ทรัมป์ส่งสัญญาณปิดฉากสงครามอิหร่าน แบบไม่ต้องแก้ไขวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

REUTERS/Kevin Lamarque

‘ทรัมป์’ กำลังค่อยๆยุติสงครามอิหร่าน โดยไม่ต้องแก้ไขวิกฤตการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่อาจช่วย หากมีประเทศอื่นๆขอความช่วยเหลือ เพราะสหรัฐไม่ได้ใช้ช่องแคบนี้โดยตรง ท่ามกลางกระแสข่าวว่ากำลังส่งทหารไปเพิ่ม พร้อมกันนี้ สหรัฐพยายามแก้ไขวิกฤตตลาดพลังงานที่เลวร้ายลง ด้วยการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านชั่วคราว แล้ว

เว็บไซต์แอ็กซิออส (Axios) รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐกล่าวเมื่อ 20 มีนาคม เวลาท้องถิ่นว่า เขากำลังพิจารณาที่จะ “ยุติ” สงครามกับอิหร่านโดยไม่ต้องแก้ไขวิกฤตการณ์เกี่ยวกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

“เราใกล้จะบรรลุเป้าหมายของเราแล้ว ในขณะที่เรากำลังพิจารณาที่จะยุติความพยายามทางทหารครั้งใหญ่ของเราในตะวันออกกลางเกี่ยวกับระบอบการปกครองที่ก่อการร้ายของอิหร่าน” ทรัมป์โพสต์บน Truth Social

โดยผู้นำสหรัฐได้ลิตส์ความก้าวหน้าในการทำสงครามในอิหร่านรวมถึงอนาคตของช่องแคบฮอร์มุซ ดังนี้

• เขาระบุถึงการลดขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและฐานอุตสาหกรรมของอิหร่าน การทำลายกองทัพเรือและกองทัพอากาศของอิหร่าน การป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และการปกป้องพันธมิตรของสหรัฐ ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่วนใหญ่ถูกโจมตีในช่วงสงคราม

Advertisement

• “จะต้องมีการเฝ้าระวังช่องแคบฮอร์มุซและควบคุมตามความจำเป็นโดยประเทศอื่นๆ ที่ใช้ช่องแคบนี้ — สหรัฐอเมริกาไม่ได้ใช้” ทรัมป์เขียนและระบุอีกว่า “หาก (สหรัฐ) ได้รับการร้องขอ เราจะช่วยเหลือประเทศเหล่านั้นในความพยายามเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ แต่ไม่น่าจะจำเป็นอีกต่อไป เมื่อภัยคุกคามจากอิหร่านหมดไปแล้ว”

สำหรับความสำคัญของเหตุการณ์นี้ แอ็กซิออสระบุว่า ทรัมป์กล่าวมาหลายวันแล้วว่า สงครามอาจจบลงในเร็ววัน แต่คำกล่าวนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่าเขากำลังดำเนินการไปในทิศทางนั้นอย่างจริงจัง หากเขาถอนตัวโดยไม่เปิดช่องแคบอีกครั้ง สหรัฐจะปล่อยให้ประเทศอื่น ๆ ต้องรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่

Advertisememt

แม้ทรัมป์ส่งสัญญาณยุติสงครามที่หนักแน่นกว่าที่ผ่านมา แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐไม่คิดว่าโพสต์ของทรัมป์บ่งชี้ถึงการสิ้นสุดของสงครามในเร็วๆ นี้ เนื่องจากเหตุผล ดังนี้

• “เขาแค่บอกว่าเราใกล้จะถึงจุดนั้นแล้ว ในระหว่างนี้ กองทัพสหรัฐกำลังโจมตีอย่างหนักและต่อเนื่อง จะใช้เวลาสองสามสัปดาห์” เจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าว

• สหรัฐกำลังส่งนาวิกโยธินหลายพันนายไปยังภูมิภาคนี้และดำเนินการโจมตีอย่างกว้างขวางเพื่อลดศักยภาพของอิหร่านในการคุกคามช่องแคบ ที่ปรึกษาของทรัมป์บางคนยังคงคิดว่าปฏิบัติการภาคพื้นดินน่าจะเกิดขึ้น

• คาโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า “ประธานาธิบดีและเพนตากอนคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ในการบรรลุภารกิจนี้ พรุ่งนี้จะเป็นสัปดาห์ที่ 3” และเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวอีกคนหนึ่งย้ำข้อความที่ว่าทรัมป์กำลังเน้นย้ำว่าภารกิจนี้เป็นไปตามเป้าหมาย

สำนักข่าวออนไลน์สหรัฐรายงานข้อมูลอีกว่า วิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซทำให้ทรัมป์ติดกับดัก เขาไม่สามารถยุติสงครามได้ตามเงื่อนไขที่ของตนเอง เว้นแต่จะทำลายการผูกขาดน้ำมันในอ่าวของอิหร่าน แต่การเปิดช่องแคบด้วยกำลังจะเสี่ยงต่อการบที่ทวีความรุนแรงขึ้นและอาจทำให้กองทัพสหรัฐตกอยู่ในอันตราย

แหล่งข่าวระบุว่า เดิมทีทรัมป์ต้องการยุติสงครามก่อนสิ้นเดือนมีนาคมนี้ แต่วิกฤตการณ์ในช่องแคบทำให้เขาต้องดำเนินการต่อนานกว่าที่วางแผนไว้

