อิหร่านยกระดับ โจมตีรัฐอ่าวเศรษฐีน้ำมัน ตอกย้ำเกมยื้อวิกฤตพลังงานโลก

สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล และอิหร่าน ก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 โดยยกระดับมุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในรัฐอ่าวอาหรับมากขึ้นในทุกมิติ “ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมเหตุการณ์และบทวิเคราะห์ด้านพลังงาน เพื่อทำความเข้าใจว่า ขณะนี้พลังงานโลกกำลังเดินไปสู่จุดใด

วันที่ 16 มีนาคม 2026 กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ออกคำเตือนว่า อาจโจมตีมุ่งเป้าไปที่โรงงานอุตสาหกรรมในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่เชื่อมโยงกับสหรัฐ แม้ไม่ได้ระบุสถานที่หรือประเทศอย่างชัดเจน แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐ จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตี

ในวันเดียวกัน ‘ชาห์’ แหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งตั้งอยู่กลางทะเลทราย ห่างจากอาบูดาบีไปทางตะวันตก 180 กิโลเมตร ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถูกโจมตีด้วยโดรนส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ แต่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ โดยเจ้าหน้าที่กำลังประเมินความเสียหายจากไฟไหม้

ตามข้อมูลจากสถาบันพลังงานและเว็บไซต์ Abu Dhabi National Oil Company ระบุว่า แหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติชาห์ มีกำลังการผลิตก๊าซ 1.28 พันล้านลูกบาศก์ฟุตมาตรฐานต่อวัน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณก๊าซทั้งหมดของ UAE และผลิตกำมะถันได้ 4.2 ล้านตันต่อปี ซึ่งคิดเป็นประมาณ 5% ของปริมาณกำมะถันทั่วโลก

นอกจากนี้ แหล่งน้ำมันมาจ์นูนทางตอนใต้ของอิรัก และโรงกลั่นน้ำมัน ราสทานูรา ในซาอุดีอาราเบีย ก็ตกเป็นเป้าหมายของโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน เช่นเดียวกับท่าเรือฟูไจราห์ ใน UAE ซึ่งเป็นท่าเรืออเนกประสงค์ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ ที่ใช้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งโดนอิหร่านโจมตีถึง 2 ครั้ง เพื่อตอบโต้เหตุการณ์วันที่ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ซึ่งสหรัฐทิ้งระเบิดลงเป้าหมายทางการทหารบนเกาะคาร์ก เกาะศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันกว่า 90% ของอิหร่าน

Advertisement

นับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอล เริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิหร่านยิงขีปนาวุธหลายลูกไปยังฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง รวมถึงคลังน้ำมัน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอื่น ๆ ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง การโจมตีของอิหร่านต่อประเทศเพื่อนบ้านทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคพลังงานตั้งแต่อินเดียไปจนถึงออสเตรเลียและญี่ปุ่น กำลังประสบปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิง

นอกจากนี้ เรือหลายลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงาน 20% ของโลก ยังถูกโจมตี ขณะนี้ ประเทศสมาชิกรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council : GCC) เตรียมจะเสนอร่างมติต่อองค์การสหประชาชาติ (UN) เกี่ยวกับการเดินเรืออย่างปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ

Advertisememt

อิหร่านล้ำเส้นรัฐอ่าวอาหรับทุกเส้น

สมาชิกทั้งหกของคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ ประกอบด้วย บาห์เรน คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และ UAE

แหล่งข่าวจากประเทศในอ่าวอาหรับ 3 แหล่งเปิดเผยกับรอยเตอร์ วันที่ 17 มีนาคม ว่า ประเทศในอ่าวอาหรับไม่ได้ขอให้สหรัฐทำสงครามกับอิหร่าน แต่หลายประเทศกำลังเรียกร้องไม่ให้สหรัฐปล่อยให้อิหร่านคุกคามเส้นทางน้ำมันและเศรษฐกิจที่สำคัญของ GCC

