เจาะลึก เรื่องหลังกำแพงศูนย์สแกมเมอร์เขมร ชาวจีนนับร้อยถูกทรมาน-ชอร์ตไฟอวัยวะเพศ

เว็บไซต์The Diplomat เปิดรายงานพิเศษ สัมภาษณ์อดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่ศูนย์ออนไลน์สแกม หรือ ศูนย์หลอกลวงออนไลน์แห่งหนึ่ง ในประเทศกัมพูชา โดยชายคนนี้ไม่ขอเปิดเผยชื่อ เนื่องจากเกรงเรื่องความปลอดภัย

ชายชาวกัมพูชาวัย 27 ปีรายนี้ ซึ่งเคยเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ของศูนย์หลอกลวงออนไลน์ รำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่แสนเศร้า โดยบอกว่า เขาได้ทรมานชาวจีนเกือบ 100 คน

โดยเมื่อเดือนมกราคม เขาถูกหลอกให้มาทำงานที่ศูนย์หลอกลวงออนไลน์ ที่เทือกเขาโบกอร์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศกัมพูชา และไม่คิดว่า เขาจะถูกบังคับให้ต้องมาทำหน้าที่ลงโทษคนงานชาวจีนที่ทำได้ไม่ถึงเป้าหมายที่ทางศูนย์ตั้งไว้

และแม้ว่าช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา จะมีการอพยพครั้งใหญ่ของชาวต่างชาติออกจากศูนย์สแกมทั่วกัมพูชา แต่พวกเขาก็ยังคงต้องทำงานอยู่ที่ศูนย์หลอกลวงแห่งนี้

อดีต รปภ. รายนี้ บอกว่า เขาสมัครงานผ่านช่องทางการสมัครงานทางเฟซบุ๊ก โดยผู้ติดต่อบอกว่า เป็นงานยามทั่วไป เหมือนที่เขาเคยทำตามร้านอาหาร แต่ในคืนวันที่ 2 ของการทำงาน หน้าที่ของเขาก็เปลี่ยนไปโดยไม่คาดคิด เมื่อเขาถูกสั่งให้ชอร์ตไฟฟ้าพนักงานโดยไม่ทราบเหตุผล

Advertisement

“ตอนกลางวันผมจะเป็นยามปกติ แต่ตอนกลางคืน ราวๆสี่ทุ่ม พนักงานชาวจีนจะต้องเข้าแถวออกกำลัง ซึ่งผมไม่รู้ว่า เกิดอะไรขึ้น แต่ผมถูกบังคับให้ชอร์ตไฟฟ้าและตีพวกเขาด้วยกระบอง” อดีต รปภ. บอกด้วยว่า บางครั้ง พวกหัวหน้าที่เป็นชาวจีนเอง ก็ทรมานพนักงานชาวจีนเหล่านี้ด้วยตัวเอง และบางครั้ง เขาต้องใช้ไฟชอร์ตที่อวัยวะเพศของพวกคนงานชาวจีนที่ถูกลงโทษ

เขาบอกว่า ภายในศูนย์หลอกลวงที่ทำงานอยู่นั้น มีพนักงานชาวจีนอยู่อย่างน้อย 600 คน ภายในบริเวณพื้นที่ปิดล้อม ที่มีลักษณะคล้ายโกดังร้าง ที่ตั้งอยู่บนภูเขา ใจกลางบริเวณนั้น ได้รับการปกป้องด้วยประตูหลายชั้น และยามรักษาความปลอดภัย

ในช่วงเดือนมกราคมที่มีข่าวว่า มีการปราบปรามศูนย์สแกมครั้งใหญ่ในกัมพูชา ก็ไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบที่ศูนย์แห่งนี้เลย และเนื่องจากมีความรู้ด้านภาษาจีนน้อยมาก รปภ.ชาวกัมพูชาหลายคนจึงลังเลที่จะทำการทรมานพนักงานเหล่านี้ บางคนก็เลือกที่จะลาออก หลังจากตระหนักว่า การกระทำของพวกเขาอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย รวมทั้งตัวเขาเอง ที่ตัดสินใจลาออก เพราะรู้สึกกลัว และไม่อยากทำ เพราะการทรมานคนเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย

อดีต รปภ.รายนี้ ยังเล่าถึงเรื่องการขนส่งพนักงานชาวจีนกลุ่มใหม่มาที่ศูนย์แห่งนี้ โดยส่งมาจากเมืองกำปอต ที่อยู่ใกล้ๆกัน มายังที่เทือกเขาโบกอร์ ในช่วงกลางคืน เมื่อเดือนทางมาถึง พนักงานชาวจีนเหล่านี้จะต้องเข้ารับการฝึก หลังจากนั้นก็ส่งไปทำงานในคอลเซ็นเตอร์ นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ที่เขาเชื่อว่า เป็นการหลอกลวงออนไลน์นั่นเอง

