
คอลัมน์ : Politics policy people forum
รัฐบาลภูมิใจไทยกวาด 291 เสียง เตรียมชู “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2
คาดหมายว่าสภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 19 มีนาคมที่จะถึงนี้
291 เสียงเป็นไปตามคำของ “อนุทิน” ที่บอกว่า ไม่อยากให้รัฐบาลเกิน 300 เสียง
ภูมิใจไทยแคปจำนวนเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลไว้ที่ 291 เสียง จาก 15 พรรคการเมือง
เขี่ยพรรคการเมืองที่เหลือไปเป็นฝ่ายค้าน 7 พรรค 209 เสียง
แน่นอนว่าพรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่เป็นมิตรกันในช่วงก่อนหน้านี้ ตอนนี้ไม่อยู่ในสมการ 291 เสียง ในรัฐบาลภูมิใจไทย
เสียงรัฐบาล vs ฝ่ายค้าน
แกะเสียงฝ่ายรัฐบาลที่มี 291 เสียงตอนนี้ ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 192 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง พรรคใหม่ 1 เสียง พรรครวมใจไทย 1 เสียง พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง พรรคมิติใหม่ 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง พรรคทางเลือกใหม่ 1 เสียง พรรคโอกาสใหม่ 1 เสียง
ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน 7 พรรค 209 เสียง ประกอบด้วย พรรคประชาชน 120 เสียง พรรคกล้าธรรม 58 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง พรรคไทรวมพลัง 6 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง พรรคไทยภักดี 1 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง
แต่หากวัด “พรรคฝ่ายค้านแท้” ที่สามารถมีพลังในการตรวจสอบรัฐบาล อาจมีแค่พรรคประชาชน 120 เสียง บวกพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ส่วนพรรคกล้าธรรม 58 เสียง พรรคไทรวมพลัง 6 เสียง อาจยั้งไมตรีตรวจสอบรัฐบาล เพื่อการร่วมเป็นรัฐบาลในวันข้างหน้า เพราะคำว่าไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรทางการเมืองยังใช้แทนบริบทการเมืองปัจจุบันได้
พรรคกล้าธรรมมีความคล้ายกับพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคสไตล์บ้านใหญ่ ต้องการอำนาจรัฐหล่อเลี้ยง เมื่อไม่ได้ร่วมรัฐบาล กลายเป็นฝ่ายค้านย่อมอดอยากปากแห้ง
โดยเฉพาะยามที่พรรคภูมิใจไทยที่ยึดกุมอำนาจรัฐเบ็ดเสร็จทุกองคาพยพไว้ในกำมือ หากไม่ไว้ไมตรี สส.งูเขียวในพรรคกล้าธรรมอาจแปลงร่างกลายเป็น “งูเห่า” แว้งมากัดเจ้าของค่าย โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นพรรคจอมดูดในช่วง 10 ปีให้หลัง
อีกปัจจัยหนึ่ง การที่รัฐบาลอนุทินมีเพียงแค่พรรคใหญ่ “เพื่อไทย” เพียงพรรคเดียวที่มีเสียงในสภาสูงถึง 74 เสียง หากวันข้างหน้าทั้ง 2 พรรคเกิดสถานการณ์ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ขบเหลี่ยมอำนาจกัน เหมือนในยุครัฐบาลเพื่อไทย ย่อมต้องมีพรรคเอาไว้สำรอง
ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อ่านฉากตั้งรัฐบาลไว้ก่อนวันที่พรรคกล้าธรรมจะถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ว่าการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคใหญ่แค่ 2 พรรคคือพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย
มีข้อดีคือ รัฐบาลจะคุมทิศทางการบริหารได้มาก เพราะพรรคเล็กอื่น ๆ ไม่มีวาระทางนโยบายของตัวเอง การแข่งขันเชิงนโยบายทำให้พรรคต้องพยายามผลักดันนโยบายตามที่ได้หาเสียงไว้
แม้ภูมิใจไทยจะไม่ได้เสนอนโยบายชัดเจน แต่ประชาชนเชื่อมโยงนโยบายเข้ากับว่าที่รัฐมนตรีเทคโนเครต 3 ท่านของพรรค การแข่งขันด้านนโยบายทำให้ประชาชนสามารถประเมินผลงานได้ชัดเจน ถ้าทำไม่สำเร็จประชาชนรู้ว่าต้องลงโทษใคร
แต่ข้อสังเกตคือ ภูมิใจไทยและเพื่อไทยเป็นพรรคคู่แข่งสำคัญ มีฐานเสียงทับซ้อนกัน อาจมีการเตะตัดขาเพื่อไม่ให้อีกพรรคได้สร้างผลงาน อาจมีปัญหาว่าเครดิตของการทำนโยบายจะเป็นของใคร เช่น นโยบายคนละครึ่งสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งพลังประชารัฐและรวมไทยสร้างชาติก็อ้างว่าเป็นของตนในการเลือกตั้งปี 2566
“นอกจากนั้น หากไม่ตกลงล่วงหน้าก่อนว่าจะนำนโยบายใดของพรรคไหนมาใช้ นโยบายไหนจะเก็บใส่ลิ้นชักรอไว้ก่อน หรือนโยบายไหนของทั้ง 2 พรรคจะนำมาปรับร่วมกัน ระหว่าง 2 พรรคอาจเกิดปัญหาแย่งชิงพื้นที่และความสำเร็จของนโยบาย”
“การไม่มีกล้าธรรมในสมการรัฐบาลผสม จะทำให้รัฐบาลต้องพึ่งพาพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก ถ้าเพื่อไทยถอนตัว รัฐบาลล่มทันที เช่นเดียวกัน ถ้ามีกล้าธรรม โดยไม่มีเพื่อไทย จะทำให้กล้าธรรมเป็นผู้ผูกขาดเสถียรภาพของรัฐบาล”
“การมีทั้งเพื่อไทยและกล้าธรรมในรัฐบาลไม่ได้หมายถึงความใกล้ชิดเชิงอุดมการณ์ แต่คือการจัดวางสมดุลอำนาจภายในรัฐบาล ซึ่งเข้าลักษณะ Oversized Coalition คือมีเสียงเกินกว่าที่จำเป็นเพื่อกันความเสี่ยงการถอนตัว เพิ่มเสถียรภาพเชิงกลยุทธ”
“โดยเฉพาะในช่วงโหวตกฎหมายสำคัญ หรืองบประมาณ รัฐบาลไม่ต้องต่อรองหนักทุกครั้งที่มีร่างกฎหมาย”
เพื่อนไม่หมดอายุ-ไม่มีวันตาย
ดังนั้น พรรคกล้าธรรมยังเป็นตัวเลือก-พรรคสำรอง หากเกิดอุบัติเหตุ
ไม่แปลกที่ “อนุทิน” จะเอ่ยปากถึง ร.อ.ธรรมนัส ว่า “คำว่าเพื่อนไม่มีวันหมดอายุ” หลังการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา
โดยที่ประชุมโหวตให้ “โสภณ ซารัมย์” จากพรรคภูมิใจไทย เป็นประธานสภา ด้วยคะแนน 289 เสียง ขณะที่ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” จากพรรคประชาชนได้ 123 เสียง
รัฐบาลไม่แตกแถว 289 เสียง แถมพรรคกล้าธรรม 58 เสียงตัดสินใจ “งดออกเสียง” เพื่อยั้งไมตรี
หลังเสร็จสิ้นการโหวตเก้าอี้ประธานสภา “อนุทิน” ตอบคำถามนักข่าวที่ถามถึงการพูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส แล้วหรือยังว่า
“ได้คุยกับหลาย ๆ คน แต่ยังไม่เจอ ร.อ.ธรรมนัส เพราะคนเยอะ แต่ได้เจอพี่น้อง สส.พรรคกล้าธรรมอยู่ อย่างนายอัครา พรหมเผ่า รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งความเป็นเพื่อนกับ ร.อ.ธรรมนัส “ก็ยังมีอยู่” เมื่อถามว่าจะมีโอกาสไปคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส ในฐานะเพื่อนกันหรือไม่ นายอนุทินร้อง “โอ้โห…เพื่อนกันไม่มีวันหมดอายุ”
แม้คำตอบของ “ร.อ.ธรรมนัส” เมื่อถูกถามถึงคำว่าเพื่อนไม่มีวันหมดอายุ ของนายกฯอนุทิน ว่า “ท่าน (อนุทิน) หมายถึงผมหรือเปล่า เข้าใจไปเองหรือเปล่า”
“การใช้ชีวิตของผมที่มีเพื่อนพี่น้องเยอะ เพราะผมไม่ฆ่านายขายเพื่อน และสำคัญที่สุดคือเพื่อนไม่มีวันตาย ถ้าท่านอนุทินหมายถึงผม ผมก็หมายถึงท่าน”
ไม่ไกลถึงพรรคสำรอง
ขณะที่ “ไผ่ ลิกค์” สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ที่ถือว่าเป็น “มือขวา” ของ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวถึงการ “งดออกเสียง” ประธานสภา ว่าเป็นเพราะเรายังเห็นคนที่ไม่เหมาะสมที่เป็นกลางจริง ๆ
พร้อมปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวกับการ “ยั้งไมตรี” เพื่อร่วมรัฐบาลในอนาคต “ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้น เรามองว่าประธานสภาควรเป็นกลางจริง ๆ ซึ่งเรายังไม่เห็น”
“ส่วนการโหวตนายกฯ ทุกอย่างในพรรคต้องประชุมกัน เพื่อถามสมาชิกพรรค ต้องคุยกันในพรรคก่อน ครั้งนี้ต้องประชุมกันอีกครั้ง” ไผ่กล่าว
เขาย้ำว่า “เราเป็นฝ่ายค้านจริง ๆ เราก็ต้องทำตัวเป็นฝ่ายค้าน”
มีการสันนิษฐานว่ากล้าธรรมมีสถานะเป็นพรรคสำรอง รอร่วมรัฐบาล “ไผ่” ตอบว่า “ไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น”
ต้องไม่ลืมว่า ร.อ.ธรรมนัสได้กล่าวเมื่อ 11 มีนาคมว่า
“ผมเองอาจจะไปแล้วไปไม่นาน แล้วกลับมาเหมือนที่พวกท่านเคยเห็น ถ้ามีวาสนาได้กลับมาดูแลพี่น้องเกษตรกรก็จะทำให้ดี”
ทั้ง ร.อ.ธรรมนัส-ไผ่ ยังตอบกั๊กโหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ หรือไม่
เป็นไปได้ว่า “กล้าธรรม” อาจงดออกเสียงโหวต “อนุทิน” ยั้งไมตรีการเมือง
ย้ำสถานะพรรคสำรองร่วมรัฐบาล แบบ เฟรนด์โซน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

