รอยเตอร์ชี้น้ำมันโลก 200 ดอลลาร์ไม่เกินจริง หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สงครามที่สหรัฐและอิสราเอล โจมตีอิหร่าน จนลุกลามไปทั่วตะวันออกกลาง เป็นสัปดาห์ที่ 3 แล้ว ขณะที่อิหร่านออกมาขู่ว่า ราคาน้ำมันโลกจะทะยานพุ่งขึ้นไปสูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ยังคงดำเนินไปต่อเนื่อง ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า มีความเป็นไปได้อย่างสูง และมีความเห็นไปได้มากกว่าคำกล่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ที่ระบุว่า ราคาน้ำมันจะลดลงสู่ระดับก่อนเกิดสงครามในไม่ช้า

รายงานที่เขียนโดย รอน บุสโซ คอลัมนิสต์ของรอยเตอร์ ระบุว่า สงครามโจมตีอิหร่านที่เกิดขึ้น จนบานปลายไประดับภูมิภาค กลับส่งผลให้ราคาน้ำมันมีปฏิกิริยาที่ค่อนข้างเงียบอย่างน่าประหลาดใจ ในขณะที่น้ำมันทั่วโลกประมาณ 1 ใน 5 หรือราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถูกกักไว้จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ นับตั้งแต่เกิดสงครามขึ้น ราคาน้ำมันควรจะสูงกว่านี้มาก

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันขณะนี้อยู่ที่ราว 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าระดับเมื่อต้นปีประมาณ 65 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดที่ขึ้นไปถึงเกือบ 120 ดอลลาร์ เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา

โดยมีรายงานว่า ราคาน้ำมันเบรนท์ได้ลดลงเล็กน้อยเมื่อวันจันทร์ที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา จากข่าวที่ว่า เรือบรรทุกน้ำมันหลายลำที่บรรทุกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันไปยังอินเดีย จีน และปากีสถาน ได้ข้ามช่องแคบฮอร์มุซได้ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการบ่งชี้ว่า บางประเทศอาจจะสามารถเจรจาขอผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยสำหรับเรือของตนเอง แต่ปริมาณที่ขนส่งนั้นมีน้อยมาก

บุสโซระบุด้วยว่า ขณะที่นักลงทุนยังคงดูเหมือนพร้อมที่จะให้โอกาสทรัมป์ โดยเดิมพันว่า วิกฤตจะคลี่คลายอย่างรวดเร็ว และช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดอีกครั้งในไม่ช้า และเชื่อว่าทรัมป์จะสามารถจำกัดความเสียหายของตลาดได้ในที่สุด โดยเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ทรัมป์ได้กล่าวไว้ว่า “เมื่อเรื่องนี้จบลง ราคาน้ำมันจะลดลงอย่างรวดเร็ว”

Advertisement

หากแต่คำกล่าวของทรัมป์ที่เหมือนมองโลกในแง่ดี กลับไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ทั้งในสนามรบที่ยังมีการต่อสู้ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และปัญหาการขาดแคลนน้ำมันที่กำลังลุกลามไปหลายประเทศทั่วโลก

บุสโซระบุว่า น้ำมันดิบโอมานที่ส่งออกจากท่าเรือนอกช่องแคบฮอร์มุซ กำลังซื้อขายกันในราคาพรีเมียมสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับน้ำมันดิบเบรนท์ ที่ลดลงจากค่าเฉลี่ยเพียง 75 เซนต์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสำหรับการส่งมอบในเดือนพฤษภาคม พุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ราว 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาพรีเมียมของน้ำมันดิบดูไบ ได้พุ่งขึ้นเป็น 56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 16 มีนาคม จากค่าเฉลี่ย 90 เซนต์ในเดือนกุมภาพันธ์

ทั้งนี้ การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบนี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนอย่างมาก เกี่ยวกับปริมาณอุปทานที่แท้จริง ท่ามกลางการโจมตีอย่างต่อเนื่องของอิหร่านต่อท่าเรือน้ำมันในโอมาน และที่ฟูไจราห์ ซึ่งเป็นท่าเรือส่งออกน้ำมันหลักของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกช่องแคบฮอร์มุซ

