
“ไนเจล ฟาราจ” ประกาศหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะแบนการละหมาดหมู่กลางลอนดอน อ้างเป็นการข่มขู่-รุกรานวิถีอังกฤษ ด้านผู้นำมุสลิมสวนกลับ “นี่คืออคติและคำพูดที่สร้างความเกลียดชัง”
ไนเจล ฟาราจ ผู้นำพรรครีฟอร์ม ยูเค จุดชนวนวิพากษ์วิจารณ์หลังออกมาเรียกเรียกร้องให้สั่งห้ามมุสลิมรวมตัวละหมาดในพื้นที่สาธารณะ โดยอ้างว่าเป็นการแสดงออกที่ยั่วยุและต้องการครอบงำวัฒนธรรมอังกฤษ ขณะที่เหล่านักการเมืองและผู้นำมุสลิมดาหน้าถล่ม ชี้เป็นการเหยียดศาสนาและใช้ชาวมุสลิมเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเลือกตั้งสกอตแลนด์อันใกล้นี้
ฟาราจกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ในระหว่างการเปิดตัวแถลงการณ์นโยบายของพรรครีฟอร์ม ยูเค (Reform UK) สำหรับการเลือกตั้งรัฐสภาสกอตแลนด์ที่กำลังจะมาถึง
เขาอธิบายว่าเหตุการณ์ที่จัตุรัสทราฟัลการ์เมื่อต้นสัปดาห์นี้ มีชาวมุสลิมและผู้คนจากศาสนาอื่นหลายร้อยคนมาร่วมละหมาดและอธิษฐานด้วยกันก่อนเทศกาลอีดิ้ลฟิตรี ว่าเป็น “สัญญาณเตือนและคำเตือนสำหรับทุกคน”

ฟาราจ กล่าวว่า โครงการ Ramadan Tent Project ที่มี ซาดิก ข่าน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนเข้าร่วมด้วยนั้น
เป็น “ความพยายามที่เปิดเผย จงใจ และตั้งใจ ซึ่งไม่ใช่เพียงการปฏิบัติศาสนกิจส่วนตัวของศาสนาที่แตกต่าง แต่เป็นความพยายามที่จะรุกราน ข่มขู่ และครอบงำวิถีชีวิตของเรา”
ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวเคยจัดขึ้นในจัตุรัสประวัติศาสตร์ใจกลางกรุงลอนดอนมาแล้ว 5 ครั้งก่อนหน้านี้ โดยปราศจากเหตุการณ์วุ่นวายหรือข้อโต้แย้งใด ๆ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเขาต้องการเห็นการสั่งแบนกิจกรรมลักษณะนี้ในอนาคตใช่หรือไม่ เขาตอบว่า
“เราไม่ได้อยากจะห้ามใครละหมาดเป็นการส่วนตัวหรอกนะ แต่ขนาดในประเทศมุสลิมแถบตะวันออกกลางหลายประเทศเองเขายังห้ามละหมาดรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ แบบนี้เลย เพราะฉะนั้น ใช่ครับ เราต้องหยุดการรวมตัวคล้ายประท้วง หรือการรวมตัวละหมาดกลุ่มใหญ่ที่เป็นการยั่วยุแบบนี้ในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของอังกฤษ”
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดดังกล่าวในประเทศต่าง ๆ นั้นมีความแตกต่างกันไป และอาจเกี่ยวข้องกับความตึงเครียดทางการเมือง ศาสนา หรือความปลอดภัยสาธารณะ
ฮัมซา ยูซาฟ อดีตมุขมนตรีและสมาชิกรัฐสภาสกอตแลนด์จากพรรค SNP กล่าวว่า
“ไนเจล ฟาราจ ดูเหมือนจะไม่มีปัญหากับการสวดมนต์ของคริสต์ศาสนา เทศกาลฮานุกกะห์, เทศกาลไวสาขี หรือเทศกาลดิวาลี ที่ถูกจัดขึ้นในจัตุรัสทราฟัลการ์ แต่เขามีปัญหาแค่กับการละหมาดของชาวมุสลิมเท่านั้น มันมีคำจำกัดความสำหรับเรื่องนี้ นั่นคือ เขาอคติ “
ยูซาฟ ซึ่งเป็นมุขมนตรีมุสลิมคนแรกของสหราชอาณาจักร กล่าวเสริมว่า
“ในขณะที่ผมไม่ได้คาดหวังอะไรไปมากกว่านี้จากคนลวงโลกอย่าง ไนเจล ฟาราจ แต่ผมรู้สึกโกรธและผิดหวัง ที่วาทกรรมเช่นนี้กลายเป็นกระแสหลักจากคนอย่าง นิค ทิโมธี สมาชิกรัฐสภาและสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน”
บาเดนอค ได้ให้การสนับสนุน ทิโมธี ซึ่งเป็นรัฐมนตรีเงากระทรวงยุติธรรมของตัวเอง หลังจากที่ทิโมธีอ้างว่าการละหมาดของอิสลามในที่สาธารณะนั้นเป็นการข่มขู่และไม่ใช่สิ่งที่ชาวอังกฤษทำ โดยพรรคแรงงานกล่าวว่า พวกพรรคอนุรักษนิยมยอมรับการเมือง “ข้างถนน” ที่เต็มไปด้วยอคติ
เมื่อถูกถามว่าเธอเห็นด้วยกับทิโมธี หรือเห็นด้วยกับข้อโต้แย้งจากสมาชิกพรรคอนุรักษนิยมคนอื่น ๆ อย่างไรบาเดนอคกล่าวว่า
“การถกเถียงที่นิค(ทิโมธี)กำลังทำอยู่นี้ ไม่ใช่เรื่องของเสรีภาพในการนับถือศาสนา แต่มันคือเรื่องของการแสดงออกทางศาสนาในพื้นที่สาธารณะที่ใช้ร่วมกัน และการแสดงออกเหล่านั้นสอดคล้องกับบรรทัดฐานของวัฒนธรรมอังกฤษหรือไม่”
อนาส ซาร์วาร์ หัวหน้าพรรคแรงงานสกอตแลนด์ กล่าวว่าคำพูดของฟาราจเป็นตัวอย่างของการเมืองที่ “เป็นพิษและมุ่งร้าย” โดยระบุว่า
“คณะละครสัตว์ของฟาราจมาจนถึงเมืองแล้ว สุดท้ายเขาก็พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าเขาเป็นนักฉวยโอกาสที่ต้องการแบ่งแยกพวกเรา พรรครีฟอร์มก็แค่พวกอนุรักษนิยมที่ล้มเหลวและไม่ได้ให้อะไรแก่สกอตแลนด์เลย”
ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดระบุว่าพรรครีฟอร์มมีคะแนนคู่คี่หรือนำหน้าพรรคแรงงานสกอตแลนด์ แต่ผลสำรวจ Ipsos Scottish Political Pulse เมื่อวันพฤหัสบดีชี้ว่าความนิยมของพวกเขากำลังลดลง
ไชสตา โกเฮียร์ สมาชิกสภาขุนนางและผู้นำเครือข่ายสตรีมุสลิมแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า
“เมื่อการรวมตัวเหล่านี้ดำเนินไปอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่กีดขวางถนน ไม่ก่อความวุ่นวาย และมีมาตรการความปลอดภัยที่เหมาะสม แล้วทำไมเหล่านักการเมืองบางคนถึงพยายามจะสั่งห้ามล่ะ?”
“คำตอบนั้นง่ายมาก พวกเขาแค่ไม่ชอบภาพที่เห็น สิ่งนี้สะท้อนความเกลียดชังที่ฝังรากลึกต่อชาวมุสลิม ไม่มีชุมชนศาสนาอื่นใดที่ต้องเผชิญกับการตรวจสอบหรือการเป็นศัตรูจากนักการเมืองเหล่านี้ในแบบที่ชาวมุสลิมโดน”
อาคีลา อาเหม็ด ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ British Muslim Trust เตือนว่าชาวมุสลิมในอังกฤษ “ต้องไม่กลายเป็นเบี้ยล่างทางการเมือง”
“คำพูดมีผลกระทบ และผู้ที่เชื่อในคุณค่าของอังกฤษอย่างแท้จริง ทั้งในเรื่องความอดทนอดกลั้น ความเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย และเสรีภาพในการนับถือศาสนา จะต้องไม่ยอมให้คุณค่าเหล่านั้นถูกละทิ้งเพียงเพื่อพยายามทำให้ชาวมุสลิมในอังกฤษกลายเป็นคนชายขอบ”
ที่มา : Reuters และ The Guardian
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
