ่งในสวนเบญจกิติ แล้วแวะมาจิบกาแฟเพื่อตั้งสติก่อนเริ่มวันทำงาน ภายในร้านมีพื้นที่ให้นั่งพักผ่อนแบบไม่พลุกพล่าน จะมาคนเดียวเพื่อคูลดาวน์ร่างกาย หรือจะนัดคุยงานกลุ่มเล็กๆ ที่นี่ก็พร้อมรองรับด้วยความยินดี
ในส่วนของเครื่องดื่ม ที่นี่จริงจังระดับกาแฟ Specialty มีเมล็ดให้เลือกหลากหลาย House Blend เริ่มต้น 90-100 บาท ไม่ว่าจะเป็น ‘Them Blend’ สายฟลอรัลสดชื่น หรือ ‘Greydient Blend’ สายช็อกโกแลตนัทตี้ นอกจากกาแฟคลาสสิกแล้ว ยังมีเมนูสุดครีเอทีฟอย่าง Coffee Cola (140 บาท) ไซรัปโคล่าทำเองที่ช่วยเติมความเฟรชได้ทันที หรือสาย Non-Coffee ต้องลอง Matcha Coconut (160 บาท) มัทฉะโฟมเนื้อเนียนบนน้ำมะพร้าวสดที่สายสุขภาพต้องเลิฟ
นอกจากนี้ยังมีเบเกอรี่รสชาติกลมกล่อมไว้ให้ทานคู่กับเครื่องดื่มแก้วโปรด Greydient & Them จึงไม่ใช่แค่ที่นั่งจิบกาแฟ แต่เป็นพื้นที่ที่รวมเอาวัฒนธรรมการดื่ม ความคิดสร้างสรรค์ และไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟของคนย่านอโศกไว้ในที่เดียวอย่างสมบูรณ์แบบ
Address: 25 ถนนรัชดาภิเษก (BTS อโศก)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น.
Contact: Greydient & Them
Budget: ราคา 100-300 บาทต่อคน

13. Lazy Daisy – Brunch & Bar
คาเฟ่บรันช์สุดสดใสที่เหมือนหลุดออกมาจากบอร์ด Pinterest ตั้งอยู่ภายในโรงแรม Gardina Asoke ย่านอโศก ซอยสุขุมวิท 16 Lazy Daisy มาพร้อมคอนเซปต์ “Your all-day living room” ที่พร้อมต้อนรับนักวิ่งตั้งแต่เช้าตรู่ 6 โมงเช้า ด้วยบรรยากาศสไตล์ Cozy ที่อบอุ่นและมีสีสัน เหมาะสำหรับเป็นจุดนัดพบหลังจบ Loop การวิ่งในสวนเบญจกิติ เพื่อมานั่งปล่อยใจจอยๆ ในไวบ์ที่ผ่อนคลายที่สุด
ตัวร้านตกแต่งได้น่ารักมาก แสงธรรมชาติที่สาดส่องเข้ามาทำให้ทุกมุมกลายเป็นสเปซสำหรับสายคอนเทนต์ มีให้เลือกนั่งทั้งโซน Indoor และ Outdoor ที่เย็นสบาย ในช่วงเช้าและกลางวันจะทำหน้าที่เป็นคาเฟ่บรันช์บรรยากาศชิลล์ๆ แต่พอตกดึกจะเปลี่ยนมู้ดเป็นบาร์ดินเนอร์สุดเก๋พร้อมดีเจมาเปิดเพลงเพิ่มความสนุก เป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์ตั้งแต่การมานั่งจิบกาแฟคนเดียว ไปจนถึงการรวมตัวเม้าท์มอยกับแก๊งเพื่อนรันเนอร์
เมนูที่นี่เป็นแบบ All-day Dining ที่ผสมผสานคอมฟอร์ตฟู้ดจากหลายสัญชาติเข้าด้วยกัน แนะนำ Sandy Sandwich Melty (240 บาท) แซนด์วิชแฮมชีสเยิ้มๆ ที่ช่วยเติมพลังคาร์บได้ทันใจ หรือจะเป็น Fat Kid Carbonara (260 บาท) พาสต้าซอสเข้มข้นหอมชีสท็อปด้วยเบคอนกรอบ สำหรับเครื่องดื่มสายสดชื่นต้องลอง COCO-presso (145 บาท) เอสเปรสโซ่ช็อตผสมน้ำมะพร้าวที่รีเฟรชร่างกายได้ดีเยี่ยม หรือจะเลือกเป็น Chocolate Milkshake (160 บาท) รสเข้มข้นก็ช่วยฮีลใจได้ดีไม่แพ้กัน
