เอกนิติเปิดเกมใหม่เศรษฐกิจไทย รื้อระบบ-เขย่าลงทุน ‘ไฟฟ้าสีเขียว’

เอกนิติ

“เอกนิติ” เปิดแผน Long Game ประเทศไทยดันสารพัดมาตรการไทยรอดและเศรษฐกิจโต เผยโจทย์ราคาพลังงานเกมใหม่เศรษฐกิจโลก เดินหน้ารื้อระบบไฟฟ้า เข็นนโยบาย Direct PPA เปิดทางเอกชนซื้อ-ขายไฟตรง จัดทัพ 3 การไฟฟ้าฯลุยลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าสีเขียว หนุนตั้งกองทุนอินฟาร์์ฯระดมทุนแก้ปมงบฯลงทุนจำกัดติดเพดานหนี้สาธารณะ เขย่ายุทธศาสตร์ลงทุน “ดาต้าเซ็นเตอร์” ตอบโจทย์สร้างคน-ดึงภาษีเข้าประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเวทีสัมมนา Prachachat Exclusive Forum 2026 : The Long Game #เกมธุรกิจฆ่าไม่ตาย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อ The Long Game เศรษฐกิจไทย ว่า เศรษฐกิจไทย ธุรกิจไทย ทำอย่างไรให้ไม่ตาย แต่ต้องโตด้วย วันนี้เกมของโลกเปลี่ยนไป สิ่งที่เห็นหนังตัวอย่างคือ สถานการณ์ปี 2568 ทั้งปีภาษี Reciprocal Tariffs ที่เกิดขึ้น ทำให้ทั่วโลกปั่นป่วน วันนี้เกิดสงครามในตะวันออกกลาง ทั่วโลกก็ต้องปรับตัว และยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องติดตามว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น อาจจะเป็นกรณีคิวบา เป็นคิวต่อไป หรืออาจมีสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย

“การที่เราจะอยู่รอดต้องเข้าใจว่าเกมใหม่เป็นอย่างไร เราถึงจะอยู่รอดและไม่ตาย เราอาจจะเคยแพ้ในเกมที่ผ่านมา แต่ถ้าเข้าใจเกมดี วางจุดที่อยู่ให้ถูก และไม่ใช่แค่พูดแต่ต้องทำ อาจเป็นผู้ชนะในเกมนี้ก็ได้ ดังนั้นจะไม่พูดว่า น้ำมันราคาเท่าไหร่ จีดีพีจะโตเท่าไหร่ แต่จะพูดถึงเกมใหญ่ ๆ ที่มอง”

3 เกมใหญ่เปลี่ยนโลก

นายเอกนิติกล่าวว่า โลกเปลี่ยน สิ่งที่ควรสนใจคือจะอยู่รอดอย่างไร และจะคว้าโอกาสที่โลกเปลี่ยนให้โลกโตขึ้นอย่างไร เพราะวันนี้ระเบียบโลกต่าง ๆ ที่ทุกคนเห็น ในมุมมองเชิงเศรษฐกิจ มี 3 เรื่องที่เปลี่ยนไปแล้ว เกมใหญ่ ๆ ที่มอง 1.Geopolitics กับ Geoeconomics ที่เชื่อมโยงกัน สหรัฐเอาภาษีมาสร้างอำนาจเหมือนในปี 1980 ใช้ค่าเงินมาสร้างอำนาจ สหรัฐกับยุโรป บีบให้ค่าเงินญี่ปุ่นแข็ง ทำให้ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาที่อาเซียนรวมถึงไทย จึงเกิดอุตสาหกรรมมากมาย เพราะไทยได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับไว้ เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง มาบตาพุต ทำอุตสาหกรรมปิโตรเคมี คือโอกาสที่เราคว้าเอาไว้

