โจทย์ใหญ่ครม.อนุทิน2 ฝ่าสมรภูมิสงคราม
หมายเหตุ – ความเห็นและข้อเสนอแนะของนักวิชาการต่อรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล เกี่ยวกับการรับมือสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ควบคุมไม่ได้ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย เมื่อวันที่ 11 มีนาคม
รศ.ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)

การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความผันผวนรุนแรงที่สุดช่วงหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ โจทย์ของรัฐบาลชุดใหม่นี้ไม่ได้อยู่เพียงที่การจัดสมดุลอำนาจภายในพรรค แต่คือการวางทีมบริหารประเทศเพื่อรับมือกับแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกที่ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมได้ สงครามในตะวันออกกลาง ความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจ และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก กำลังทำให้เศรษฐกิจโลกเคลื่อนตัวภายใต้แรงกดดันของภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้นเรื่อยๆ ในโลกเช่นนี้ การตัดสินใจของรัฐบาลไทยไม่ได้ส่งผลเฉพาะภายในประเทศ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับโครงสร้างเศรษฐกิจโลก
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือระบบพลังงานโลก ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยกระดับหรือเกิดการปิดเส้นทางบางส่วน ราคาน้ำมันสามารถพุ่งขึ้นสู่ระดับ 120-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในเวลาอันสั้น สำหรับประเทศไทยที่นำเข้าน้ำมันสุทธิประมาณ 90% ของการใช้พลังงานทั้งหมด ความผันผวนดังกล่าวไม่ใช่เพียงตัวเลขในตลาดโลก แต่คือแรงกระแทกที่จะสะเทือนต้นทุนพลังงาน ภาคการผลิต ค่าครองชีพ และเงินเฟ้อของประเทศโดยตรง ในบริบทเช่นนี้ จึงชวนตั้งคำถามต่อว่า การจัดทีมบริหารประเทศครั้งนี้เพียงพอหรือไม่ในการรับมือกับโลกที่กำลังผันผวน
1.นายกรัฐมนตรีต้องจัดวาง ครม.อย่างไร เมื่อปัจจัยภายนอกกำลังคุมเกมเศรษฐกิจ ข้อเสนอแรกที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ การจัดวาง ครม.ไม่สามารถใช้ตรรกะทางการเมืองแบบเดิมได้อีกต่อไป แม้พรรค ภท.ต้องบริหารสมดุลภายในพรรค ระหว่าง ดรีมทีมเศรษฐกิจ เครือข่ายบ้านใหญ่ และกลุ่ม ส.ส.เลือดแท้ของพรรค แต่ในโลกที่เศรษฐกิจถูกกำหนดโดยภูมิรัฐศาสตร์ ตำแหน่งรัฐมนตรีบางตำแหน่งจำเป็นต้องถูกมองเป็น ตำแหน่งยุทธศาสตร์ของรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลก เช่น การคลัง พลังงาน พาณิชย์ และการต่างประเทศ เพราะกระทรวงเหล่านี้คือแนวปะทะโดยตรงกับแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลก การเปรียบเทียบแบบหมากรุก อธิบายสถานการณ์นี้ว่า รัฐบาลอาจมีหมากเบี้ยจำนวนมากจากสมดุลทางการเมือง แต่สิ่งที่กำหนดทิศทางของกระดานจริงๆ คือ เรือ หรือ Rook ซึ่งเป็นหมากที่สามารถคุมเส้นยุทธศาสตร์ของเกมได้ ดังนั้นคำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี แต่คือใครสามารถคุมเส้นเกมของประเทศได้จริง
2.ครม.ต้องเปิดพื้นที่ให้ Technocrat มากกว่านี้หรือไม่ การเพิ่มบทบาทของ Technocrat หรือผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกระบบการเมือง ในหลายประเทศ เมื่อเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจ รัฐบาลมักดึงผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน พลังงาน หรือการค้าระหว่างประเทศเข้ามามีบทบาทในระดับรัฐมนตรีหรือทีมยุทธศาสตร์ เหตุผลสำคัญคือเศรษฐกิจยุคปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนโยบายภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การย้ายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติ ไปจนถึงการแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุน
ในกรณีของไทย ประเทศมีผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาคจำนวนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญอยู่แล้ว เช่นผู้บริหารในธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการคลัง แต่บุคลากรเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในระบบราชการหรือองค์กรอิสระ ไม่ได้อยู่ในทีมการเมืองโดยตรง คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ครม.ชุดใหม่ควรเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามามีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้นหรือไม่ เพื่อเสริมความสามารถของรัฐบาลในการรับมือกับโลกที่ไม่แน่นอน
3.จะเปลี่ยนวิกฤตโลกให้เป็นโอกาสของไทยได้อย่างไร แม้วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์จะสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก แต่ในทุกวิกฤตย่อมมีพื้นที่ของโอกาส เมื่อห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังปรับตัว บริษัทข้ามชาติหลายแห่งกำลังย้ายฐานการผลิตออกจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ประเทศที่สามารถอ่านเกมโลกได้เร็วจะสามารถดึงดูดการลงทุนใหม่เข้ามาได้ก่อนประเทศไทยมีศักยภาพหลายด้านที่สามารถใช้เป็นแต้มต่อในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพด้านการผลิตอาหาร โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ในภูมิภาค และความสามารถในการรักษาสมดุลทางการทูตระหว่างมหาอำนาจแต่การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยความหวังทางการเมืองเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัย “ยุทธศาสตร์ระดับรัฐ” ที่สามารถอ่านแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกได้อย่างแม่นยำ
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญต่อรัฐบาลชุดใหม่อาจไม่ใช่เพียงว่าใครจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี แต่คือรัฐบาลมี หมากยุทธศาสตร์ มากพอหรือไม่ในการคุมเกมของประเทศ เพราะในกระดานการเมืองโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศที่มีเพียงหมากเบี้ยจำนวนมากอาจอยู่รอดได้ในระยะสั้น แต่ประเทศที่มี หมากเรือ ที่สามารถคุมเส้นเกมได้เท่านั้น ที่จะสามารถกำหนดอนาคตของตนเองในระยะยาว
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์
และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ผลกระทบจากปัญหาตะวันออกกลางที่มีการสู้รบกันในขณะนี้ต่อประเทศไทย ผมมองว่าที่กระทบแน่ๆ คือค่าพลังงานมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น เพราะประเทศไทยพึ่งพาแหล่งพลังงานหลักจากพื้นที่ตะวันออกกลาง และยังมีข้อพิพาทกันอย่างรุนแรง รัฐบาลไทยจะต้องหามาตรการที่จะทำให้ราคาน้ำมันไม่กระโดดสูงเร็วเกินไป นอกจากนี้จะต้องหามาตรการประหยัดพลังงาน จะต้องประกาศไปทุกองค์กร ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา จะต้องหาวิธีการประหยัดพลังงาน ประการต่อมาคือการสื่อสารในช่วงวิกฤตกับประชาชน ให้รู้ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับวิกฤตพลังงาน ซึ่งจะทำให้ประชาชนเกิดความตระหนัก อาทิ การเวิร์กฟรอมโฮม (Work from Home) ซึ่งมาตรการภาครัฐอย่างเดียวคงไม่พอ จะต้องทำให้สังคมตระหนักถึงปัญหาร่วมกัน
นอกจากนี้รัฐบาลจะต้องเตรียมความพร้อมในการหาแหล่งพลังงานอื่นสำรอง เพราะตอนนี้ประเทศไทยพึ่งพาแหล่งพลังงานจากตะวันออกกลาง และจะต้องหาผู้บริหารโดยเฉพาะรัฐมนตรีที่จะต้องมาดูแลกระทรวงพลังงาน จะต้องมีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ที่มากพอ ไม่ใช่เป็นเพียงแต่ตัวแทนของกลุ่มทุน หรือกลุ่มผู้ได้ผลประโยชน์จากกระทรวงพลังงาน แต่ต้องเป็นบุคคลที่สร้างความเชื่อมั่นกับภาพรวมได้ทั้งภาคราชการ ภาคประชาชน เพื่อรับปัญหาวิกฤตจากตะวันออกกลาง สิ่งสำคัญช่วงวิกฤตแบบนี้ รัฐบาลจะต้องสื่อสารเชิงรุก เพื่อช่วงชิงพื้นที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังแก้ปัญหา อะไรคือข้อมูลจริง และให้ประชาชนติดตามข่าวสารของรัฐบาลเป็นหลัก เพราะช่วงนี้สถานการณ์ปล่อยเฟคนิวส์ ไม่ว่าจะมีเจตนาอย่างไรก็ตาม แต่จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการบริหารจัดการของรัฐบาล
หากมองในแง่บวกก็จะเป็นวิธีการหนึ่ง ที่จะหมุนเวียนนักการเมืองในการที่จะครองตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นการจัดการปัญหาที่นั่งรัฐมนตรีที่ไม่เพียงพออย่างหนึ่ง หากไม่มีการหมุนเวียนตำแหน่งรัฐมนตรีปัญหาจะเกิด ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้ตำแหน่งรัฐมนตรีใครไปจะนั่งอยู่ยาว ต่อไปอาจจะใช้เวลาปีครึ่ง แล้วใช้ผลงานเป็นตัวชี้วัดผลงานเป็นรูปธรรมมากน้อยเพียงใด ในการสับเปลี่ยนรัฐมนตรี
การตั้งคนนอกมาเป็นรัฐมนตรี ผมคิดว่าแทบไม่จำเป็น ตอนนี้โควต้ารัฐมนตรีเต็มอยู่แล้ว หากไปตั้งคนนอกมาเป็นรัฐมนตรีจะทำให้เกิดการแย่งกันจากอัตราสัดส่วนที่ลงตัวแล้ว สำหรับผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แต่หากผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ อาทิ บางคนมีคดีความอยู่ ถ้ามานั่งรัฐมนตรีคงไม่มีความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง แต่เป็นโควต้าพรรคการเมืองที่จะต้องได้ ควรจะไปหาคนอื่นมานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีแทนจะดีกว่า
การเกิดปัญหาในตะวันออกกลางครั้งนี้ รัฐบาลจะต้องทำงานบูรณาการร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อย่างไรก็ตามจะต้องร่วมมือการทำงานกันทั้งหมด แยกส่วนไม่ได้เพราะสงครามจะมีความสัมพันธ์กันทุกมิติ รัฐบาลอาจจะต้องมีการตั้งวอร์รูมในการจัดการบริหารในช่วงเกิดภาวะวิกฤต อันเกิดผลกระทบจากไฟสงคราม
ส่วนการสื่อสารกับประชาชนในวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง ต้องมีมาตรการสื่อสารในช่วงวิกฤตให้ชัดเจน เข้าใจว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ เพราะหากไม่ทำอะไรเลย พื้นที่การสื่อสารจะถูกแย่งชิงไปโดยเฟคนิวส์ และผู้ไม่หวังดี และยังสร้างความตระหนกให้กับประชาชนอีกด้วย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อรัฐบาลทันที คิดว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับสื่อสารในช่วงภาวะวิกฤต อาจจะมีการแถลงข่าวอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง หากทำเหมือนกรณีของปัญหาไทย-กัมพูชา หรือช่วงโควิด จึงมีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรัฐบาลอนุทิน ในการแก้ไขปัญหาในเรื่องข่าวสาร เพราะที่ผ่านมาสามารถจัดการปัญหาในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
ช่วงนี้ต้องยอมรับว่าเกิดภาวะวิกฤตทั้งโลก ส่วนประเทศไทยยังไม่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับน้ำมันว่าสามารถใช้ได้มากน้อยเพียงใด กี่วัน แต่ยอมรับว่าอาจจะมีวิกฤตแล้ว ไม่เช่นนั้นรัฐบาลคงไม่ออกมาตรการ Work from Home เพื่อประหยัดพลังงาน และทั้งมาตรการต่างๆ ที่ให้ประชาชนใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ข้อเสนอแนะอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาในเชิงบูรณาการ เอาทั้ง ครม.มารับผิดชอบ และมีการสื่อสารในเชิงรุก สร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้ข้อมูลครบถ้วนและรอบด้านมากที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนัก และไม่ให้เกิดความกังวลใจมากจนเกินไป และให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วมด้วย จะช่วยเหลือกันอย่างไรได้บ้าง รวมทั้งภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา นักธุรกิจภาคเอกชน โดยยกระดับให้ทุกภาคส่วนเป็นหุ้นส่วนในการแก้ไขปัญหาสังคมร่วมกัน ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐบาล หรือ ครม.แก้ไขปัญหาแต่เพียงฝ่ายเดียว