Lazy Daisy จึงเป็นพิกัดที่ครบจบในที่เดียวสำหรับใครที่มองหาพื้นที่พักผ่อนย่านอโศก ไม่ว่าคุณจะวิ่งเสร็จตอนเช้าตรู่หรืออยากหาที่แฮงก์เอาต์หลังเลิกงาน บรรยากาศของห้องนั่งเล่นนี้จะช่วยให้วันของคุณพิเศษขึ้น
Address: โรงแรม Gardina Asoke (ซอยสุขุมวิท 16)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 06.00-00.00 น.
Contact: Lazy Daisy
Budget: 200-500 บาทต่อคน

14. Citycup BKK
คาเฟ่ชั้น 11 ของตึก SSP Tower 2 ย่านคลองเตย ถือเป็นคาเฟ่ลับบนตึกสูงที่ออกแบบมาเพื่อคนเมืองโดยเฉพาะ ร้านนี้โดดเด่นด้วยวิวมุมสูงที่มองเห็นกรุงเทพฯ ได้เต็มตาผ่านกระจกบานใหญ่รอบร้าน ให้ความรู้สึกโปร่ง โล่ง และเงียบสงบกว่าที่คิด เหมาะมากสำหรับนักวิ่งที่อยากมานั่งคูลดาวน์สายตาหลังจบวิ่งสวน
ตัวร้านได้รับการรีโนเวทโดยเก็บโครงสร้างเดิมของอาคารไว้ ผสมผสานสไตล์ Mid-century เข้ากับความโฮมมี่อย่างลงตัว เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นเป็นของสะสมส่วนตัวของเจ้าของร้านที่นำมาวางให้ดูขี้เล่นแต่ยังอบอุ่น บรรยากาศช่วงเช้าถึงสายจะมีแสงธรรมชาติส่องเข้ามาอย่างพอดี ทำให้ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่คาเฟ่ แต่เป็นมุมนั่งคิดงาน อ่านหนังสือ หรือนั่งจิบกาแฟมองเมืองในมุมมองที่ต่างออกไปจากโต๊ะทำงานปกติ
เมนูของ Citycup เน้นความเรียบง่ายและราคาที่เข้าถึงได้จริงสำหรับคนเมือง กาแฟมีให้เลือกทั้งแบบคั่วกลาง-เข้มโทนช็อกโกแลต หรือจะเลือก Iced Latte (85 บาท) เมล็ดคั่วกลางโทนเบอร์รี่ที่ให้ความสดชื่นได้ดีเยี่ยม ส่วนสาย Non-coffee ต้องลอง Iced Matcha Latte (80 บาท) มัทฉะนำเข้าจากญี่ปุ่นรสชาติกลมกล่อม ทานคู่กับ Brownie (65 บาท) ชิ้นกำลังดี ก็เป็นมื้อว่างที่ช่วยฮีลใจได้ดีสุดๆ
ทำให้ Citycup เป็นพิกัดที่ครบเครื่องตั้งแต่มื้อเช้าไปจนถึงช่วงพักผ่อนวันหยุด ใครที่กำลังมองหาพื้นที่นั่งใช้เวลาอยู่กับตัวเอง หรืออยากชวนเพื่อนมานั่งเม้าท์มอยพร้อมดูวิวเมืองฝั่งคลองเตย ที่นี่คือพิกัดใหม่ที่คุณไม่ควรพลาด
Address: ชั้น 11 ตึก SSP Tower 2 คลองเตย (MRT ศูนย์สิริกิติ์)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-18.00 น. / เสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-18.00 น.
