บทบาท ‘อาลี ลาริจานี’ ก่อนถูกยิวสังหาร ผู้นำอิหร่านโดยพฤตินัยหลังสงคราม

เป็นที่เชื่อกันว่า “อาลี ลาริจานี” (Ali Larijani) ประธานสภาความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติอิหร่าน กลายมาเป็นผู้นำประเทศในทางพฤตินัย ภายหลังอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตในการโจมตีโดยสหรัฐและอิสราเอลครั้งแรก เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 

ทว่า เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2026 ตามเวลาท้องถิ่น นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลประกาศยืนยันการเสียชีวิตของลาริจานี ในปฏิบัติการโจมตีอิหร่านของอิสราเอลเมื่อคืนวันที่ 16 มีนาคม และในเวลาต่อมา สำนักข่าวฟาร์สของอิหร่าน ออกมายืนยันการเสียชีวิต โดยรายงานว่า ลาริจานี วัย 67 ปี ถูกสังหารจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐและอิสราเอล ขณะไปเยี่ยมลูกสาวในชานเมือง ทางตะวันออกของกรุงเตหะราน

ลาริจานี เป็นหนึ่งในนักการเมืองอาวุโสที่มีอำนาจมากที่สุดในอิหร่าน โดยเป็นผู้กำหนดนโยบายด้านความมั่นคง และที่ปรึกษาใกล้ชิดของคาเมเนอีคนพ่อ และในฐานะคนวงใน บทบาทความรับผิดชอบของลาริจานีมีความหลากหลายเป็นวงกว้าง อาทิ การเจรจานิวเคลียร์ครั้งสำคัญกับตะวันตกปี 2005-2007 การจัดการความสัมพันธ์ระดับภูมิภาค และการปราบปรามความไม่สงบภายในประเทศ

ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมทบาทสำคัญของลาริจานี หนึ่งในผู้ที่ได้ชื่อว่ามีอิทธิพลเบื้องหลังอิหร่าน

นักเจรจาผู้เหี่ยมโหด

แม้ลาริจานีจะยึดมั่นในระบอบการปกครองแบบเบ็ดเสร็จของคาเมเนอี แต่กลับมีท่าทีค่อนข้างเป็นกลาง โดยยินดีที่จะเจรจาทางการทูต เพื่อบรรลุเป้าหมายของประเทศ อีกทั้งเผชิญหน้ากับฝ่ายค้านภายในประเทศด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน 

Advertisement

ลาริจานีเรียนจบปริญญาเอกด้านปรัชญา และนักการทูตตะวันตกที่เคยเจรจากับลาริจานีอธิบายว่า เขามีความฉลาดและซับซ้อน

ลาริจานี เป็นตัวแทนถ่ายทอดเสียงและวิสัยทัศน์ของคาเมเนอี ผ่านการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังใช้ความสามารถด้านการสื่อสาร เพื่อสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับชาติตะวันตก ในการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน อย่างไรก็ดี เขามีบทบาทสำคัญในการปราบปรามม็อบครั้งใหญ่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปราบม็อบที่รุนแรงและคร่าชีวิตผู้ประท้วงไปหลายพันคน

Advertisememt

หลังจากที่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่าน ลาริจานีเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของอิหร่านคนแรก ๆ ที่ออกมากล่าวหาสหรัฐและอิสราเอลว่า พยายามทำลายและปล้นสะดมประเทศ อีกทั้งยังออกคำเตือนอย่างเข้มงวดต่อประชาชานที่คิดจะประท้วงอีก

เกิดและก้าวสู่อำนาจผ่านอิรัก

ลาริจานี เกิดปี 1958 ในเมืองนาจาฟ ซึ่งเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์และศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของศาสนาอิสลามนิกายชีอะฮ์ในประเทศอิรัก ในวันเด็กลาริจานีย้ายมายังอิหร่าน เนื่องจากบิดาของซึ่งเป็นนักบวชในศาสนา หนีจากการกระทำต่าง ๆ ที่พวกเขาเห็นว่า เป็นการปกครองที่กดขี่ของระบอบกษัตริย์ชาห์

เมื่อลาริจานีอายุ 20 ปี เกิดการปฏิวัติอิสลามโค่นล้มระบอบชาห์ และอยาตอลเลาะห์ โคมัยนี ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น อิรักบุกอิหร่านตามแนวรบยาว 800 กิโลเมตร ในครั้งนั้น ลาริจานีเข้าร่วมกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงหน่วยทหารใหม่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์และอุทิศตนให้กับโคมัยนี

สงครามอิรักของ ซัดดัม ฮุสเซน กลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญต่อความกล้าหาญ ลาริจานีก้าวขึ้นเป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการ ดูแลจัดการเบื้องหลังแนวหน้า ซึ่งเป็นตัวกำหนดทิศทางของสงคราม ความสำเร็จในบทบาทนั้น ทำให้ลาริจานีมีตำแหน่งที่ทางในสาธารณรัฐอิสลามแห่งใหม่ และใกล้ชิดกับ IRGC

หลังสงคราม ลาริจานีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และต่อมาเป็นหัวหน้าสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของอิหร่าน (IRIB) ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญในประเทศที่การสื่อสารทางอุดมการณ์เป็นศูนย์กลางของการใช้อำนาจภายในมาโดยตลอด ก่อนจะย้ายมาดำรงตำแหน่งประธานสภาความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงสูงสุดของอิหร่าน

หัวหน้าผู้เจรจาด้านนิวเคลียร์

ลาริจานี มีบทบาทในฐานะผู้เจรจานิวเคลียร์ ในช่วงปี 2005-2007 โดยมีหน้าที่ปกป้องสิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน หนึ่งในกระบวนการจำเป็นในการผลิตเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และในอีกด้านหนึ่ง สามารถใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับหัวรบขีปนาวุธอีกด้วย ซึ่งอิหร่านปฏิเสธมาโดยตลอดว่า ไม่ต้องการระเบิดนิวเคลียร์

ลาริจานีเปรียบเทียบแรงจูงใจของยุโรปในการละทิ้งการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ว่า เหมือนกับการแลกไข่มุกกับลูกอม โดยลาริจานีกล่าวว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน “ไม่สามารถถูกทำลายได้”

“เพราะเมื่อคุณค้นพบเทคโนโลยีแล้ว ก็จะไม่มีใครที่สามารถพรากการค้นพบนั้นไปจากผู้ค้นพบได้ … เหมือนกับว่า คุณเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องจักรบางอย่าง และเมื่อเครื่องจักรนั้นถูกขโมยไป คุณก็ยังสามารถสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้” ลาริจานีกล่าวกับรายการ Frontline ของ PBS ในเดือนกันยายน 2025 

ลาริจานีเดินทางเยือนรัสเซียหลายครั้ง และเข้าพบกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ซึ่งช่วยให้คาเมเนอีสามารถสานสัมพันธ์กับรัสเซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญและมหาอำนาจโลก เพื่อถ่วงดุลสหรัฐได้ นอกจากนี้ลาริจานียังได้รับมอบหมายผลักดันการเจรจากับจีน นำไปสู่ข้อตกลงความร่วมมือ 25 ปี ในปี 2021

อ้างอิง : Reuters, Al Jazeera, CNN

ข่าวที่เกี่ยวข้อง