ในขณะที่ทรัมป์กล่าวในโพสต์ว่าการรักษาความปลอดภัยช่องแคบนั้นง่าย แต่ทีมงานของตนเองกลับงุนงงว่าจะบรรลุเป้าหมายนั้นได้อย่างไร

ทำเนียบขาวกำลังหารือเกี่ยวกับทางเลือกต่างๆ เช่น การยึดเกาะคาร์กนอกชายฝั่งอิหร่าน เพื่อบังคับให้อิหร่านเปิดช่องแคบ

นอกจากนี้ พันธมิตรและที่ปรึกษาที่ได้พูดคุยกับทรัมป์อธิบายว่าประธานาธิบดีมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันเองเกี่ยวกับสงคราม กล่าวคือในด้านหนึ่ง เขากังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันและรู้สึกหงุดหงิดที่ไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากพันธมิตรเพื่อแก้ไขปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซได้

ในอีกด้านหนึ่ง เขารู้สึกตื่นเต้นกับการแสดงแสนยานุภาพทางทหารอย่างเต็มกำลังที่ทำลายผู้นำและศักยภาพทางทหารของอิหร่าน

“เรากำลังได้เปรียบ! เรากำลังชนะ!” เขากล่าวกับคนสนิทที่ต่อต้านสงคราม ซึ่งกล่าวกับแอ็กซิออสอีกต่อหนึ่ง

ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าสงครามไม่เป็นที่นิยมโดยรวม แต่ทรัมป์เลือกที่จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มรีพับลิกัน MAGA จำนวนมากที่สนับสนุนสงครามนี้

ตำหนินาโต “เสือกระดาษ”

ในอีกด้านหนึ่ง ทรัมป์ต้องการให้ประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโตและพันธมิตรอื่นๆ ส่งเรือรบ เรือกวาดทุ่นระเบิด และเครื่องบินเข้าร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อเปิดช่องแคบอีกครั้ง

พันธมิตรส่วนใหญ่ของสหรัฐปฏิเสธ สหราชอาณาจักรสามารถขอให้หลายประเทศตะวันตกลงนามในแถลงการณ์ทางการเมืองที่สนับสนุนพันธมิตรดังกล่าว โดยไม่ผูกมัดว่าจะส่งกองกำลังเข้าร่วม แต่แถลงการณ์นั้นไม่เป็นที่พอใจของทรัมป์ เมื่อ 20 มีนาคม ผู้นำหสรัฐเรียกประเทศสมาชิกนาโตว่า “คนขี้ขลาด” และกล่าวว่าหากปราศจากสหรัฐ นาโตก็เป็นเพียง “เสือกระดาษ”

สรุปแล้ว การถอนกำลังทหารและการสนับสนุนจากสหรัฐ โดยที่ยังไม่สามารถแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เกิดจากสงครามและกำลังทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในประเทศได้

ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านชั่วคราว

ซีเอ็นเอ็น (CNN) รายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อรักษาปริมาณน้ำมันทุกบาร์เรลที่มีอยู่ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่เลวร้ายลง แม้ว่ารวมถึงการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อประเทศคู่สงคราม

แต่หลังจากสงครามกับอิหร่านดำเนินมาสามสัปดาห์ ฝ่ายบริหารกำลังหมดทางเลือกในการควบคุมราคาน้ำมันและก๊าซที่พุ่งสูงขึ้น

เจ้าหน้าที่ภายใต้รัฐบาลทรัมป์กำลังประเมินกันอย่างลับๆ ว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามอาจคงอยู่ไปอีกหลายเดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการสู้รบในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น และการผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงแทบเป็นไปไม่ได้ อ้างอิงแหล่งข่าวสามคนที่คุ้นเคยกับการหารือภายในกล่าว

แหล่งข่าวระบุอีกว่า สหรัฐได้ใช้มาตรการต่างๆ ที่มีอยู่ทั้งหมดแล้วเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะขาดแคลนอุปทานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

รวมถึงรัฐบาลทรัมป์ได้ตกลงที่จะปล่อยน้ำมันหลายร้อยล้านบาร์เรลจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ ผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียบางส่วน และดำเนินมาตรการภายในประเทศเพื่อเร่งการไหลเวียนของน้ำมันดิบทั่วสหรัฐแต่การกระทำเหล่านั้นแทบไม่ได้ช่วยชะลอการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันทั่วโลกเลย

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการต่อไปอีกขั้นด้วยการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านที่อยู่ในทะเลเป็นการชั่วคราว ซึ่งจะช่วยให้พันธมิตรที่ต้องการน้ำมันอย่างเร่งด่วนสามารถซื้อน้ำมันเหล่านั้นได้

ในขณะที่สหรัฐพยายามทำลายระบอบอิหร่านทางทหาร สหรัฐก็กำลังปล่อยให้ระบอบอิหร่านได้รับผลประโยชน์ทางการเงินไปพร้อมๆ กัน นี่เป็นการยอมรับโดยปริยายถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างรุนแรงที่อิหร่านกระทำต่อสหรัฐโดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สำหรับตลาดน้ำมันนั้น สหรัฐยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านชั่วคราว 140 ล้านบาร์เรล เนื่องจากราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปิดที่ 112.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม เวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดในสงครามจนถึงขณะนี้ โกลด์แมน แซคส์ ชี้ว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจคงอยู่จนถึงปี 2027

ข่าวที่เกี่ยวข้อง