
อนุทิน รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 เร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ย้ำยึดผลประโยชน์ประเทศ เป็นรัฐบาลพร้อมรับการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ฝ่าปมปัญหาจริยธรรม ปมฮั้ว สว. 2 คดี คา กกต.-ดีเอสไอ ลุ้นศาลทุจริตมีคำสั่ง 20 เม.ย. เผย ครม.นัดแรกพิจารณาฟื้นเศรษฐกิจ ผลกระทบวิกฤตพลังงาน ถกยอดโยกงบประมาณเข้าโหมด “ฉุกเฉินเร่งด่วน” เดินหน้าโครงการคนละครึ่ง เฟส 2 ใช้จ่ายกลางปีนี้
โปรดเกล้าฯนายกฯ
วันที่ 20 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ โปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร
อนุทิน-ยึดผลประโยชน์ชาติ
ในวันเดียวกัน ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีพิธีรับสนองพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี โดยนายอนุทิน กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตอนหนึ่งว่า “มีความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าพระพุทธเจ้าให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นับเป็นศุภสิริมงคลและขวัญกำลังใจอันสูงสุดของชีวิตข้าพระพุทธเจ้าและครอบครัว จักขอเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณนี้ไว้เหนือเกล้า เหนือกระหม่อม”
“ข้าพระพุทธเจ้าจักมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยยึดมั่นผลประโยชน์ของชาติ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และความวัฒนาสถาพรของประเทศไทย สนองพระราชปณิธาน ตามพระปฐมพระบรมราชโองการ และตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญทุกประการ”
รัฐบาลรับการตรวจสอบเข้มข้น
จากนั้น นายอนุทินแถลงว่า ขอให้คำมั่นสัญญาต่อประชาชนว่า จะใช้ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถ และจะควบคุมกำกับดูแลคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ เจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นลำดับแรก และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาประเทศ มีส่วนร่วมกับการพัฒนาประเทศไทย
การทำงานของภาครัฐจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจริงจังจากทุกภาคส่วน เพื่อการบริหารงานที่โปร่งใสโดยตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐ นิติธรรม สุดท้ายนี้ขอให้การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในครั้งนี้ได้สร้างบรรยากาศใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เป็นบรรยากาศของการมองไปข้างหน้าร่วมกัน และให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ ๆ ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ส่วนรายละเอียดเป้าหมายที่รัฐบาลจะดำเนินการในเทอมของรัฐบาลนี้ จะเร่งแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาด้วยความรวดเร็วต่อไป
ฟื้นเศรษฐกิจวาระเร่งด่วน
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ซึ่งอยู่ในโผที่จะมานั่งตำแหน่งรองนายกฯควบ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงทิศทางด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ในสมัยที่ 2 กล่าวว่า ในการประชุม ครม.นัดแรก คงต้องให้ความสำคัญกับวาระการฟื้นเศรษฐกิจ เพราะเรื่องวิกฤตน้ำมันมีผลกระทบเรื่องเศรษฐกิจ
คนละครึ่งพลัส ลุ้นกลางปี
แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทยเปิดเผยว่า นโยบายสำคัญที่รัฐบาลจะใช้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จากเดิมที่มีการวางแผนว่าจะเดินหน้าในช่วงปลายปี 2569 อาจจะขยับขึ้นมาในช่วงกลางปี โดยจะต้องรอความชัดเจนของพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ 2569 ซึ่งจะเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถนำงบประมาณที่หน่วยงานราชการไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทัน นำมาสู่งบฯกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ. 2569 เพื่อทำโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 รวมถึงใช้แก้วิกฤตอื่น ๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้
คลังชี้ ครม.ใหม่ต้องเร่งหางบฯ
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อมีครม.ชุดใหม่ จะต้องมีการเรียกสำนักงบประมาณมาหารือ ว่ามีงบประมาณเท่าไหร่ที่จะสามารถนำมาใช้ดูแลเศรษฐกิจ ดูแลผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยการจะปรับโอนงบประมาณสามารถทำได้ เพียงแต่ต้องให้เวลาหน่วยรับงบประมาณในการพิจารณาด้วยว่างบประมาณของหน่วยงานตนเองจะเหลือเท่าไหร่ ซึ่งต้องมีมาตรการในการขีดเส้น กำหนดเวลาให้ว่า ถ้ายังไม่จัดซื้อจัดจ้างภายในเวลาที่กำหนด ก็ต้องโอนงบประมาณเพื่อนำมาใส่ในงบฯกลาง สำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนเพิ่มเติม เนื่องจากงบฯส่วนนี้มีเหลืออยู่แค่ราว 2.4 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
“ผลกระทบจากตะวันออกกลาง เป็นเรื่องราคาพลังงานเป็นหลัก ทางกระทรวงพลังงานก็ต้องหาวิธีบริหารซัพพลาย ถ้าหากตรึงราคาไม่ไหวจะปล่อยราคาขยับขึ้นทีละเท่าไหร่ แล้วก็ต้องดูให้สอดคล้องกับตัวกองทุนน้ำมันฯว่าติดลบไปเท่าไหร่ด้วย ว่าจะรองรับไหวไหม ซึ่งมาตรการดูแลเศรษฐกิจก็ต้องทำสิ่งเหล่านี้ก่อน เพราะเป็นเรื่องเฉพาะหน้า หลังจากนั้นจึงค่อยกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างการทำมาตรการคนละครึ่ง”
ชนักติดหลัง ฮั้ว สว.