ทั้งนี้ อดีต รปภ.บอกว่า เขาได้รับเงินเดือน 360 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมอาหารและที่พัก แต่สภาพความเป็นอยู่เลวร้าย เหมือนคุก อาหารเหลือๆจะถูกนำมาคลุกกับบะหมี่จีน ซึ่งเขาไม่สามารถจะกินมันได้

โดยในโกดังจะมี 10 ห้องใหญ่ ที่เต็มไปด้วยเตียง 2 ชั้นจำนวนมาก ทุกคนต้องอยู่รวมกัน และแก้ผ้าอาบน้ำด้วยกัน และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากบริเวณศูนย์โดยไม่มีการควบคุม มีเพียงหัวหน้าชาวจีนและเจ้าหน้าที่กัมพูชาที่ออกไปซื้ออาหารได้เท่านั้น

REUTERS/Roun Ry

 การปราบปรามระดับชาติ

รายงานของ The Diplomat ซึ่งเขียนโดย ไซนอร์น ธาง ระบุว่า อุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ หรือออนไลน์สแกมนี้ ขยายตัวไปอย่างรวดเร็วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงในกัมพูชา ซึ่งถูกระบุว่าเป็นแหล่งใหญ่อันดับ 2 รองจากเมียนมา โดยเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง จากรายงานของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เมื่อเดือนสิงหาคม 2023 ระบุว่า มีคนทำงานภายในศูนย์หลอกลวงของกัมพูชารวมทั้งสิ้นราว 100,000 คน

แม้ว่าทางการกัมพูชาจะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่ก็เผชิญกับแรงกดดันเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับศูนย์หลอกลวง โดยในเดือนมิถุนายน 2025 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแล เปิดเผยว่า ประเทศกัมพูชามีศูนย์สแกมอยู่ 53 แห่ง ใน 16 เมือง พร้อมกันนี้ ยังมีรายงานเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ การทรมาน แรงงานบังคับ และทาสสมัยใหม่ ภายในศูนย์หลอกลวงเหล่านี้

พร้อมระบุว่า รัฐบาลกัมพูชา ล้มเหลวในการจัดการวิกฤตดังกล่าว แม้ว่าจะมีการประกาศปราบปรามเป็นระยะ ซึ่งแสดงให้เห็นถึง ระดับของการยอมรับ ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

หลังจากนั้น ในเดือนตุลาคม รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ได้ร่วมกันประกาศคว่ำบาตร “เฉิน จื้อ” ประธานปรินซ์ กรุ๊ป พร้อมเครือข่าย 146 ราย ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ

และเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นายเฉิน จื้อ ถูกทางการกัมพูชา จับส่งตัวไปให้จีน หลังจากแรงกดดันจากนานาชาติ รัฐบาลกัมพูชาจึงได้เริ่มการปราบปรามศูนย์สแกมครั้งใหญ่ โดยทางการกัมพูชาระบุว่า มีชาวต่างชาติจาก 6 ประเทศ ที่ถูกเนรเทศกลับประเทศราว 110,095 คน และอีก 210,000 คน ที่เดินเท้าออกจากกัมพูชาไปเอง โดยประกาศด้วยว่า ได้ปิดศูนย์สแกมไปเกือบ 200 แห่ง และจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้ 172 คน

ธรุกิจหลอกลวงมูลค่ามหาศาล

ต้า หลง ชายวัย 30 ปี ที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์มานานเกือบ 4 ปี ก่อนลาออกมาเมื่อช่วงกลางปี 2024 ได้แบ่งปันประสบการณ์ของเขา ที่ได้เห็นการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ทั่วประเทศ และว่า วิธีที่เขาเกือบตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์

นายหลง ซึ่งเป็นนามแฝง เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรงแรมและการบริการในเสียมราฐ ในปี 2020 เมื่อโควิด-19 ระบาด งานของหลง และภาคการท่องเที่ยวของประเทศทั้งหมด ล่มสลาย ด้วยหนี้สินที่มี 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรับงานบริการลูกค้าที่มีค่าตอบแทนสูง โดยได้รับการเสนอเงินเดือนสูงถึง 700 ดอลลาร์ต่อเดือน ในการทำงานในอาคารแห่งหนึ่ง ในสีหนุวิลล์ ซึ่งเป็นสถานที่ทำงาน ที่ค้นพบในภายหลังว่า เป็นที่ปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์

