วิกฤตพลังงานโลกกำลังลุกลาม ‘ปิดฮอร์มุซ’ กระทบ ‘จีน’ น้อยกว่าคิด

FILE PHOTO: Tankers sail in the Gulf, near the Strait of Hormuz
FILE PHOTO: Tankers sail in the Gulf, near the Strait of Hormuz, as seen from northern Ras al-Khaimah, near the border with Oman’s Musandam governance, amid the U.S.-Israeli conflict with Iran, in United Arab Emirates, March 11, 2026. REUTERS/Stringer/File Photo
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเห็นตรงกันว่า ในเวลานี้โลกกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดอย่างที่ไม่เคยพบพานกันมาก่อน แถมยังเป็นวิกฤตที่พร้อมจะลุกลามขยายตัวเพิ่มมากขึ้นมากกว่าที่จะยุติลงอีกด้วย เมื่อสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิสราเอลต่ออิหร่านยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 แล้ว ส่งผลให้ “อยาตอลเลาะห์ มอจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ประกาศปิดตายช่องแคบฮอร์มุซ

ผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ มีค่าเท่ากับจู่ ๆ น้ำมันดิบจำนวนสูงถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หายไปจากตลาดกะทันหัน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% ของปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ทั้งโลกใช้กันอยู่

ทำให้สถานการณ์ของวิกฤตรุนแรงกว่าเมื่อครั้ง ชาติอาหรับบอยคอตไม่ขายน้ำมันให้กับโลกตะวันตก เมื่อทศวรรษ 1970 ซึ่งทำให้ปริมาณน้ำมันหายไปจากตลาดโลกเพียง 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 7% ของปริมาณที่บริโภคกันในเวลานั้นเท่านั้น

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ว่า ทำไม สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ถึงประกาศปล่อยน้ำมันสำรองจากคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาถึง 172 ล้านบาร์เรล จากที่มีเก็บอยู่ทั้งหมด 415 ล้านบาร์เรล

แดน โพนแมน ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษานโยบายพลังงานโลกของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐอเมริกา ให้ข้อมูลว่า นี่เป็นเพียงครั้งที่ 5 เท่านั้น ที่ไออีเอดึงเอาน้ำมันจากคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (เอสพีอาร์) มาใช้ในประวัติศาสตร์

Advertisement

ครั้งแรกคือเมื่อปี 1991 ระหว่างสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก ถัดมาเป็นเมื่อปี 2005 เมื่อเกิดพายุเฮอริเคนแคทรีนา ต่อด้วยในปี 2011 ระหว่างสงครามกลางเมืองในลิเบีย และสุดท้ายเมื่อปี 2022 เมื่อรัสเซียบุกยูเครน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร้ายแรงของสถานการณ์จนเกิดความจำเป็นและไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่นของโลกตะวันตก

เจสัน บอร์ดอฟฟ์ นักวิชาการจากสำนักเดียวกันชี้ให้เห็นว่า โดยข้อเท็จจริงแล้ว ไออีเอสามารถดึงเอาน้ำมันดิบสำรองที่ฝากไว้จากเอสพีอาร์มาได้สูงสุดถึง 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่การดึงมาใช้เพียงแค่นั้นสะท้อนให้เห็นว่า ในความเป็นจริงแล้วน้ำมันดิบสำรองเชิงยุทธศาสตร์ที่ว่านั้นไม่มีอยู่จริง

Advertisememt

หรือไม่ก็ไม่สามารถนำน้ำมันดิบจำนวนดังกล่าวออกสู่ตลาดได้จริง ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังปิดตายอยู่เช่นนี้ เพราะทางเลือกในการลำเลียงน้ำมันโดยไม่ผ่านฮอร์มุซ ก็คือการใช้ท่อลำเลียงผ่านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่เรียกกันว่า ท่อลำเลียงน้ำมันดิบอาบูดาบี ที่มีศักยภาพจำกัดเพียง 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้นเอง

นั่นหมายความว่า ยังไง ๆ โลกก็จะขาดแคลนพลังงานไปมหาศาลในแต่ละวันอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีใครเสี่ยงกับคำรับประกันผ่าน ความร่วมมือด้านการคลังระหว่างประเทศ (U.S. International Development Finance Corporation) ของสหรัฐอเมริกา ที่ออกมารับประกันความปลอดภัยของเรือทุกลำที่ต้องการแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็ตาม

