เมื่อวันที่ 19 มีนาคม เว็บไซต์ขแมร์ไทม์ส รายงานว่า หลังเกิดเหตุปะทะกันตามแนวชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย ทางการกัมพูชาได้ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนแบนสินค้าไทย แต่การแบนสินค้านำเข้าจากไทยทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากมีข้อตกลงการค้ากันอยู่ โดยมีรายงานว่า กัมพูชากำลังเผชิญกับการไหลเข้าของสินค้าไทย ผ่านทางประเทศลาว ในขณะที่ไทยและกัมพูชายังคงปิดด่านชายแดนระหว่างกัน และมีการคว่ำบาตรสินค้าไทยอยู่
ทั้งนี้ ทางการกัมพูชาจะยอมรับว่า การห้ามนำเข้าสินค้าไทยอย่างเด็ดขาดนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ภายใต้พันธกรณีระหว่างประเทศ แต่ทางการกัมพูชายังคงเรียกร้องให้ชาวกัมพูชา สนับสนุนการคว่ำบาตร พร้อมทั้งเพิ่มความเข้มงวดการบังคับใช้กฎหมายต่อการนำเข้าที่ผิดกฎหมาย
ทางการจังหวัดสตึงเตรง แจ้งว่า ขณะที่กัมพูชาไม่สามารถห้ามการนำเข้าสินค้าไทยได้ทั้งหมดที่ผ่านทางด่านพรมแดนสากลตระเปียงเกรียนได้โดยเด็ดขาด เนื่องจากข้อผูกพันขององค์การการค้าโลก (WTO) และ อาเซียน แต่การปฏิเสธสินค้าไทยภายในประเทศ ยังคงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการควบคุมการไหลเข้าของสินค้าดังกล่าว
รายงานระบุว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะกันตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ที่เริ่มปะทุขึ้นมาเมื่อเดือนกรกฎาคม และเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมา ชาวกัมพูชาได้คว่ำบาตรสินค้าไทย แม้ว่าสินค้าเหล่านั้นจะยังคงมีให้เห็นในตลาดท้องถิ่นของกัมพูชา ทำให้บางคนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชา แบนการนำเข้าสินค้าไทยโดยสิ้นเชิง พร้อมทั้งส่งเสริมการผลิตในประเทศ
ทั้งนี้ ด่านพรมแดนสากลตระเปียงเกรียน เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดสตึงเตรง ของกัมพูชา กับจังหวัดจำปาสัก ของลาว ที่พบว่ามีสินค้าไทยที่ทะลักเข้าสู่กัมพูชาผ่านทางลาวเพิ่มมากขึ้น
โดยด่านดังกล่าว เปิดมาตั้งแต่ปี 2017 กลายเป็นเส้นทางขนส่งที่สำคัญ ขณะที่การค้าปรับตัวตามความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ยังคงดำเนินอยู่ และที่อ่านดังกล่าว่ มีตู้คอนเทนเนอร์เรียงรายรอข้ามจากลาวเข้าสู่กัมพูชา
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์กัมพูชา ระบุว่า มูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างกัมพูชาและลาวลดลง 6 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา
โดยระหว่างการลงพื้นที่เพื่อส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัด นายสาร โสปุตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดสตึงเตรง บอกว่า สินค้าไทยบางประเภท ยังคงเข้ามาในกัมพูชา โดยผ่านทางลาว ผ่านด่านชายแดนสตึงเตรง และว่า กัมพูชาไม่สามารถห้ามการนำเข้าสินค้าจากไทยได้โดยสิ้นเชิง เนื่องจากกัมพูชาเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก และอาเซียน พร้อมกับเตือนว่า การกระทำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดการคว่ำบาตรและส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงชายแดนและปัญหาผู้พลัดถิ่น

นายสาร โสปุตรา ยังได้เตือนว่า การห้ามนำเข้าจากไทยโดยสิ้นเชิง อาจทำให้กัมพูชาเผชิญกับการถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้กรอบการค้าโลก และว่า การนำสินค้าไทยเข้ากัมพูชา ผ่านด่านชายแดนระหว่างประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย เพราะสินค้าเหล่านี้เสียภาษี และนำเข้าสู่คลังของประเทศ ขณะที่สินค้าต้องห้ามจะถูกลงโทษอย่างเข้มงวด รวมถึงการถูกยึดและทำลาย
นายโสปุตรา บอกว่า อาวุธที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับชาวกัมพูชา ในการป้องกันสินค้าจากประเทศผู้รุกรานคือ การคว่ำบาตร โดยการไม่ซื้อ หากประชาชนหยุดใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ผู้นำเข้าก็จะไม่นำเข้ามาในราคาขาดทุนอีกต่อไป และในที่สุด สินค้าเหล่านี้ก็จะหายไปเอง พร้อมกับเตือนว่า อย่าทำผิดพลาดซ้ำรอยอดีต ขอให้ประชาชนเรียนรู้บทเรียนจากความโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจหลังปี 1979 และหันมาใช้ความรักชาติในการเสริมสร้างและปกป้องประเทศชาติแทน