“แต่เรายึดติดกับเกมนั้น พอโลกเปลี่ยน เราไม่ได้ปรับตัว กลายเป็นเสืออ่อนแรง เป็นลูกแมว หรือคนป่วยแห่งเอเชีย เพราะไม่ปรับตัว แต่วันนี้เกมนั้นจะเปลี่ยนไปอีกแล้ว เพราะเห็นแล้วว่า Geopolitics ทำให้โลกแบ่งเป็นขั้วต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เห็นชัดมากตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลาง”

Advertisement

นักลงทุนอยากจะย้ายฐานมาอยู่ในอาเซียน ตนได้ถามกับนักลงทุนว่าทำไมถึงสนใจลงทุนในไทย เสียงส่วนใหญ่ตอบว่า ความเป็นไทยค้าขายกับใครก็ได้ รวมถึงเรายังมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี มีเสถียรภาพเศรษฐกิจภาพใหญ่ที่ดี

“เกมจะย้ายมาอยู่ในอาเซียน จากประเด็นความปลอดภัย มาพร้อมกับเศรษฐกิจ Geopolitics กับ Geoeconomics เป็นสิ่งเดียวกัน ความมั่นคงกับเศรษฐกิจจะไปด้วยกัน แต่ถ้าประเทศไทยไม่สามารถวางรากฐานให้ดี ไม่คิดถึงความมั่นคงขึ้นไปด้วย อยากได้นักลงทุนเก่ง ๆ มา แต่ก็มีกุ๊ยและเทามา ยิ่งจะทำให้เราแย่ ดังนั้นความมั่นคงต้องคู่กับเศรษฐกิจ” นายเอกนิติกล่าว

Advertisememt

วางยุทธศาสตร์ AI-กรีน

นายเอกนิติกล่าวว่า เกมที่ 2 คือ AI เปลี่ยนแน่นอน หลายบริษัทเริ่มใช้แทนคน แต่เมืองไทยอาจจะเป็นโอกาสเพราะแรงงานไม่พอ แต่เราต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหมือนช่วงปี 1980 ที่เราสร้างโครงสร้างพื้นฐานอีสเทิร์นซีบอร์ด น้ำ ไฟฟ้า สนามบิน ทำให้ดึงคนมาลงทุนในไทยเยอะ

สำหรับวันนี้ โครงสร้างในเรื่องดิจิทัล AI โครงการ Data Center มาลงทุนเยอะมาก ใช้น้ำไทย ใช้ไฟไทย โจทย์คือจะต่อยอดจาก Cloud Service และ AI Service ทำให้ธุรกิจไทย และคนไทยใช้ประโยชน์ตรงนั้นได้อย่างไร ขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ได้ใช้ AI ก็ต้องเพิ่มทักษะให้คนไทยใช้เป็น ความเสี่ยงมาพร้อมโอกาส และโอกาสมาพร้อมความเสี่ยง

เรื่องที่ 3 คือ เศรษฐกิจสีเขียว แม้ประเทศมหาอำนาจไม่ได้สนใจเรื่องสีเขียวเท่าไหร่ แต่เห็นชัดว่าสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ราคาพลังงานสูงขนาดนี้ เรื่องการปรับตัวเรื่องกรีน ต่อให้สหรัฐไม่สนใจเรื่องกรีน แต่เราต้องปรับตัว พลังงานสีเขียวต่าง ๆ พลังงานทดแทน จะช่วยหลาย ๆ อย่าง นี่คือ 3 เรื่องใหญ่ที่เกมจะเปลี่ยน

แก้โจทย์ “สร้างคน”

นายเอกนิติกล่าวว่า เมื่อเห็น 3 เทรนด์ใหญ่นี้แล้ว ประเทศไทยจะคว้าโอกาสอย่างไร วันนี้สงครามตะวันออกกลางจะเร่งปฏิกิริยาการย้ายฐานการผลิตมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เราต้องรองรับคือ การย้ายฐานการลงทุน และการย้ายมาของคน ทั้งนี้ ชัดเจนว่าการลงทุนโดยตรงของต่างชาติ (FDI) เร่งขึ้นมา จากตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/68 ที่ออกมา (ขยายตัว 2.5%) ถ้าเจาะลึกในไส้ในจริง ๆ คนอาจพูดถึงผลของโครงการคนละครึ่งพลัส แต่ตัวเลขที่เป็นบวกจริง ๆ คือการลงทุน และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่การลงทุนรวมโต 8% โดยการลงทุนภาครัฐโต 13% ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต

การลงทุนมี 3 ประเภท คือ 1.ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เป็นการย้ายฐานการผลิต ซึ่งเราต้องคว้าเทคโนโลยีใหม่ ๆ เมืองไทยมีจุดแข็งไม่ใช่ห่วยทั้งหมด อย่างเรื่องเกษตรสมัยใหม่ ก็เป็นที่สนใจของนักลงทุนมาก เช่น Food Processing ประเทศไทยทำอาหารสัตว์ท็อปไฟฟ์ของโลก จากที่ได้พบกับนักลงทุน คือสนใจเข้ามาลงทุนทำโพรไบโอติกให้สุนัข ให้แมว และกลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อมากด้วย

“สาเหตุที่เขาสนใจลงทุนเมืองไทย เพราะขายที่ไหนก็ได้ และมีวัตถุดิบป้อน เพราะทำจากอ้อย นี่คือโอกาสที่เมืองไทยมี ดังนั้นต่อไปคือต้องดึงอุตสาหกรรมเหล่านี้มา โดยมีเงื่อนไขว่าต้องจับมือกับมหาวิทยาลัยไทย ทำโครงการ Skill Bridge ถ่ายทอดความรู้ให้คนไทย ผมคุยกับกระทรวงการต่างประเทศออกสมาร์ทวีซ่า ที่เอาคนเก่ง ๆ มาทำงานในเมืองไทยเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี ทำไม่ต่างกับอุตสาหกรรมรถยนต์สมัยก่อนที่ดึงซัพพลายเชนมาแล้วเปิดสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เราต้องดึงซัพพลายเชนให้เข้ากับธุรกิจให้ได้ นี่คือการใช้ประโยชน์จากเทรนด์โลก ทำให้กระแสโลก เกมใหม่เป็นลมใต้ปีก ทำให้เราโตขึ้น แต่เรื่องนี้ต้องทำอีกเยอะ” นายเอกนิติกล่าว

คว้าเทรนด์โลกเป็นลมใต้ปีก

รองนายกฯกล่าวว่า ล่าสุดก็ได้มีการประชุมบอร์ดกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้ทำโครงการ Skill Bridge เพื่ออัพสกิล รีสกิลคนโดยเอกชนกับกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ต้องร่วมมือกันและลงทุนคนละครึ่ง เพื่อเชื่อมระหว่างคนกับงาน เพื่อช่วยให้คนไทยมีรายได้ดีขึ้น ก็จะค่อย ๆ ทำให้หนี้ครัวเรือนดีขึ้น นี่คือการคว้าลมใต้ปีกให้มาถึงซัพพลายเชน และมีอุตสาหกรรมมาต่อยอด เราอาจไม่ใช่เจ้าของเทคโนโลยีในวันแรก แต่เราจะต้องถ่ายทอดให้เกิดซัพพลายเชน

“ขณะที่กระแสจีนออกมาลงทุนนอกประเทศมากขึ้น สิ่งที่เจอคือออโตเมชั่น อุตสาหกรรมหลายอย่างไทยอาจสู้เวียดนามไม่ได้ แต่หลายอย่างโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ รถยนต์ไฟฟ้าเราสามารถต่อยอดมาจากรถสันดาปได้ วันนี้ซัพพลายเชนเริ่มย้ายฐานมาก อย่างบริษัททำเซ็นเซอร์จากเมืองจีน ที่ส่งให้ทั้งรถจีนและเทสล่า จะย้ายฐานมาที่ไทย เช่นเดียวกันต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เมืองไทยด้วย และให้ซัพพลายเชนตามมา ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้ซัพพลายเชนในประเทศที่เคยอยู่ในรถสันดาป ให้อัพสกิลขึ้นมาเป็นอีวี นี่คือตัวอย่างจากการคว้าเทรนด์โลก”

เขย่าลงทุน “ดาต้าเซ็นเตอร์”

นายเอกนิติกล่าวว่า เรื่อง AI ดาต้าเซ็นเตอร์มาลงทุนเยอะมาก แต่ยังปวดหัวว่าจะจัดหาน้ำ-ไฟให้อย่างไร เพราะที่ผ่านมาเราอนุมัติไปโดยไม่ได้วางระบบ จึงมีคำถามว่าดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาลงทุนแล้ว คนไทยได้อะไร ดังนั้นจึงจะทำยุทธศาสตร์ใหม่ โดยต้องต่อยอด สร้างนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลขึ้นมา ดึงคนไทยที่เก่ง ๆ อยู่เมืองนอก ดึงกลับมาทำงานเมืองไทย ต้องหาโอกาสให้เขา

“ขณะที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ขายเซอร์วิส แต่ไปบุ๊กกำไรอยู่ต่างประเทศ ผมบอกว่าแบบนี้ไม่ได้ เพราะแม้แต่ภาษีประเทศไทยก็ไม่ได้ ดังนั้นต้องวางระบบดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ และต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในประเทศ โดยที่ผ่านมาได้คุยกับบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ว่า ต้องมาจับมือทำ Skill Bridge สร้างเอ็นจิเนียร์ สร้างนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลเพื่อทำให้เกิดขึ้น โดยใช้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเข้ามาช่วยคนละครึ่ง เป็นการลงทุนสร้างทรัพยากรมนุษย์”

ถามว่าดาต้าเซ็นเตอร์เมืองไทยมีดีอะไร เพราะประเทศไทยมีที่ดิน มีน้ำ และไฟฟ้าที่ดี ทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนด้านเซ็นเตอร์อันดับ 6 ของโลก

รื้อระบบไฟฟ้าเปิด Direct PPA

รองนายกฯกล่าวต่อว่า เรื่องที่ 3 ที่เป็นเกมใหม่ของโลกคือ ราคาพลังงานที่บีบให้เราต้องเปลี่ยนเร็วมาก ท่ามกลางวิกฤตพลังงานทำให้เราต้องเปลี่ยน ดังนั้นต้องเริ่มเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว วันนี้พลังงาน น้ำมันแพงจากฟอสซิล ในอดีตปี 1980 ที่อุตสาหกรรมเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะเรามีโครงสร้างพื้นฐานคือ “ไฟฟ้า” ที่พร้อม มี 3 การไฟฟ้า แต่วันนี้เป็นอุปสรรค นักลงทุนต้องการไฟสะอาด ดังนั้นต้องเร่งให้ 3 การไฟฟ้า ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สายส่ง และเปิด Direct PPA ต้องเปิดให้เอกชนสามารถผลิตและขายไฟได้โดยตรง โดยใช้สายส่งที่ภาครัฐลงทุน สามารถให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าสีเขียว ขณะที่เอกชนก็จะมีเงิน

เพราะการลงทุนที่เกิดขึ้นวันนี้ ทุกคนต้องการไฟสีเขียว ยิ่งมีไฟสีเขียวยิ่งอยากมาลงทุน และไทยสามารถทำได้ เพราะสิงคโปร์มีข้อจำกัดเพราะพื้นที่เล็กจึงอยากซื้อไฟสะอาดจากเมืองไทย จึงมีโครงการเชื่อมระหว่างลาว ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทยสามารถคิดค่าสายส่งได้ ดังนั้นทำไมประเทศไทยจะไม่ทำให้เกิด Direct PPA โดยเอกชนสามารถซื้อไฟ ขายไฟตรง นี่คือการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ที่จะช่วยดึงการลงทุนเข้ามาได้อีก