Contact: Citycup BKK
Budget: 150-400 บาทต่อคน

15. Someday in Copenhagen
คาเฟ่บนถนนเชื้อเพลิงที่พร้อมพานักวิ่งวาร์ปไปสู่บรรยากาศสแกนดิเนเวียน Someday in Copenhagen คือผลงานของ ‘เดนนิส’ (Dennis) บาริสต้ามากฝีมือ และเป็นเจ้าของร้านกาแฟถึง 2 แห่งในโคเปนเฮเกน ใครที่เป็นสายกาแฟ Specialty รับรองว่าไว้ใจในฝีมือและมาตรฐานการสกัดกาแฟของบาริสต้าคนนี้ได้แน่นอน
ตัวร้านตกแต่งสไตล์มินิมัลเรียบเท่ เน้นบริการแบบ Grab & Go แต่ก็มีที่นั่งสบายๆ ทั้งด้านในและด้านนอกให้พี่นักวิ่งได้แวะมาพักเหนื่อย พูดคุยกันชิลๆ หลังจบวิ่ง แม้ทำเลจะขยับออกมาทางถนนเชื้อเพลิงสักหน่อย แต่แลกมาด้วยความเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน เหมาะมากสำหรับการนั่งจิบกาแฟฮีลใจในเช้าวันหยุดที่อยากหลีกหนีความวุ่นวาย
เมล็ดกาแฟที่นี่คัดสรรระดับพรีเมียมมาให้เลือกถึง 4 โปรไฟล์ ครบทุกโทนที่คอกาแฟชอบ ตั้งแต่ Brazil Samba โทนช็อกโกแลตเข้มข้น ไปจนถึงเมล็ด Sirinya จากเชียงราย และ Ethiopia สำหรับสายฟรุตตีที่ต้องการความฉ่ำสดชื่น ราคาเริ่มต้น 100 บาท ส่วนเมนู Non-coffee ที่ห้ามพลาดคือ Chocolate Malt (140 บาท) ที่โรยข้าวพองช็อกโกแลตกรุบกรอบ ทานคู่กับ Un Croissant Plat (120 บาท) ครัวซองต์แบนเคลือบคาราเมลหวานเค็มลงตัว
Address: ซอยศรีอักษร ถนนเชื้อเพลิง
Open: เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-16.00 น. / เสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-17.00 น.
Contact: Arva
Budget: ราคา 150-500 บาทต่อคน

16. Oliveto Cafe
พิกัดใหม่แกะกล่องย่านพระราม 4 ตัวจริง Oliveto Cafe พาสต้าคาเฟ่ที่มีไวบ์ต่างประเทศแบบเต็มสิบ ตั้งอยู่ตรงข้าม dib Bangkok บรรยากาศร้านเลยมีความอินเตอร์และชิคสุดๆ เหมาะมากสำหรับนักวิ่งที่อยากเปลี่ยนฟีลจากกาแฟยามเช้า มาเป็นมื้อบรันช์สไตล์อิตาเลียนที่อิ่มท้อง มีพื้นที่ให้วอร์มทั้งก่อนและหลังวิ่ง
ตัวร้านมีหลายโซนให้สำรวจ โดยหน้าร้านจะเป็นโซนที่นั่งรับลม ส่วนอีกโซนจะตกแต่งเป็นแบบร้านขายของชำให้เดินช้อปของได้แบบเพลินๆ แถมเจ้าของร้านใจดีและเป็นกันเองสุดๆ พี่นักวิ่งคนไหนที่เพิ่งซ้อมเสร็จจากสวนแล้วอยากหาที่นั่งพักแบบมีสไตล์ พร้อมทานอาหารจานด่วนที่มีคุณภาพ ที่นี่คือคำตอบที่ตรงโจทย์ที่สุด
เมนูอาหารที่นี่เน้นความง่ายแต่รสชาติจัดจ้าน แนะนำ Egg Truffle Sandwich (220 บาท) ที่หอมกลิ่นทรัฟเฟิลแบบตะวันตกเสิร์ฟพร้อมเฟรนช์ฟรายส์ หรือจะเป็นสายเส้นอย่าง Shrimp Pesto (280 บาท) และ Bacon Dried Chilli (230 บาท) ที่ปรุงมาได้รสชาติเข้มข้นถูกปากแน่นอน และไฮไลต์ที่พี่ๆ นักวิ่งต้องเลิฟคือ Coconut Water (75 บาท) ที่เสิร์ฟมาทั้งลูก หวานฉ่ำคืนความสดชื่นหลังเสียเหงื่อได้ดีที่สุด
นอกจากอาหารคาวแล้ว ที่นี่ยังมีเมนูเครื่องดื่มครบทั้ง Coffee และ Non-coffee รวมถึง Italian Gelato (120 บาท) หลากหลายรสชาติอย่าง Salted Vanille Oliva หรือ Cheesy Banana ไว้ล้างปากปิดท้ายมื้อ เป็นพิกัดที่รวมทั้งความอร่อยและไวบ์ดีไว้ในที่เดียว
Address: ตึก KTG Kitchen Center Building (ตรงข้าม dib Bangkok)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.30-19.30 น.
Contact: Oliveto Cafe
Budget: ราคา 200-500 บาทต่อคน

17. Fimue Groove Station
คาเฟ่ชื่อดังจากเชียงใหม่ที่ยก ‘ไวบ์เกาหลี’ มาไว้ที่ถนนพระราม 4 ใกล้ BTS พระโขนง Fimue Groove Station คือสเปซที่ผสมผสานระหว่างคาเฟ่และร้านขายของ Selective ชิคๆ สไตล์งานคราฟต์วินเทจเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นจานชาม ช้อนส้อม หรือของแต่งบ้านสุดน่ารัก ที่นี่ยังเพิ่มเสน่ห์ด้วยเสียงเพลงจากแผ่นเสียงและ DJ ที่มาเปิดเพลงคลอ สร้างคอมมูนิตี้เล็กๆ ให้นักวิ่งได้แวะมานั่งเมาท์มอย ฟังเพลง ในบรรยากาศที่เหมือนวาร์ปไปอยู่ย่านสุดฮิปในกรุงโซล
ตัวร้านมีทั้งหมด 2 ชั้น ออกแบบมาให้เดินเล่นได้ ทุกมุมมีความเป็นศิลปะแฝงอยู่ สำหรับนักวิ่งคนไหนที่จบคอร์สซ้อมแล้วอยากหาที่นั่งพักแบบ Slow Life แนะนำให้ลองมาที่นี่ดู บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง จะสวมชุดวิ่งมานั่งจิบเครื่องดื่มฟังเพลงคูลๆ ก็ดูเข้ากันดีกับไวบ์ของร้านที่เน้นความผ่อนคลาย
เมนูที่นี่จัดเต็มทั้งกาแฟ มัทฉะ และเบเกอรี่ที่ขึ้นชื่อ ที่ราคาเริ่มต้น 80 บาท เราแนะนำให้ลอง Dirty Coffee (100 บาท) รสนุ่มนวล หรือสายรีเฟรชต้อง Mint Mojito (110 บาท) ที่ช่วยคืนความสดชื่นได้ทันที นอกจากนี้ยังมีเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Jambon Colby Jack Croissant (220 บาท) ไว้ทานเป็นมื้อสายเติมพลังหลังจากเสียเหงื่อมาตลอดเช้า
Fimue Groove Station จึงไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่เป็นจุดนัดพบที่รวมทั้งงานคราฟท์ กาแฟดี และดนตรีไว้ในที่เดียว เป็นพิกัดปิดท้ายโซนพระราม 4 – พระโขนง ที่จะทำให้วันพักผ่อนของสมบูรณ์แบบและมีสไตล์กว่าที่เคย
Address: ติดถนนพระราม 4 (ใกล้ BTS พระโขนง)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 07.30-16.30 น. / เสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-17.00 น.
Contact: Fimue Groove Station
Budget: ราคา 100-300 บาทต่อคน

18. Larder BKK
ปิดท้ายลิสต์อย่างสมบูรณ์แบบด้วยร้านที่นักกินและนักวิ่งสายต้องห้ามพลาด Larder BKK Artisanal Bakery & Charcuterie สัญชาติโปแลนด์ในซอยสุขุมวิท 39 ที่เกิดจากสองเชฟเพื่อนซี้ดีกรีมิชลิน Adrian และ Radek ที่ตัดสินใจเปิดห้องเก็บอาหาร (Larder) เพื่อเสิร์ฟเบเกอรี่และโคลด์คัตทำเองทุกขั้นตอน ภายใต้แนวคิดที่ว่า ‘อย่ามัวแต่กินของไม่อร่อยเลย’
บรรยากาศร้านออกแบบมาในสไตล์ Open Kitchen ที่ไม่มีกำแพงกั้น คุณจะเห็นทีมเชฟอบขนมปังซาวโดวจ์สดๆ และเตรียมไส้กรอกกันแบบเรียลๆ ไวบ์ของร้านมีความเป็นกันเองแต่อัดแน่นด้วยคุณภาพ สามารถสวมชุดวิ่งมานั่งทานมื้อเช้าแบบ All-day Breakfast ได้อย่างสบายใจ หรือจะแวะซื้อโคลด์คัตและชาร์คูเทอรีคุณภาพพรีเมียมกลับไปทำเมนูเฮลตี้ที่บ้านก็ตอบโจทย์สุดๆ
เมนูแนะนำที่มาแล้วต้องลอง เริ่มด้วยความเรียบง่ายที่ทรงพลังอย่าง Bread & Butter (เริ่มต้น 30 บาท/แผ่น) มีให้เลือกทั้ง Country side, Focaccia หรือ Rye ทานคู่กับเนยทำเองอย่าง Anchovy Butter (50 บาท) ที่ช่วยชูรสขนมปังได้อย่างดีเยี่ยม ต่อด้วยจานหลักยอดฮิตในหมวด KA-NAP-KI หรือแซนด์วิชสไตล์โปแลนด์อย่าง Tuna 3000 (280 บาท) ทูน่าเนื้อสวยบนซาวโดวจ์ และ Croque Khun Poo Ying (310 บาท) หรือคร็อกมาดามเวอร์ชันพาสทรามีทำเองที่รสชาติมีหลายมิติจนน่าติดใจ
สำหรับสายสุขภาพที่ต้องการรีเฟรชร่างกายหลังวิ่ง ที่นี่มีน้ำผลไม้สดสูตรพิเศษให้เลือกเยอะมาก เริ่มต้น 140 บาท เช่น Celery Power หรือ Green Lantern ส่วนสายกาแฟต้องลอง Espresso Tepache (180 บาท) กาแฟผสมน้ำสับปะรดหมักที่ให้รสสัมผัสแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร Larder จึงเป็นจุดหมายสุดท้ายที่คุ้มค่าแก่การวิ่งยาวมาเพื่อรางวัลมื้อเช้าที่ยอดเยี่ยมที่สุดในย่านสุขุมวิท
Address: ซอยสุขุมวิท 39
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น.
Contact: Larder BKK
Budget: ราคา 200-600 บาทต่อคน
ภาพ: Courtesy of brand