แม้ว่านายอนุทินจะได้รับเสียงสนับสนุน 293 เสียงในสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังมีปัญหาที่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะขัดมาตรฐานทางจริยธรรม โฟกัสไปที่คดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ที่ยังเป็นปัญหาทางการเมืองลากยาวตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568 จนกระทั่งปัจจุบัน ยังไม่มีข้อสรุป โดยมีเส้นทางคดีแยกไป 2 ทาง ทางแรกที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. ได้สรุปความเห็นผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย
ใน 229 ราย แบ่งเป็น สว.สีน้ำเงิน 138 ราย และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และเครือข่าย 91 ราย ซึ่งในจำนวนกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย มีชื่อนายอนุทิน และบุคคลที่คาดว่าจะนั่งตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ร่วมอยู่ด้วย
หลังจากคณะอนุฯ ชุดที่ 26 ดำเนินการจบ จากนั้นเสนอให้สำนักงาน กกต.มีความเห็น ได้มีการมอบหมายคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ขึ้นมาพิจารณาอีกชุดหนึ่ง เพื่อส่งไปให้ที่ประชุมใหญ่ กกต.พิจารณา แต่ปรากฏว่า คณะอนุฯที่ 36 ได้พิจารณาแล้ว มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าให้ยุติเรื่อง ก่อนจะนำข้อสรุปดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม กกต. โดยความคืบหน้าขณะนี้ยังต้องรอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม กกต.
คดีฝั่งดีเอสไอส่อยืดเยื้อ
ขณะที่คดีในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และพนักงานอัยการสำนักงานการสอบสวน ร่วมเป็นคณะพนักงานสอบสวน ได้ดำเนินการสรุปสำนวนส่งอัยการคดีพิเศษ เพื่อเอาผิดบุคคล 8 คน ฐานความผิดร่วมกันเป็นอั้งยี่ และเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีการดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย สมทบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน
แต่เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 อัยการคดีพิเศษตีกลับสำนวนของดีเอสไอ โดยระบุเหตุผลตอนหนึ่งว่า ผู้ต้องหาทั้ง 8 รายนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมาชิกคณะบุคคลของผู้กระทำความผิดทั้งหมด ยังปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสื่อมวลชนทั่วไปว่า ยังมีกลุ่มสมาชิกของคณะบุคคลที่ร่วมกันกระทำความผิดนอกจากผู้ต้องหาทั้ง 8 รายในคดีนี้อีก จำนวน 1,200 ราย
“เมื่อผู้ต้องหาทั้ง 8 รายนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการสมาชิกของคณะบุคคลดังกล่าว การดำเนินคดีกับสมาชิกกลุ่มบุคคลผู้ร่วมกันกระทำความผิดจึงจำต้องมีการสอบสวนให้ครอบคลุมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด จะตัดตอน แบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากอัยการคดีพิเศษตีกลับสำนวน คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และพนักงานอัยการสำนักงานการสอบสวน ร่วมเป็นคณะพนักงานสอบสวน อยู่ระหว่างสอบเส้นทางการเงินเพิ่มเติม เพื่อมีมติในการออกหมายเรียกผู้ต้องหา ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาอั้งยี่-ฟอกเงิน เพิ่มเติม
ศาลฟ้อง-ไม่ฟ้อง กกต. 20 เม.ย.
อีกด้านหนึ่ง นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) บัญชีสำรอง เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง อิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), กรรมการ กกต. และ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. รวมจำเลยทั้งสิ้น 8 คน
ต่อศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีความล่าช้าและความไม่คืบหน้าในการพิจารณาคดีการฮั้วเลือกตั้ง สว. ของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 โดยศาลรับไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อท.185/2568 โดยศาลอาญาคดีทุจริตมีคำสั่งให้ เลื่อนนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาออกไป เป็นวันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น.
เพื่อไทย จ่อถกนโยบาย ภท.
ด้านท่าทีของพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวถึงการเตรียมนโยบายที่จะไปพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาลว่า มีการเตรียมทีมเรียบร้อยแล้ว และภายในต้นสัปดาห์หน้าจะมีการเข้าไปพูดคุยกัน โดยเป็นนโยบายการแก้ไขปัญหาปากท้อง นโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาท้องถิ่นและชุมชนให้ดีขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