โดยบทบาทของหลง คือ การหลอกว่าจะให้บริการสินเชื่อแก่ชาวฟิลิปปินส์ ในต่างประเทศ ที่ไม่ต้องใช้เอกสารอย่างเป็นทางการ เพียงกรอกใบสมัคร เหยื่อจะถูกขอให้โอนเงินเริ่มต้น 500 ดอลลาร์ เพื่อยืนยันบัญชีธนาคารของพวกเขา เมื่อชำระเงินแล้ว บริษัทก็จะอ้างว่า ลูกค้าให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และบังคับให้โอนเงินเพิ่มอีก วงจรนี้จะดำเนินต่อไปด้วยความผิดพลาดไม่รู้จบ จนกระทั่งเหยื่อสูญเงินไปหลายพันดอลลาร์

หลงบอกว่า เหยื่อบางรายต้องการกู้เพียง 2,500 ดอลลาร์ แต่กลับต้องสูญเงินไปหลายพันดอลลาร์ และในเวลาเพียงแค่ 1 เดือน เขาสามารหลอกลวงลูกค้าให้มาลงทุนปลอมๆได้ถึง 6,500 ราย แม้ว่าเขาจะรู้ว่ามันเป็นการหลอกลวง แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้หางานยาก เขาจึงได้ตัดสินใจทำงานหลอกลวงต่อไป

โดยมีการโยกย้ายไปมา ระหว่างศูนย์ที่ โอร์เสม็ด รีสอร์ต ทางตอนเหนือของกัมพูชา กับที่ วีนัส กาสิโน ที่เมืองบาเว็ต บริเวณชายแดนที่ติดกับเวียดนาม และอีกที่คือที่ โรงแรมนานไฮ ที่สีหนุวิลล์

ซึ่งสถานที่เกี่ยวนี้ ทั้งกลุ่ม ไซเบอร์สแกม มอนิเตอร์ และสหรัฐอเมริกา ต่างระบุว่าเป็นสถานที่ค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงานที่เชื่อมโยงกับการหลอกลวงออนไลน์

เมื่อหลง เดินทางถึงกาสิโนแห่งหนึ่ง ที่เขตเชรยธม จังหวัดกันดาล ใกล้กับชายแดนที่ติดกับเวียดนาม เจ้าของศูนย์ตั้งใจที่จะขายเขา หากเขาตกลงรับทำงานที่นั่น ก่อนที่นายหน้าชาวจีนที่พาเขามาจะได้รับเงินค่าตอบแทนเป็นจำนวน 700 ดอลลาร์ แม้เขาจะปฏิเสธที่จะทำงานที่นั่น แต่เขาก็ยังคงวนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ต่อไป เนื่องจากความอยากรู้อยากเห็น และแรงกดดันทางการเงิน

หลง เล่าด้วยว่า ที่โอร์เสม็ด รีสอร์ต จะมีอาคารอยู่ราว 20 แห่ง ที่มีผู้คนอยู่ราว 5,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน แต่ก็มีชาวเวียดนามและคนไทยรวมอยู่ด้วย ทำงานด้วยความตึงเครียดอย่างยิ่ง ต้องทำงานวันละ 12 ชั่วโมง หากหาเหยื่อได้ไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ ก็จะถูกตัดเงินเดือน บางวัน เขาก็ถูกลงโทษ ด้วยการให้ทำานถึง 18 ชั่วโมง

หลงต้องทำงานกับชาวต่างชาติหลายคน บางครั้งคนเหล่านี้ก็ถูกทุบตี และถูกยึดหนังสือเดินทาง แต่เป็นที่ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้จัดการจะไม่กล้าแตะต้องหรือปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมต่อชาวกัมพูชา

หลังจากนั้น เขาก็ถูกสั่งให้ทำหน้าที่เป็นผู้ไปหลอกลวงคนอื่นในรูปแบบ หลงให้รัก หรือ โรแมนซ์สแกม และว่า มีอยู่วันหนึ่ง เขาสามารถหลอกเหยื่อชาวมาเลเซีย เชื้อสายจีน ให้ลงทุนเป็นเงิน 110,000 ดอลลาร์ บางเดือน เขาสามารถหาเงินให้กับบริษัทได้ถึง 520,000 ดอลลาร์ และใน 1 เดือน บริษัทมีรายได้มากถึง 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว

โดย หลง อธิบายถึงเทคนิคของการหลอกลวงว่า ขั้นตอนแรก ก็ต้องสร้างวามสัมพันธ์บนโลกออนไลน์ขึ้นมาก่อน แล้วก็สร้างความไว้วางใจโดยการแบ่งปันความสนใจและภูมิหลัง ขั้นตอนต่อไป คอการเปิดเผยความมั่งคั่งของกันและกัน แล้วค่อยเชิญชวนลูกค้าเข้าร่วมกลุ่มการลงทุนที่เต็มไปด้วยบัญชีปลอมหลายร้อยบัญชีที่อ้างว่า ประสบความสำเร็จ แต่ไม่ใช่เรื่องจริง