เพราะยิ่งนานวัน อิหร่านยิ่งแสดงให้เห็นท่าทีจริงจังมากขึ้นด้วยการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและท่าเรือบริเวณใกล้เคียงกับช่องแคบฮอร์มุซ เพิ่มมากขึ้นทุกที บวกกับที่มีรายงานข่าวว่า ปฏิบัติการวางทุ่นระเบิดภายในน่านน้ำช่องแคบฮอร์มุซแล้ว

อันที่จริงอิหร่านไม่จำเป็นต้องวางทุ่นระเบิดเพื่อปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะอิหร่านมีโดรน มีจรวด และเรือไร้คนขับ มากเพียงพอต่อการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่ไม่เพียงต้องแล่นช้า ๆ และต้องไปตามร่องน้ำที่จำกัดแน่นอนในช่องแคบเท่านั้น

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ รายงานของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีตเจอร์นัลระบุว่า อิหร่านส่งออกน้ำมันเพิ่มมากขึ้นหลังเกิดสงคราม โดยใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซนี่เอง แถมยังสามารถส่งออกในราคาที่สูงกว่าที่เคยส่งออกได้อีกด้วย

อีกชาติที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก็คือ “รัสเซีย” ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า รัสเซียมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการที่ราคาน้ำมันโลกถีบตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มากถึง 150 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ถึงขนาดที่รัฐมนตรีพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกาออกมายอมรับว่า สหรัฐอเมริกา “อนุญาตเป็นการชั่วคราว” ให้หลายประเทศซื้อน้ำมันจากเรือรัสเซียที่ลอยลำอยู่ในท้องทะเลในเวลานี้ ซึ่งประเมินกันว่าอาจมีน้ำมันดิบรวมกันอยู่มากถึง 125 ล้านบาร์เรล

สหรัฐอเมริกาซึ่งเชื่อว่า “จีน” อาจได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีนัยสำคัญ จึงพยายามออกมากดดันด้วยการบีบให้ใช้อิทธิพลที่มีเหนืออิหร่านให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลต่อจีนน้อยกว่าที่ใครคิด เพราะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านพลังงานระยะยาวของจีนพอดี

โดยจีนมุ่งเน้นการจำกัดการนำเข้าน้ำมันของตนมาระยะหนึ่งแล้ว โดยหันไปใช้พลังงานอื่นทดแทน เช่น พลังงานจากถ่านหินและพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงทางเลือกที่ผลิตได้ภายในประเทศ ในขณะที่มีการพัฒนาคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ถึง 1,400 ล้านบาร์เรลเลยทีเดียว

นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า วิกฤตพลังงานเมื่อปี 1973 ก่อให้เกิดแรงผลักดันให้ก้าวไปสู่พลังงานนิวเคลียร์กันขนานใหญ่ไม่เพียงในประเทศอย่าง สหรัฐอเมริกา แต่ยังลามไปถึงฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และสวีเดน เพียงแต่วิกฤตการณ์นิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นตามมาหลายครั้ง ทั้งที่เกาะทรีไมลส์ เชอร์โนบิล และฟุกุชิมะ ทำให้โครงการนิวเคลียร์เหล่านี้ชะงักไประดับหนึ่ง กระนั้นก็ยังมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า ทำงานอยู่ทั่วโลกมากกว่า 4,000 เตาในเวลานี้

ปัญหาก็คือการหาพลังงานทดแทนไม่เพียงแค่คิดแล้วจะเป็นจริงได้ มีการประเมินว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกมีการลงทุนเพื่อพลังงานหมุนเวียนมากถึงราว 10-20 ล้านล้านดอลลาร์ กระนั้นสถานการณ์ราคาน้ำมันที่เป็นอยู่ในเวลานี้ก็แสดงให้เห็นว่า เรายังอาจจำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันอย่างหนักไปอีกยาวนานไม่น้อย ก่อนที่จะเป็นอิสระจากน้ำมันอย่างแท้จริงในอนาคต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง