
ปูดมะกัน ชั่งใจเสริมกำลังพลในตอ.กลาง เพิ่มทางเลือกทรัมป์ ขยายปฏิบัติการ คุมฮอร์มุซ-บุกภาคพื้นดิน
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างแหล่งข่าววงในหลายราย เปิดเผยว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา กำลังพิจารณาแนวทางส่งทหารสหรัฐหลายพันนายไปเสริมกำลังการปฏิบัติการในตะวันออกกลาง ในขณะที่กองทัพสหรัฐเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการทางทหารขั้นต่อไปกับอิหร่าน โดยการเสริมกำลังพลดังกล่าวอาจช่วยเปิดทางให้ทรัมป์มีทางเลือกเพิ่มเติมในการพิจารณาขยายปฏิบัติการของสหรัฐในการทำสงครามกับอิหร่านที่ดำเนินมาเกือบจะครบ 3 สัปดาห์แล้ว
แหล่งข่าว 4 รายกล่าวว่า ทางเลือกเหล่านั้นรวมถึงการรักษาความปลอดภัยในการผ่านเข้า-ออกของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮฮร์มุซ ซึ่งภารกิจนี้จะดำเนินการโดยใช้กำลังทางอากาศและทางทะเลเป็นหลัก แต่การรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮฮร์มุซยังอาจหมายถึงการส่งกำลังพลสหรัฐไปยังแนวชายฝั่งอิหร่านด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังได้หารือถึงทางเลือกในการส่งกองกำลังภาคพื้นดินไปยังเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่านถึง 90% ซึ่งหนึ่งในเจ้าหน้าที่ 3 รายที่เป็นแหล่งข่าว กล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากอิหร่านมีความสามารถในการยิงขีปนาวุธและโดรนถึงเกาะคาร์ก
ทั้งนี้กองทัพสหรัฐได้โจมตีเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์กของอิหร่านเมื่อวันที่ 13 มีนาคม และทรัมป์ได้ขู่ว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันที่สำคัญของเกาะนี้ อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารมองว่า เนื่องจากเกาะนี้มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของอิหร่าน การเข้าควบคุมเกาะไว้จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าทำลายเกาะนี้ ขณะที่การใช้กำลังทหารภาคพื้นดินของสหรัฐ แม้จะเป็นภารกิจที่จำกัด แต่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญสำหรับทรัมป์ เนื่องจากชาวอเมริกันให้การสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านในครั้งนี้ต่ำอยู่แล้วและทรัมป์เองเคยให้สัญญาในช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่าจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง
แหล่งข่าวยังกล่าวอ้างอีกว่า ฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการส่งกำลังทหารสหรัฐไปรักษาความปลอดภัยคลังเก็บยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าภารกิจรักษาคลังเก็บยูเรเนียมของอิหร่านนั้นมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง แม้แต่สำหรับหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐเองก็ตาม
แหล่งข่าวระบุอีกว่า การหารือเกี่ยวกับการเสริมกำลังของสหรัฐนั้นยังไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการมาถึงของกองกำลังพร้อมรบสะเทินน้ำสะเทินบก(Amphibious Ready Group) ในตะวันออกกลางในสัปดาห์หน้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหน่วยปฏิบัติการทางทะเล(Marine Expeditionary Unit)ที่มาพร้อมกันซึ่งมีนาวิกโยธินมากกว่า 2,000 นาย
อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวของรอยเตอร์ระบุว่า ไม่เชื่อว่าการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเข้าไปพื้นที่ใดๆ ในอิหร่าน จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ แต่แหล่งข่าวปฏิเสธที่จะเผยรายละเอียดเฉพาะของการวางแผนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ
ด้านเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อรายหนึ่ง กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจส่งกองกำลังภาคพื้นดิน แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พิจารณาทางเลือกทั้งหมดอย่างรอบคอบ
“ประธานาธิบดีมุ่งเน้นไปที่การบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ทั้งหมดของปฏิบัติการ Epic Fury ได้แก่ การทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน ทำลายกองทัพเรือของพวกเขา ให้แน่ใจว่ากลุ่มก่อการร้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านจะไม่สามารถสร้างความไม่มั่นคงในภูมิภาค และรับประกันว่าอิหร่านจะไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้”
ก่อนหน้านี้ทรัมป์กล่าวว่าเป้าหมายของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลดขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังอาจรวมถึงการรักษาเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัยและป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐปฏิเสธที่จะให้ความคิดเห็นต่อรายงานข่าวดังกล่าวของรอยเตอร์
ตามเอกสารข้อมูลล่าสุดของกองบัญชาการกลางสหรัฐ(CENTCOM) ซึ่งดูแลกองกำลังทหารสหรัฐประมาณ 50,000 นายในตะวันออกกลาง เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 มีนาคมระบุว่า สหรัฐได้ทำการโจมตีต่อเป้าหมายอิหร่านไปแล้วมากกว่า 7,800 ครั้งนับตั้งแต่เริ่มสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และสร้างความเสียหายหรือทำลายเรือของอิหร่านไปแล้วกว่า 120 ลำ
