
เรือดำน้ำนิวเคลียร์อังกฤษเข้าประจำการทะเลอาหรับ สตาร์เมอร์เรียกประชุมด่วน
รอยเตอร์รายงานโดยอ้างเดลี่ เมลล์เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ว่า เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของสหราชอาณาจักร ซึ่งติดตั้งขีปนาวุธครูซโทมาฮอว์ก ได้เข้าประจำการในทะเลอาหรับแล้ว ซึ่งทำให้สหราชอาณาจักรสามารถโจมตีระยะไกลหากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีความรุนแรงมากขึ้น
โดยเรือดำน้ำจะโผล่ขึ้นสู่ผิวน้ำเป็นระยะๆ เพื่อสื่อสารกับกองบัญชาการร่วมถาวรของสหราชอาณาจักรในนอร์ธวูด ซึ่งคำสั่งยิงใดๆ จะต้องได้รับการอนุมัติจากนายกรัฐมนตรี และสั่งโดยผู้บัญชาการปฏิบัติการร่วม หลังก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหราชอาณาจักรอนุมัติให้สหรัฐใช้ฐานทัพของประเทศเพื่อโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ที่กำลังคุกคามช่องแคบฮอร์มุซ
อีกทั้ง ในวันที่ 23 มีนาคม รัฐบาลสหราชอาณาจักร จะจัดการประชุมฉุกเฉิกเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามในอิหร่านภายใต้ชื่อ COBRA โดยมีนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ เป็นประธาน และมีเรเชล รีฟส์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง, แอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลาง, อีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ และเอ็ด มิลิแบนด์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมด้วย
การที่ อิหร่าน ประกาศว่าจะโจมตีระบบพลังงานและน้ำของประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ หาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ โจมตีโครงข่ายไฟฟ้าของอิหร่าน ส่งผลให้นักลงทุนต้องเตรียมรับมือกับตลาดการเงินที่อาจจะปั่นป่วนอีกครั้ง ทางสหราชอาณาจักรกำลังจับตาสถานการณ์นี้ด้วยความกังวลเป็นพิเศษ เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติอย่างมาก อัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และสถานะการคลังของภาครัฐที่ตึงตัว ได้ส่งผลให้พันธบัตรรัฐบาลของประเทศปรับตัวลดลงรุนแรงกว่าประเทศอื่นๆ
กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ประเด็นที่คาดว่าจะมีการหารือ ได้แก่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจของวิกฤตต่อครัวเรือนและภาคธุรกิจ ความมั่นคงด้านพลังงาน และความสามารถในการรับมือของภาคอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่ไปกับการตอบสนองในระดับนานาชาติ
รัฐมนตรีกระทรวงการคลังกล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่าสงครามจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรอย่างไร พร้อมกับปฏิเสธข้อเรียกร้องให้มีมาตรการขนาดใหญ่เพื่อช่วยค่าครองชีพของครัวเรือน โดยระบุว่าขณะนี้กำลังพิจารณามาตรการช่วยเหลือที่มุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มมากกว่า
นักเศรษฐศาสตร์ มองว่า ความกดดันจากราคาพลังงานมีแนวโน้มทำให้อัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรพุ่งขึ้นอีกครั้ง โดยอาจจะสูงถึง 5% ในปลายปีนี้ และยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจที่เติบโตช้าอยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก นอกจากนั้น อาจจะทำให้รัฐบาลต้องขึ้นภาษีเพิ่มในปลายปีในกรณีที่ราคาน้ำมันและก๊าซยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง และหากมีความจำเป็นต้องออกมาตรการช่วยเหลือขนาดใหญ่ด้วย
