สว. เผย สปสช.วิกฤตจริง ค้างค่ายารพ.รัฐ 6 หมื่นล้าน ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน บุคลากรหมดไฟรุนแรง

กมธ.ศึกษาสปสช.วุฒิสภา เผย สปสช.ค้างค่ายา รพ.รัฐ มากกว่า 6 หมื่นล้านบาท พ้อ ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน กังวลบุคคลากรทางการแพทย์เผชิญภาวะหมดไฟ แนะปรับอัตราจ่ายสะท้อนต้นทุนจริง- แยกเงินเดือนออกจากงบรายหัวอย่างเด็ดขาด พร้อมกระจายอำนาจให้พื้นที่บริหารงบได้จริง

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่รัฐสภา นายโสภณ มะโนมะยา สว. ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลภายใต้ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการศึกษาพบว่า โรงพยาบาลทั่วประเทศมีหนี้ค้างจ่ายค่ายามากกว่า 60,000 ล้านบาท หน่วยบริการรัฐมากถึง 54% เงินบำรุงติดลบ และ 15% อยู่ในระดับวิกฤตสูงสุด ขณะเดียวกันงบเหมาจ่ายรายหัวปี 2569 แม้จะอยู่ที่ 265,000 ล้านบาท แต่ถูกหักเงินเดือนถึง 71,446 ล้านบาท หรือเกือบ 40% ทำให้งบรักษาจริงลดลงอย่างต่อเนื่อง

นายโสภณ กล่าวต่อว่า โครงสร้างงบประมาณที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริงนี้เอง คือ สาเหตุสำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่ายาและเวชภัณฑ์ไว้ล่วงหน้า เมื่อรายรับต่ำกว่าต้นทุนอย่างต่อเนื่อง และการเบิกจ่ายล่าช้า หรือถูกปฏิเสธ จึงนำไปสู่สถานการณ์ที่เห็นในวันนี้ คือ หนี้ค้างจ่ายค่ายาสะสมกว่า 60,000 ล้านบาท ทางกมธ.ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย พบว่าโรงพยาบาล 11 จาก 18 แห่ง มีเงินติดลบ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน 72.6 ล้านบาท ในไตรมาสเดียวและมีอุปกรณ์ทางการแพทย์กว่า 211 รายการที่เบิก

“วันนี้ต้องยอมรับความจริงว่าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชน ข้อห่วงใยสำคัญ นโยบายเพิ่มสิทธิแต่ไม่มีงบรองรับ โครงสร้างการตัดสินใจไม่สะท้อนเสียงผู้ให้บริการ ระบบตรวจสอบเน้น จับผิดเอกสารมากกว่าคุณภาพการรักษา บุคลากรเผชิญภาวะหมดไฟอย่างรุนแรง” นายโสภณกล่าว

นายโสภณ กล่าวว่า ข้อเสนอเพื่อหยุดวิกฤต และฟื้นระบบ ระยะเร่งด่วน ควรปรับอัตราจ่ายให้สะท้อนต้นทุนจริง อย่างน้อย 13,000 – 18,000 บาท/AdjRW (Adjusted Relative Weight) พร้อมทั้งปฏิรูประบบตรวจสอบ จากตรวจเอกสาร เป็นยึดหลักการแพทย์ระยะแก้ไขโครงสร้างระยะกลาง อีกทั้งแก้กฎหมาย (มาตรา 46) แยกเงินเดือนออกจากงบรายหัวอย่างเด็ดขาด พร้อมกระจายอำนาจให้พื้นที่บริหารงบได้จริง และบังคับใช้การประเมินผลกระทบทางการคลังทุกนโยบาย ระยะยั่งยืน เปลี่ยนสู่ระบบจ่ายตาม ผลลัพธ์สุขภาพ บูรณาการ 3 กองทุน ลดความเหลื่อมล้ำ โดยการมีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ และปรับโครงสร้างบอร์ดให้เสียงผู้ให้บริการมีน้ำหนัก นี่ไม่ใช่เพียงปัญหางบประมาณ แต่คือเสถียรภาพของระบบสุขภาพทั้งประเทศเพื่อความปลอดภัยของประชาชนทุกคน

Advertisement

“การปฏิรูประบบโครงสร้างงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลของระบบหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง ไม่ใช่เพียง ข้อเสนอแต่คือวาระสำคัญ เราจะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” นายโสภณ กล่าว