
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ด้วยในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง วันที่ 15 มีนาคม 2569 ที่ประชุมได้ลงมติเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 116 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
1.นายโสภณ ซารัมย์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร 2.นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง 3.นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จากนั้น นายโสภณได้ออกระเบียบวาระประชุมสภา เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันพฤหัสฯที่ 19 มี.ค. ในเวลา 10.00 น. โดยกล่าวว่า อยากเห็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มก่อนสงกรานต์ ตอนนี้มีวิกฤตต่าง ๆ รุมเร้า หากมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การลงมติในวันที่ 19 มี.ค. มีขั้นตอนดังนี้ 1.แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ต้องมีชื่ออยู่ในบัญชีของพรรค ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 88 มาจากพรรคที่มี สส. 25 คนขึ้นไป 2.แคนดิเดตต้องมี สส. รับรองอย่างน้อย 50 คน หรือไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของ สส.ทั้งสภา ซึ่งปัจจุบันมี 498 คน 3.การลงมติ ต้องกระทำโดยเปิดเผย ด้วยการขานชื่อ ลงคะแนนเป็นรายคน บุคคลที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภา หรือ 250 คน จาก 498 คน 4.เมื่อเห็นชอบบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ประธานรัฐสภา คือ นายโสภณ ซารัมย์ จะนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างเป็นทางการ และเข้าสู่กระบวนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ และต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนเริ่มบริหารประเทศ ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 162 กำหนดให้แถลงภายใน 15 วัน นับแต่วันเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ
หากนายกรัฐมนตรีและ ครม.ชุดใหม่ ได้เข้าบริหารงานก่อนสงกรานต์ ตามความคาดหวังของประธานสภา จะเป็นเรื่องดี เพื่อจะได้รับมือกับวิกฤตต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน อันเป็นผลจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ราคาได้พุ่งสูงขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องแบกรับการชดเชยผ่านกองทุนพลังงาน เพื่อมิให้ราคาสูงเกินกว่าประชาชนจะรับได้ กลายเป็นต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง ทำให้สินค้าอื่น ๆ จะขึ้นราคา เป็นภาระในเรื่องค่าครองชีพของประชาชนต่อไป
เฉพาะหน้าประชาชนวิตกกังวลเข้าคิวรอเติมน้ำมัน ขณะที่ฌาปนสถานหลายแห่งของดเผาศพ เนื่องจากข้อจำกัดปริมาณในการเติมน้ำมัน เป็นการบ้านที่รอรัฐบาลใหม่เข้าไปบริหารจัดการ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