หลังจากถูกชักจูงให้ลงทุนสำเร็จแล้ว ที่ปรึกษาชาวจีนก็จะนำพวกเขาไปยังแพลตฟอร์มหลอกลวง ซึ่งเป็นการสร้างแพลตฟอร์มคริปโทที่ดูเหมือนกับบริษัทซื้อขายที่มีชื่อเสียง พวกเขาลอกเลียนแบบบริษัทต่างๆ เช่น Amazon และ Lazada ซึ่งในตอนแรก ลูกค้าจะได้รับสิ่งจูงใจทางการเงินเพื่อสร้างความไว้วางใจ หลังจากนั้น พวกเขาก็จะได้รับเชิญให้ลงทุนในระดับวีไอพี หลังจากนั้น เหยื่อก็จะรวบรวมเงินหลายหมื่นดอลลาร์ หลังจากนั้น มิจฉาชีพ ก็จะเงียบหายไปพร้อมกับเงินก้อนโต

หลงบอกว่า ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่อยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกเว้น กัมพูชา ลาว และเมียนมา

นอกจากการหลอกลวงแล้ว หลงก็ยังได้เห็นการค้ามนุษย์ด้วย โดยมีแรงงานต่างชาติถูกล่อลวงมาจากฟิลิปปินส์ ลาว และไทย ให้ไปทำงานในศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ ซึ่งหัวหน้าทีมชาวมาเลเซียของเขา บอกว่า เครือข่ายนี้ครอบคลุมไปถึงประเทศไทย เมียนมา ลาว ศรีลังกา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบราซิล

REUTERS/Roun Ry

กลับมาเปิดรับสมัครงานอีกครั้ง

รายงานระบุว่า ปอยเปต ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่ถูกระบุว่า มีศูนย์หลอกลวงตั้งอยู่ และเป็นหนึ่งในที่ที่ถูกปราบปรามเมื่อช่วงเดือนมกราคม แต่ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ศูนย์บางแห่งก็กลับมาเปิดและเปิดรับสมัครพนักงานอีกครั้ง

ลินดา เจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากรให้กับคอลเซ็นเตอร์ และโมเดล เอไอ ในเมืองปอยเปต บอกกับ The Diplomat เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ว่า การสรรหาบุคลากรยังคงดำเนินไปตามปกติสำหรับชาวกัมพูชาและอินเดีย แม้ว่าจะมีการปราบปรามครั้งใหญ่ในปอยเปตก็ตาม และว่า บริษัทของเธอดำเนินงานตามปกติ เพราะจ่ายเงินให้กับตำรวจมากเพียงพอ

พิน วัย 18 ปี คือหนึ่งในพนักงานของศูนย์หลอกลวงที่ปอยเปต ที่สมัครในตำแหน่งพิมพ์ข้อความพูดคุย ตั้งแต่กลางเดือนมกราคม ท่ามกลางการปราบปรามครั้งใหญ่ของทางการกัมพูชา

พินบอกวา เธอได้รับแจ้งว่า ให้ทำงานพิมพ์คอมพิวเตอร์ในวันแรกของการทำงาน แต่ในวันที่ 4 ของการทำงาน พวกเขาบอกให้เธอดูแลเพจเฟซบุ๊ก

บริษัทดังกล่าว เป็นของชาวจีน ที่เสนอเงินกู้ มีเป้าหมายเป็นชาวฟิลิปปินส์ที่อยู่ในต่างแดน หน้าที่ของพิน คือการหาลูกค้าทางออนไลน์ เธอจะได้เงินเดือน เดือนละ 500 ดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าเงินเดือนที่เธอหาได้ที่บ้านเกิดที่จังหวัดเสียมราฐ ที่ได้เพียงเดือนละ 100 ดอลลาร์โดยจะแจ้งเหยื่อว่า สามารถยืมเงินได้ 50,000 เปโซ เพียงแค่โชว์บัตรประชาชนเท่านั้น

พิน อธิบายถึงบรรยากาศของศูนย์สแกมว่า มีความตึงเครียด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อข่าวการบุกตรวจค้นของรัฐบาลแพร่กระจายออกไป

อย่างไรก็ตาม นายทัช สุขะ โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา กล่าวกับ The Diplomat ว่า รายงานเกี่ยวกับการเปิดรับสมัครงานสแกมเมอร์ออนไลน์ที่ยังคงมีอยู่นั้น เป็นข่าวปลอม โดยกล่าวว่า จริงอยู่ที่ว่า มีการประกาศรับสมัครงานอย่างเปิดเผย แต่เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีขึ้นในช่วงที่มีการปราบปรามและสืบสวนเครือข่ายอาชญากรรมอย่างเข้มข้น พร้อมระบุว่า การเผยแพร่เรื่องการประกาศรับสมัครงานเช่นนี้ เป็นข่าวปลอมที่สร้างความสับสนให้กับสาธารณชน

เรียบเรียงจาก The diplomat