บุสโซระบุด้วยว่า สำหรับโรงกลั่น โดยเฉพาะในเอเชีย นี่คือเป็นปัญหาที่ร้ายแรง ภูมิภาคนี้ต้องพึ่งพาตะวันออกกลางในการนำเข้าน้ำมันดิบ ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ และความยากลำบากในการจัดหาแหล่งน้ำมันทางเลือกอื่น ที่ทันท่วงทีนั้น กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยการขนส่งจากอ่าวเปอร์เซีย ต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือนกว่าจะถึงมือของลูกค้าในเอเชีย ซึ่งหมายความว่า ทุกวันที่ช่องแคบฮอร์มุซปิดลง ช่องว่างด้านอุปทานที่โรงกลั่นต้องเผชิญก็จะยิ่งกว้างขึ้น

ความตึงเครียดดังกล่าวทำให้โรงกลั่นทั่วเอเชียต้องเริ่มลดอัตราการกลั่น เพื่อรักษาสต๊อกที่ลดลง ขณะที่จีนและไทย ได้สั่งห้ามการส่งออกเชื้อเพลิงสำเร็จรูป ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวเชิงป้องกันที่มีความเสี่ยงที่จะทำให้ตลาดโลกตึงตัวมากขึ้น

และเมื่อการขาดแคลนน้ำมันดิบทวีความรุนแรงขึ้น ราคาเชื้อเพลิงสำเร็จรูปก็จะพุ่งสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินในเอเชีย กำลังเข้าใกล้ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 220 ดอลลาร์เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม วิกฤตนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเอเชียเท่านั้น โดยยุโรปซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3 ใน 4 ของการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินจากตะวันออกกลางที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อปีที่แล้ว ประมาณ 379,000 บาร์เรลต่อวัน

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับวิกฤตยูเครนที่ผ่านมา รัสเซียถือเป็นผู้จัดหาน้ำมันดิบราว 30 เปอร์เซ็นต์ และผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 1 ใน 3 ของการนำเข้าทั้งหมดของยุโรป ซึ่งความกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียอุปทานจากหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในโลก คือรัสเซีย ที่สามารถผลิตได้ราว 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งสูงถึง 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายหลังการรุกราน แม้ว่าสถานการณ์เลวร้ายที่สุดนี้ จะไม่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดก็ตาม

จากข้อมูลของมอร์แกน สแตนลีย์ ระบุว่า การหยุดชะงักทางกายภาพจากสงครามอิหร่าน ได้เกินกว่าจำนวนที่คาดการณ์ไว้ถึงกว่า 3 เท่า

ซึ่งที่จริงแล้ว ตลาดน้ำมันเข้าสู่สงครามอิหร่านในสภาพที่ค่อนข้างดี โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือไออีเอ คาดการณ์ว่าอุปทานทั่วโลกจะเกินความต้องการประมาณ 3.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน แน่นอนว่า ปริมาณน้ำมันส่วนเกินนั้นได้หายไปแล้วจากการหยุดชะงักที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การประกาศของไออีเอเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เกี่ยวกับแผนการปล่อยน้ำมันดิบจำนวน 400 ล้านบาร์เรล จากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศสมาชิก ได้ช่วยบรรเทาผลกระทบเบื้องต้น แต่การดึงน้ำมันจากคลังสำรองไม่สามารถทดแทนการส่งมอบน้ำมันใหม่ได้

ท้ายที่สุด บุสโซเชื่อว่า แม้การเปิดช่องแคบฮอร์มุซในทันที ก็จะไม่ช่วยบรรเทาปัญหาได้ในทันที ตามข้อมูลของไออีเอ การผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถูกปิดไปตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น และการฟื้นฟูการผลิตเหล่านั้นจะต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ภาวะช็อกด้านอุปทานนั้น เป็นเรื่องจริงที่อาจจะยืดเยื้อ

และเมื่อช่องแคบฮอร์มุซเปิดอีกครั้ง ราคาน้ำมันอาจจะร่วงลงอย่างรวดเร็วในช่วงแรกจากแรงซื้อคลายกังวล แต่ด้วยสภาพความเป็นจริงที่ยังตึงตัวในตลาดน้ำมันจริง นักลงทุนอาจต้องคิดให้ดีก่อนที่จะเดิมพันว่า การกลับคืนสู่ภาวะปกติที่ทรัมป์สัญญาไว้นั้นจะเกิดขึ้นในเร็ววัน