นอกจากนี้ รัฐบาลก็จะผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมไบโอพลาสติก ซึ่งใช้เอทานอลที่มีส่วนประกอบทั้งอ้อย และมันสำปะหลัง เพราะในขณะที่ไม่รู้อนาคตได้ว่าโลกของสงครามจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคิดว่าโลกพลังงานเปลี่ยนไป ถ้าทำให้เกิดอุตสาหกรรมไบโอพลาสติก ก็จะทำให้พึ่งพาน้ำมันฟอสซิลลดลง

ตั้งกองทุนไฟฟ้าสีเขียว

นายเอกนิติกล่าวว่า เกมใหม่ของโลกใหม่เปลี่ยนไปแล้ว Long Game จะอยู่อย่างไรให้เรารอด แต่ไม่ตายไม่พอ ต้องโตด้วย ต้องคว้าโอกาส จากการเข้าใจเกมของโลกใหม่ ภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์โลก 2.AI ทำอย่างไรให้ AI เป็นฐานในการยกระดับให้คนไทย ธุรกิจไทยเก่งขึ้น ประสิทธิภาพสูงขึ้น ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และให้ AI for All ช่วยยกระดับ ไม่ว่าด้านการแพทย์ สาธารณสุข การศึกษา

และเรื่องพลังงานสีเขียว พื้นฐานจะต้องเป็นการลงทุนเพื่อทำให้ไฟสะอาด โครงการโซลาร์ต่าง ๆ เกิดขึ้น โดยภาครัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และให้เอกชนมาร่วมกัน เพราะรัฐบาลก็มีข้อจำกัดงบประมาณจากเพดานหนี้สาธารณะ จะลงทุนแต่ละครั้งก็กะปริดกะปรอย จึงมีแนวคิดว่าต้องทำ “ไทยแลนด์อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์” ก็จะไม่เป็นภาระหนี้สาธารณะ และทำให้ตลาดทุนโต ขณะที่นักลงทุนต่างชาติก็อยากซื้อ เพราะใช้ Future Income ต้นทุนอาจแพงหน่อย แต่สามารถขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าสีเขียว ทำให้ Asset ประเทศไทยโตขึ้น และโตถูกที่ และยกระดับประเทศได้

รองนายกฯกล่าวว่า การลงทุน 3 เรื่องนี้สำคัญ แต่ต้องอยู่บนหลักการ 3 เรื่อง คือ 1.ต้องให้การเติบโตทั่วถึง ไม่ใช่กระจุกรายใหญ่ ต้องกระจายให้คนไทยตัวเล็กตัวน้อย จึงจะยกระดับศักยภาพได้ 2.ต้องโตอย่างมีวินัย เพราะประเทศไทยระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีใกล้ติดเพดาน ดังนั้นต้องลงทุนอย่างคุ้มค่าและมีวินัย และ 3.ต้องร่วมกันทำ ที่ผ่านมาตนทำงานกับภาคเอกชนเยอะมาก โดยเฉพาะ กกร. นโยบายต่าง ๆ ถึงออกได้ทุกสัปดาห์ และวันนี้ยังทำอยู่และเอกชนก็ยังเดินหน้า แม้ขณะนี้ยังเป็นรัฐบาลรักษาการ

“Today โลกเปลี่ยนแล้ว Tomorrow เราต้องลงทุนเพื่อประเทศไทย และสุดท้าย Together ต้องทำด้วยกัน” เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าว
จับตาก้าวต่อไป Direct PPA

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบให้เริ่มดำเนินการ การซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement : Direct PPA) ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2567 โดยเฟสแรกสำหรับกลุ่ม Data Center เป็นหลักก่อน อยู่ที่ 2,000 เมกะวัตต์ โดยจะมี 3 การไฟฟ้า (กฟผ. กฟน. กฟภ.) เป็นผู้ดำเนินการลงทุนด้านสายส่ง เพื่อซัพพอร์ตโครงสร้างพื้นฐานให้กับภาคเอกชน

โดยขณะนี้หลักเกณฑ์ต่าง ๆ อัตราค่าบริการ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมถึงการกำหนดสิทธิของผู้ใช้ไฟได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว รอเข้า กพช. และนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง