กมธ.วุฒิสภา มติเอกฉันท์ ชงฉีก MOU 43 ยกเหตุผล 6 ข้อ จ่อส่งเข้าที่ประชุมวุฒิฯ เม.ย.นี้

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 24 มีนาคม ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา ส.ว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 วุฒิสภา แถลงว่า ที่ว่าประชุมกมธ.ฯ มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2543 หลังจากที่เคยมีมติให้ยกเลิก MOU 2544 ไปแล้วเมื่อเดือนธ.ค. 2568 โดยหลังจากผ่านการประชุมกว่า 20 ครั้ง และการลงพื้นที่ศึกษาดูงานใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดจนรับฟังข้อมูลเชิงลึกจากฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศ พบว่ากัมพูชาได้ละเมิดพื้นที่ของไทยอย่างต่อเนื่องและเพิกเฉยต่อการทักท้วง

นายนพดลกล่าวว่า กมธ.ฯ เห็นว่าแม้ไม่มี ยกเลิก MOU 2543 แต่ประเทศไทยยังคงมีเจตจำนงค์ ที่แน่วแน่ในการเจรจาหาเส้นเขตแดนทางบกถาวรกับกัมพูชาโดยสันติต่อไป โดยมีเหตุผลสำคัญ 6 ประการในการเสนอให้ยกเลิก MOU 2543 ได้แก่ 1. ข้อกำหนดใน MOU มีความบกพร่อง โดยเฉพาะการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของกัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ 1:50,000 ของไทย ทำให้เกิดปัญหาในการปักปันเขตแดน นอกจากนี้ กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ 2. MOU 2543 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีในอดีตมีมติเพียง “รับทราบ” ไม่ใช่ “เห็นชอบ” และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย

3. รัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ. 1993 บังคับใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ดังนั้นแผนที่ที่เกิดจาก MOU 2543 จึงเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการรับรองจากกัมพูชา ทำให้การเจรจาสูญเปล่า 4. ความล่าช้าในการดำเนินการ แม้ผ่านมาเกือบ 26 ปี แต่การสำรวจคืบหน้าเพียงร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรกเท่านั้น 5. สถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังเกิดการปะทะใหญ่ 2 ครั้งในปี 2568 ทำให้ไทยต้องหันไปยึดแถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบันแทน และ6. กัมพูชามีพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม ซึ่ง MOU 2543 ไม่รัดกุมพอที่จะรับมือได้

นายนพดล กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการยกเลิกนั้น กมธ.ฯ เห็นว่าไทยสามารถยกเลิก MOU 2543 ได้เพียงฝ่ายเดียวตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา (VCLT) ข้อ 60 เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทั้งการสร้างอาคารสูงบริเวณชายแดน การวางทุ่นระเบิด และการใช้อาวุธสงครามทำร้ายประชาชนไทย โดยไทยจะต้องแจ้งให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน ทั้งนี้ภายหลังการยกเลิก ไทยและกัมพูชายังคงสามารถใช้กลไกสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 904 และ 1907 รวมถึงข้อตกลงความร่วมมือชายแดนปี 2538 ในการระงับข้อพิพาทได้ตามปกติ

Advertisement

“กมธ.ฯ ได้เสนอแนะว่า หากจะมีการจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ในอนาคต จะต้องไม่มีการยอมรับแผนที่ 1:200,000 ว่าเป็นผลงานการปักปันเขตแดน ต้องเพิ่มอำนาจให้ JBC จัดการการรุกล้ำได้ ต้องยึดแนวขอบหน้าผาเป็นเส้นเขตแดนบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก และต้องกำหนดเงื่อนไขเวลาสิ้นสุดข้อตกลงอย่างชัดเจน เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของชาติ” นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวด้วยว่า ขั้นตอนต่อไปจะนำมติของที่ประชุม กมธ.ฯ บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมวุฒิสภาเพื่อให้ลงมติเห็นชอบต่อไป จากนั้นที่ประชุมวุฒิสภาจะส่งรายงานของ กมธ.ฯ ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอมติ กมธ.ฯเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาได้ภายในเดือน เม.ย.นี้