เบื้องหลังสหรัฐเจรจาบุคคลปริศนา ลุ้นถกยุติสงครามอิหร่านที่ปากีสถาน สัปดาห์นี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐนั่งอยู่ในรถยนต์ขณะเดินทางมาถึงฐานทัพอากาศแห่งชาติเมมฟิส รัฐเทนเนสซี ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ 23 มีนาคม 2026 (ภาพโดย REUTERS/Kevin Lamarque)

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐเผยกำลังหารือเรื่อง “การยุติความขัดแย้งอย่างสมบูรณ์และเด็ดขาด” ในตะวันออกกลาง เน้นย้ำว่าผู้แทนสหรัฐได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่อิหร่านระดับสูงที่น่านับถือมานานแล้ว แต่ไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย หลังจากสื่ออิหร่านระบุว่าเป็นข่าวปลอมที่หวังผลกดราคาพลังงานให้ต่ำลง

ที่น่าสังเกต ทรัมป์เน้นย้ำว่า เขาคิดว่าบุคคลที่สหรัฐกำลังพูดคุยด้วยเป็นตัวแทนของระบอบอิหร่าน

ผู้นำสหรัฐเขียนบนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อ 23 มีนาคมว่า สหรัฐและอิหร่านได้มีการสนทนาที่ “ดีมากและมีประสิทธิภาพ” เกี่ยวกับ “การยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างสมบูรณ์และเด็ดขาด” ในช่วงสองวันที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเลื่อนแผนการโจมตีโครงข่ายพลังงานของอิหร่านออกไปอีก 5 วัน การประกาศของผู้นำสหรัฐส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นและราคาน้ำมันลดลงอย่างรวดเร็วเหลือต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการพลิกผันอย่างฉับพลันจากภาวะตลาดที่ตกต่ำอันเกิดจากคำขู่ของเขาในช่วงสุดสัปดาห์และคำมั่นของอิหร่านที่จะตอบโต้ แต่อิหร่านปฏิเสธว่าไม่ได้เจรจากับสหรัฐ

เจ้าหน้าที่ยุโรปคนหนึ่งกล่าวว่า แม้จะไม่มีการเจรจาโดยตรงระหว่างสองประเทศ แต่ประเทศอียิปต์ ปากีสถาน และรัฐในอ่าวเปอร์เซียกำลังทำหน้าที่ส่งต่อข้อความให้คู่ขัดแย้ง ด้านเจ้าหน้าที่ปากีสถานและแหล่งข่าวอีกคนหนึ่งบอกกับรอยเตอร์ว่า การเจรจาโดยตรงเพื่อยุติสงครามอาจเกิดขึ้นในกรุงอิสลามาบัดภายในสัปดาห์นี้ หลังจากการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์และอาซิม มูนีร์ บัญชาการกองทัพปากีสถาน

เบื้องหลังเจรจาทางอ้อมสู่เจรจาตรง

แหล่งข่าวจากสหรัฐกล่าวว่า การเจรจาทางอ้อมผ่านตุรกี อียิปต์ และปากีสถาน ซึ่งได้ส่งข้อความระหว่างสหรัฐและอิหร่านในช่วงสองวันที่ผ่านมา จนเป็นเหตุผลสำคัญมากพอที่ทำให้ทรัมป์เลื่อนการโจมตีโรงไฟฟ้าอิหร่านออกไป

Advertisement

เบื้องหลังของเรื่องนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสามประเทศได้เจรจาแยกกันกับสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของสหรัฐในกิจการตะวันออกกลาง และอับบาส อารักชี รมว.ต่างประเทศอิหร่าน

“การไกล่เกลี่ยกำลังดำเนินอยู่และมีความคืบหน้า โดยการหารือเกี่ยวกับการยุติสงครามและการแก้ไขปัญหาที่ค้างคาอยู่ทั้งหมด” แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับรายละเอียดกล่าว

Advertisememt

“เราหวังว่าจะได้รับคำตอบในเร็ว ๆ นี้” แหล่งข่าวกล่าวเสริม

ด้านกระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ระบุว่า บัดร์ อับเดลัตตี รมว.ต่างประเทศอียิปต์ ได้โทรศัพท์พูดคุยกับสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของสหรัฐในกิจการตะวันออกกลาง อับบาส อารักชี และ รมว.ต่างประเทศจากปากีสถาน ตุรกี และกาตาร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม โดยอับเดลัตตีเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “การควบคุมผลกระทบในวงกว้างของความขัดแย้งและป้องกันไม่ให้ขยายตัว”

ด้านเว็บไซต์แอ็กซิออส (Axios) สื่อออนไลน์สหรัฐรายงานอ้างแหล่งข่าวระบุว่า อียิปต์ ปากีสถาน และตุรกี ได้ส่งข้อความระหว่างสหรัฐและอิหร่านเมื่อ 22 มีนาคม และกำลังพยายามจัดให้มีการสนทนาทางโทรศัพท์ในวันที่ 23 มีนาคม ระหว่าง โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านและทีมงานของทรัมป์ หากการสนทนาทางโทรศัพท์ดังกล่าวเกิดขึ้น อาจเป็นตัวกำหนดว่าการพบปะแบบตัวต่อตัวจะเกิดขึ้นหรือไม่

ต่อมาทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวว่า วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษในกิจการตะวันออกกลาง และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขย ซึ่งเคยเจรจากับอิหร่านก่อนสงคราม ได้หารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านจนถึงเย็นวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคมและจะดำเนินการต่อในวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม เวลาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ปากีสถานกล่าวว่า ฝ่ายเจรจาสหรัฐรวมถึงเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐด้วย

“เราได้มีการเจรจาที่เข้มแข็งมาก ๆ เราจะดูว่ามันจะนำไปสู่สิ่งใด เรามีข้อตกลงที่สำคัญ ผมจะบอกว่าเกือบทุกประเด็นเป็นข้อตกลง” ผู้นำสหรัฐกล่าวกับผู้สื่อข่าวก่อนออกเดินทางจากฟลอริดาไปยังเมมฟิส

ในเมืองเมมฟิส ผู้นำสหรัฐบอกว่า รัฐบาลสหรัฐเจรจากับอิหร่านมา “นานแล้ว และครั้งนี้พวกเขาจริงจัง” พร้อมเสริมว่า “ผมคิดว่ามันอาจจะจบลงด้วยข้อตกลงที่ดีสำหรับทุกคน”

ทรัมป์เน้นหนักโดยคิดว่าบุคคลที่สหรัฐกำลังพูดคุยด้วยภายในอิหร่านนั้นเป็นตัวแทนของระบอบการปกครอง

เขาไม่ได้ระบุชื่อเจ้าหน้าที่อิหร่านที่ติดต่อกับวิตคอฟและคุชเนอร์ แต่กล่าวว่า “เรากำลังติดต่อกับคนที่ผมเชื่อว่าเป็นที่เคารพนับถือมากที่สุดและเป็นผู้นำ”

เหตุผลที่ไม่เอ่ยชื่อผู้เจรจาชาวอิหร่าน เนื่องจากเขาไม่ต้องการให้ผู้เจรจาคนนั้นถูกฆ่า แต่กล่าวอ้างว่าสหรัฐและอิหร่านมีความเห็นตรงกันในประเด็นสำคัญหลายประเด็น “เรากำลังเจรจากับชายคนหนึ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพมากที่สุด ไม่ใช่ผู้นำสูงสุด ซึ่งหมายถึงโมจตาบา คาเมเนอี เรายังไม่ได้รับการติดต่อจากเขา” ทรัมป์กล่าว

ทรัมป์กล่าวว่า การเจรจาที่เกิดขึ้นไม่ใช่การที่สหรัฐหารือกับ “ผู้นำสูงสุดคนนั้น” ซึ่งหมายถึงโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันของอิหร่าน โดยทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐหารือกับ “เจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดคนอื่น” และเสริมว่า “สหรัฐไม่ได้ข่าวจากเขาเลย… เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขายังมีชีวิตอยู่ไหม ผมจึงไม่ถือว่าเขาเป็นผู้นำจริง ๆ”

ใครคือ “กาลิบาฟ” ประธานรัฐสภาอิหร่าน

โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน (ภาพ Mehr News Agency)

เจ้าหน้าที่อิสราเอลและแหล่งข่าวอีกสองแหล่งที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้กล่าวว่า ผู้เจรจาฝ่ายอิหร่านคือ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านผู้ทรงอิทธิพล อย่างไรก็ดี ประธานรัฐสภาอิหร่านปฏิเสธ โดยระบุว่าเป็นข่าวปลอม

กาลีบาฟกล่าวบนเว็บไซต์ X ว่า ไม่มีการเจรจาใด ๆ กับสหรัฐ และเยาะเย้ยข้อเสนอแนะดังกล่าวว่าเป็นความพยายามที่จะบิดเบือนตลาดการเงิน

“ไม่มีการเจรจาใด ๆ กับสหรัฐ และมีการใช้ข่าวปลอมเพื่อบิดเบือนตลาดการเงินและตลาดน้ำมัน และเพื่อหลีกหนีจากกับดักที่สหรัฐและอิสราเอลติดอยู่” เขากล่าว

“ประชาชนอิหร่านเรียกร้องให้มีการลงโทษผู้รุกรานอย่างเต็มที่และสำนึกผิด เจ้าหน้าที่อิหร่านทุกคนยืนหยัดเคียงข้างผู้นำสูงสุดและประชาชนของตนจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายนี้”

สำหรับกาลีบาฟเป็นอดีตนายพลในกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) อดีตนายกเทศมนตรีกรุงเตหะรานและแคนดิเดตประธานาธิบดีอิหร่านปี 2008 และผู้ใกล้ชิดกับมอจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่

