
เมื่อวันที่17 มี.ค. 2569 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. แถลงเสนอแนวทางต่อ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาคนใหม่ เพื่อขับเคลื่อนงานรัฐสภาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 5 ด้าน คือ ด้านนิติบัญญัติ ประธานรัฐสภาคนใหม่ต้องยกระดับคุณภาพกฎหมายให้ตอบโจทย์ประเทศและประชาชน โดยจัดลำดับความสำคัญของกฎหมายเร่งด่วน อาทิ กฎหมายเศรษฐกิจ การลงทุน กฎหมายส่งเสริมเอสเอ็มอีและเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงกฎหมายที่ช่วยลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจ พร้อมทั้งปรับปรุงกระบวนการพิจารณากฎหมายให้รวดเร็วแต่รอบคอบ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะมากขึ้น และใช้ระบบ e-Parliament เพื่อติดตามการพิจารณาร่างกฎหมายอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ ยังเสนอให้จัดตั้งหน่วยวิเคราะห์ผลกระทบของกฎหมาย เพื่อประเมินผลด้านเศรษฐกิจ สังคม และงบประมาณก่อนออกกฎหมาย รวมถึงผลักดันทบทวนกฎหมายล้าสมัย เพื่อลดภาระต่อประชาชนและภาคธุรกิจ
ส่วนด้านการให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระ ต้องทำให้กระบวนการแต่งตั้งมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ ขจัดข้อครหาที่ว่าฝ่ายรัฐสภาและองค์กรอิสระ “ผลัดกันเกาหลัง” โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลซึ่งเป็นเสียงข้างมากในสภา ถูกมองว่าอยู่เบื้องหลังการได้มาซึ่งวุฒิสภา ทำให้เกิดภาพว่าคุมทั้งสภาบน สภาล่าง และองค์กรอิสระ
“นายโสภณ ต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนโดยไม่ถูกครอบงำจากสีน้ำเงิน ให้การเลือกองค์กรอิสระเป็นอิสระอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นคนของบ้านใหญ่” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตนเสนอให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระต้องแสดงวิสัยทัศน์ต่อรัฐสภา เปิดเผยประวัติและข้อมูลต่อสาธารณะ และกำหนดกรอบเวลาพิจารณาให้ชัด เพื่อไม่ให้ตำแหน่งว่างนานจนเกิดสุญญากาศ ให้เปิดพื้นที่ให้ภาควิชาการและภาคประชาชนมีส่วนร่วมให้ข้อมูลประกอบการพิจารณา เพื่อฟื้นความศรัทธาของประชาชนที่กำลังกังวลว่า สภาล่างก็สีน้ำเงิน สภาบนก็สีน้ำเงิน องค์กรอิสระก็สีน้ำเงิน
สำหรับด้านการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า รัฐสภาต้องทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างเข้มแข็งและสร้างสรรค์ ผ่านกลไกกระทู้ถาม การอภิปราย และบทบาทของคณะกรรมาธิการสามัญ-วิสามัญอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งควรเปิดโอกาสให้ตรวจสอบตามวาระอันสมควร และ ควรจัดระบบติดตามผลจากการอภิปรายและข้อเสนอแนะของรัฐสภา เปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณของรัฐต่อสาธารณะให้มากขึ้น และส่งเสริมการตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่ของรัฐอย่างเป็นระบบและไม่ลำเอียง
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ด้านการประสานงานระหว่าง สส. และ สว.ว่า ให้มีกลไกประสานงานระหว่างสองสภาอย่างเป็นระบบ จัดประชุมร่วมระหว่างผู้นำฝ่ายค้าน ผู้นำรัฐบาล และ สว. อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงเปิดโอกาสให้กลุ่มเสียงข้างน้อยเข้าร่วมปรึกษาหารือด้วย ตลอดจนพัฒนาระบบข้อมูลกฎหมายและญัตติร่วมกัน และส่งเสริมการทำงานร่วมกันของคณะกรรมาธิการทั้งสองสภา เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการพิจารณา
นพ.เปรมศักดิ์กล่าวว่าประเด็นสำคัญสุดคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามผลประชามติที่ประชาชนลงมติอย่างท่วมท้นว่า ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์ของประชาชน โดยเห็นว่า นายโสภณควรเร่งกำหนดกรอบเวลาการดำเนินการให้ชัดเจน และประกาศต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่ปล่อยให้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะเสนอหรือไม่
“หากเป็นอย่างนั้น คงชาติหน้าตอนบ่าย ๆ ก็ไม่ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามประชาชนเสียงส่วนใหญ่” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ตนขอเสนอให้เปิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็น และสนับสนุนการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การแก้ไขเป็นไปอย่างโปร่งใส มีส่วนร่วม ลดความขัดแย้งทางการเมือง และได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น
นพ.เปรมศักดิ์กล่าวว่า ประธานรัฐสภาคนใหม่ต้องยกระดับคุณภาพกฎหมาย สร้างความโปร่งใสในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ เสริมบทบาทการตรวจสอบฝ่ายบริหาร สร้างความร่วมมือระหว่างสองสภา และเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐสภาเป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง โปร่งใส และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน ปลอดจากคำครหาว่าเป็น “สภาสีน้ำเงิน” โดยย้ำว่า กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