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวเหล่านี้และนักการทูตตะวันตกรวมถึงอาหรับอีก 5 คน ยังกล่าวว่า สหรัฐกดดันประเทศสมาชิก GCC ให้เข้าร่วมสงครามกับสหรัฐและอิสราเอล โดยแหล่งข่าวระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ต้องการการสนับสนุนจากภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างความชอบธรรมในระดับนานาชาติ

อับดุลอาซิซ ซาเกอร์ ประธานศูนย์วิจัยอ่าวอาหรับในซาอุดีอาระเบีย ระบุว่า ประเทศสมาชิกอ่าวอาหรับต่างรู้สึกกันเป็นวงกว้างว่า อิหร่านล้ำเส้นทุกเส้นกับทุกประเทศในอ่าวแล้ว โดยในตอนแรกรัฐอ่าวต่างปกป้องอิหร่านและต่อต้านสงคราม แต่ในเมื่ออิหร่านโจมตีรัฐอ่าว อิหร่านก็กลายเป็นศัตรู

ฟาวาซ เกอร์เกส จาก London School of Economic กล่าวว่า ประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเชิงกลยุทธ์ นั่นคือ การรักษาสมดุลระหว่างภัยคุกคามโดยตรงจากการโจมตีของอิหร่าน กับความเสี่ยงที่มากกว่ามาจากการถูกดึงเข้าไปสู่สงครามที่นำโดยสหรัฐและอิสราเอล

เกอร์เกสกล่าวว่า ในขณะนี้ อำนาจต่อรองของอิหร่านชัดเจน โดยสามารถตัดสินใจได้ว่า เรือลำใดสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้

เบอร์นาร์ด เฮย์เคล ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาภูมิภาคตะวันออกใกล้ มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน กล่าวว่า ตอนนี้อิหร่านแสดงให้เห็นแล้วว่า สามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ ประเทศกลุ่มอ่าวจึงเผชิญกับภัยคุกคามที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง และอันตรายดังกล่าวจะคงอยู่ในระยะยาวหากไม่ได้รับการแก้ไข

องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) รายงานว่า มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ทั้งของภาครัฐและเอกชนรวมกัน มากกว่า 1,400 ล้านบาร์เรล ถือเป็นปริมาณสำรองที่มากเป็นประวัติการณ์ โดยฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการบริหารของ IEA ยืนยันว่า พร้อมดำเนินมาตรการเพิ่มเติมหากมีสถานการณ์จำเป็น

IEA เผยแพร่รายงานตลาดน้ำมัน (Oil Market Report) ฉบับเดือนมีนาคม 2026 คาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำมันดิบทั่วโลกจะลดลง 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยปริมาณน้ำมันที่ลดลงจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้ง อย่างไรก็ดี กำลังการผลิตน้ำมันในพื้นที่ตะวันออกกลางที่ลดลง จะถูกชดเชยบางส่วนจากผู้ผลิตนอกกลุ่ม OPEC+ อาทิ คาซัคสถานและรัสเซีย ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำมันดิบทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

องค์กรระบุว่า ขณะนี้โรงกลั่นในภูมิภาค ซึ่งรวมกันกลั่นได้กว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องปิดชั่วคราว เนื่องจากการโจมตีโรงงาน รวมไปถึงการขาดช่องทางการส่งออกที่เหมาะสม นอกจากนี้ การผลิตพลังงานในพื้นที่อื่น ๆ จะถูกจำกัดมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการขาดแคลนวัตถุดิบ

IEA ระบุว่า ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่การผลิตต้นน้ำและการส่งออกเท่านั้น แต่โรงกลั่นและโรงงานแปรรูปก๊าซหลายแห่งต้องปิดตัวชั่วคราว จากเหตุผลด้านความปลอดภัยหรือการถูกโจมตี นอกจากนี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นการบังคับให้โรงงานที่เน้นการส่งออกต้องลดกำลังการผลิตหรือปิดชั่วคราว เนื่องจากถังเก็บผลิตภัณฑ์เต็ม

อ้างอิง : Bloomberg, Reuters, Al Jazeera, CNN, IEA,

ข่าวที่เกี่ยวข้อง