ในฐานะแคนดิเดตประธานาธิบดีอิหร่านเคยเข้าร่วมการแถลงข่าวเกี่ยวกับจุดยืนของอิหร่านต่อโครงการนิวเคลียร์ ณ สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งญี่ปุ่น ในกรุงโตเกียว เมื่อตุลาคมเมื่อปี 2008 ตามรายงานของเอพี

กาลีบาฟมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการความพยายามทำสงครามอิหร่านในช่วงสงคราม 12 วันในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว และปัจจุบันถูกมองว่าเป็นเจ้าหน้าที่พลเรือนอาวุโสที่สุดในแวดวงการตัดสินใจของอิหร่าน กาลีบาฟเป็นผู้ตอบโต้คำขู่ของทรัมป์ที่จะทิ้งระเบิดโรงไฟฟ้าด้วยคำขู่แบบเดียวกันที่จะโจมตีโรงงานพลังงานในภูมิภาค

แม้ว่าจะไม่มีการยืนยันในทันทีว่าการเจรจาได้เกิดขึ้นตามที่ทรัมป์กล่าวอ้าง แต่กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านได้กล่าวถึงความคิดริเริ่มในการลดความตึงเครียด

โดยระบุว่า อารักชี รมว.ต่างประเทศอิหร่านทบทวนพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับช่องแคบฮอร์มุซกับรัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน และตกลงที่จะดำเนินการปรึกษาหารือระหว่างสองประเทศต่อไป

โพลิติโก (Politico) รายงานว่า ฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังพิจารณาประธานรัฐสภาอิหร่านอย่างเงียบ ๆ ในฐานะพันธมิตรที่มีศักยภาพ และอาจเป็นผู้นำในอนาคต ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนจากแรงกดดันทางทหารไปสู่การเจรจาเพื่อยุติสงคราม

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวอย่างน้อยบางคนมองเขาว่าเป็นพันธมิตรที่สามารถทำงานด้วยกันได้ ซึ่งอาจเป็นผู้นำอิหร่านและเจรจากับฝ่ายบริหารของทรัมป์ในขั้นตอนต่อไปของสงคราม

แต่ทำเนียบขาวยังไม่พร้อมที่จะเลือกใครคนใดคนหนึ่ง โดยหวังที่จะทดสอบผู้สมัครหลายคนในขณะที่พวกเขามองหาคนที่ยินดีจะเจรจาต่อรอง แหล่งข่าวสองคนซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ เพื่ออธิบายความคิดจากวงในกล่าว

“เขาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ” เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารคนหนึ่งกล่าว พร้อมเตือนว่ายังไม่มีการตัดสินใจใด ๆ “เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่มีคุณสมบัติสูงที่สุด…แต่เราต้องทดสอบพวกเขา และเราไม่สามารถรีบร้อนได้”

ข้อตกลงบางส่วนที่บรรลุแล้ว ?

ทำเนียบขาวยืนยันการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์กับมูนีร์ เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการเยือนกรุงอิสลามาบัดของวิตคอฟและคุชเนอร์ ซึ่งแคโรลีน ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า “นี่เป็นการหารือทางการทูตที่ละเอียดอ่อน และสหรัฐจะไม่เจรจาต่อรอง” “สหรัฐอเมริกาจะไม่เจรจาผ่านสื่อ”

ทรัมป์ได้กล่าวอ้างหลายประการเกี่ยวกับข้อตกลง ซึ่งไม่มีข้อใดได้รับการยืนยันจากเตหะรานอย่างเป็นทางการ

ตามคำกล่าวของทรัมป์ :

1) อิหร่านให้คำมั่นว่าจะไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์หรือเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และจะส่งมอบคลังอาวุธที่มีอยู่ทั้งหมด

2) อิหร่านตกลงที่จะ “ลดบทบาทเรื่องขีปนาวุธ”
3) อิหร่านยังตกลงที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

“หากพวกเขาดำเนินการตามนั้น มันจะยุติความขัดแย้ง พวกเขาต้องการทำข้อตกลง เราก็ต้องการทำข้อตกลงเช่นกัน หากสิ่งนี้เกิดขึ้น มันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับอิหร่านในการฟื้นฟูตัวเอง” ทรัมป์กล่าว

เขากล่าวว่าสหรัฐได้แจ้งอิสราเอลเกี่ยวกับการเจรจากับอิหร่าน “อิสราเอลจะมีความสุขมากกับสิ่งที่เราได้มา สันติภาพสำหรับอิสราเอล สันติภาพระยะยาว สันติภาพที่รับประกันได้”

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวในแถลงการณ์ทางวิดีโอว่า เขาพูดคุยกับทรัมป์และระบุว่าอิสราเอลจะเดินหน้าโจมตีเลบานอนและอิหร่านต่อไป แต่เนทันยาฮูกล่าวว่า ทรัมป์เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะ “ใช้ประโยชน์จากความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่กองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) และกองทัพสหรัฐได้รับมา เพื่อบรรลุเป้าหมายของสงคราม โดยเป็นข้อตกลงที่จะรักษาผลประโยชน์ที่สำคัญของเราไว้”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง