
‘สีหศักดิ์’ เผยคุยรมว.กต. อิหร่าน ช่วยลูกเรือไทย 3 คน ให้เรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ได้เข้าร่วม ประชุมสุดยอดว่าด้วยการป้องกันการฉ้อโกง (Global Fraud Summit) ที่กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย โดยมีปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอกย้ำความสำคัญที่ไทยให้กับเรื่องนี้ เพราะเป็นปัญหาที่ท้าทายภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และต่อโลก รวมถึงบทบาทของไทยในช่วงที่ผ่านมาที่อยากจะเป็นแกนนำในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะเรื่องนี้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นปัญหาข้ามชาติที่ร้ายแรง
ไทยได้จัดการประชุมระหว่างประเทศที่กรุงเทพฯ ว่าด้วยการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนเพื่อต่อต้านออนไลน์สแกม เมื่อเดือนธันวาคม 2025 โดยย้ำว่า ต้องมีการดำเนินการที่เข้มแข็งและรวดเร็วยิ่งขึ้น ในการแลกเปลี่ยนข่าวสารและข่าวกรอง นอกจากนั้น ต้องมีความร่วมมือในการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงเพิ่มศักยภาพของประเทศอื่นๆ ในการปราบปรามขบวนการฉ้อโกงที่โลกกำลังเผชิญ
พร้อมกล่าวว่า ประเด็นที่ผู้จัดเน้นในการประชุมคือปัญหาความท้าทายจากออนไลน์สแกม และในที่ประชุมก็ได้กล่าวถ้อยแถลง 3 วาระด้วยกัน ประกอบไปด้วย ในที่ประชุมใหญ่ การประชุมคู่ขนานและในโอกาสการประกาศคำมั่นของแต่ละประเทศในเรื่องของการปราบปรามออนไลน์สแกม ตลอดจนการฉ้อโกงด้วย
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เขาได้เน้นย้ำผ่านถ้อยแถลงว่า ปัญหาดังกล่าวมีความหนักหน่วงมากขึ้น ซึ่งท้าทายทุกประเทศในหลากหลายมิติประชาชนจากทั่วทุกมุมโลกสามารถตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกง รายได้ที่สูญเสียมีมูลค่าเป็นหมื่นล้านเหรียญ เกิดการบังคับใช้แรงงาน การค้ามนุษย์และการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยมีการกักขังหน่วยเหนี่ยว และไทยมีแผนการในการจัดการประชุมที่กรุงเทพฯ ในเรื่องออนไลน์สแกมในกรอบองค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (OSCE) ด้วย
ในปี 2025 ไทยได้มีการส่งกลับประชาชนสัญชาติต่างๆ ถึง 40 สัญชาติด้วยกัน เป็นจำนวน 13,000 คน ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความหนักหน่วงของปัญหานี้ สิ่งที่เป็นเรื่องท้าทายคือปัญหานี้มากับเศรษฐกิจดิจิทัล หลายสิ่งหลายอย่างอยู่ในโลกไซเบอร์มากขึ้น ซึ่งอาชญกรรมในโลกไซเบอร์ยังขาดกติกากฎเกณฑ์ที่ชัดเจน กระบวนการเหล่านี้จึงใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อขยายขบวนการดังกล่าว โดยต้องมีการปรับกฎหมายให้มีความสอดคล้องกัน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปรวดเร็วยิ่งขึ้น
นายสีหศักดิ์เปิดเผยว่า ระหว่างการประชุม ได้ถือโอกาสหารือทวิภาคีกับผู้นำประเทศออสเตรียในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยขอให้สนับสนุนไทยในกระบวนการเจรจาเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และได้พบกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรมสวีเดน รัฐมนตรีช่วยว่าการกิจการภายในของสหราชอาณาจักร และรัฐมนตรีว่าการคนที่สองของกระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์ ซึ่งล้วนแต่มีประเด็นในเรื่องความร่วมมือในการปราบปรามออนไลน์สแกมทั้งสิ้น
ต่อ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสคุยกับรัฐมนตรีของกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ประกอบไปด้วย รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รัฐมนตรีต่างประเทศของคูเวต รัฐมนตรีต่างประเทศของบาห์เรน รัฐมนตรีต่างประเทศจอร์แดน รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน และกำลังจะหาหารือผ่านโทรศัพท์กับซาอุดิอาระเบีย และกาตาร์ด้วย ซึ่งมีวัตถุประสงค์สองประการด้วยกัน คือ เพื่อแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่บานปลายออกไป และเพื่อขอบคุณประเทศในตะวันออกกลางที่ให้ความช่วยเหลือในการอพยพนำคนไทยกลับประเทศ โดยทุกคนที่ประสงค์จะกลับไทยนั้นก็กลับมาด้วยความปลอดภัย
นายสีหศักดิ์เปิดเผยจำนวนชาวไทยที่อพยพออกมาว่า ในอิหร่านมี 129 คน, ในอิสราเอลมี 11 คน, ใน UAE จากกรุงอาบูดาบี 62 คน และจากดูไบ 180 คน, ในบาห์เรนมี 311 คน, ในกาตาร์มี 414 คน, ในคูเวตมี 6 คน, ในโอมานมี 57 คน, ในจอร์แดน 16 คน, ในอิรัก 18 คน, ในเลบานอน 2 คน และมีอีก 7 คนที่ตัดสินใจไม่กลับไทยแต่ไปประเทศอื่น พร้อมกับแสดงความเสียใจกรณีที่มีคนไทยเสียชีวิตจากการโจมตี โดยทางกระทรวงแรงงานจะดูแลอย่างเต็มที่ และกล่าวว่า ขอวิงวอนคนไทยในอิสราเอลให้มีความระมัดระวัง ติดตามข่าวสารจากสถานเอกอัครราชทูต และปฏิบัติตามคำเตือนของฝ่ายอิสราเอล
“ท่าทีของไทยนั้นชัดเจน เหมาะสมและสมดุล ไทยไม่เห็นด้วยกับสงครามและคิดว่าสงครามนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น ความสูญเสียนั้นมากหมายและต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู ไทยต้องการให้มีกระบวนการการทูต การเจรจาเพื่อหาข้อยุติโดยสันติวิธี และไทยพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ” นายสีหศักดิ์กล่าว
พร้อมระบุว่า จากเกิดกรณีที่เรือมยุรีนารีของไทยถูกโจมตี ทางโอมานได้ช่วยเหลือกับลูกเรือ 20 คน นำมาขึ้นฝั่ง และทาง UAE ได้อำนวยความสะดวกออกวีซ่าอย่างรวดเร็วเพื่อเข้ามาในโอมานเพื่อเดินทางกลับไทยเรียบร้อยทุกคนแล้ว ทั้งนี้ ยังคงมีลูกเรืออีก 3 คน ที่ติดอยู่ในห้องเครื่องที่ถูกโจมตี ทางกระทรวงการต่างประเทศไทยได้ขอให้โอมานเข้าไปช่วยเหลือ แต่ว่าสถานการณ์ยังเสี่ยงภัย และเรือก็ได้ลอยไปที่น่านน้ำอิหร่านแล้ว อย่างไรก็ดี นายสีหศักดิ์ได้หารือผ่านโทรศัพท์กับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านขอให้ช่วยเหลือด้วยแล้ว และหากโอมานจะเข้าไปช่วยเหลือก็ขอให้ดูแลความปลอดภัยด้วย
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าอื่นๆ ที่สำคัญ การปิดช่องแคบและการสู้รบส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ ตนได้ขอให้อิหร่านพิจารณาให้เรือไทยผ่านด้วยความปลอดภัยเนื่องจากไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง และเป็นไปตามฎหมายระหว่างประเทศ
นายสีหศักดิ์กล่าวในเรื่อง นโยบายการยกเว้นวีซ่าเป็นเวลา 60 วัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวว่า 60 วันนั้นอาจจะยาวนานเกินไป เพราะสำหรับการท่องเที่ยว 30 วันน่าจะเพียงพอ โดยทางกระทรวงการต่างประเทศกำลังจะเสนอรัฐบาลให้ลดจำนวนวันเหลือเป็น 30 วัน โดยนักท่องเที่ยวมีสิทธิที่จะขอต่อเวลาได้
