
สงครามตะวันออกกลางปี 2026 ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุเพดาน หลายประเทศทั่วโลกตั้งแต่เอเชียไปจนถึงยุโรปและอเมริกา ต่างเร่งงัดมาตรการทางภาษีและนโยบายการคลังออกมาเพื่อประคองค่าครองชีพของประชาชน โดยมีแนวทางที่แตกต่างกันไปตามบริบทของตนเอง ดังนี้
ไทย
คลังชี้ลดภาษีน้ำมันเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” หวั่นกระทบรายได้รัฐและเพดานหนี้สาธารณะ
เมื่อวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569 กระทรวงการคลังแสดงท่าทีระมัดระวังต่อข้อเสนอการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ระบุว่าเป็นมาตรการสุดท้ายที่จะเลือกใช้ ท่ามกลางความกังวลเรื่องรายได้รัฐที่อาจสูญเสียไปและตัวเลขหนี้สาธารณะที่ขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นและตลาดพลังงานมีความผันผวนอย่างรุนแรง ประเทศไทยเตรียมมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจะถูกนำมาใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น ในระยะแรก รัฐบาลตั้งใจจะใช้กลไกจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการรับมือกับวิกฤต
ประกอบด้วย 2 ประเด็นหลักด้านเสถียรภาพ :
ประเด็นแรก คือ พื้นที่ทางการคลังที่จำกัด ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยสะสมอยู่ที่ประมาณ 66% ของ GDP ซึ่งเหลือพื้นที่อีกเพียง 4% ก่อนจะถึงเพดานการเงินที่ 70% ในขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเผชิญกับภาระหนักจากการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเจ้าหน้าที่เตือนว่าหากยังคงให้การสนับสนุนต่อเนื่องจะทำให้ยอดติดลบของกองทุนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้กองทุนจะยังมีกรอบวงเงินกู้คงเหลือ แต่การกู้ยืมฉุกเฉินเพิ่มเติม มีกระทรวงการคลังค้ำประกันจะถูกนับเป็นหนี้สาธารณะทันที ซึ่งเสี่ยงต่อการทำให้ระดับหนี้ขยับเข้าใกล้หรือเกินเพดานที่กำหนด
ประเด็นที่สอง คือ ผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของรัฐ ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมถือเป็นแหล่งรายได้หลักของกรมสรรพสามิต โดยในปีงบประมาณ 2569 กรมได้ตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 578.2 พันล้านบาท ซึ่งรายได้ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนที่สำคัญอย่างมาก กระทรวงการคลังยังได้ถอดบทเรียนจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในช่วงปี 2565-2567 ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นอนุมัติลดภาษีสรรพสามิตดีเซลต่อเนื่องถึง 9 ครั้ง ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ไปกว่า 178.1 พันล้านบาท ขณะที่กองทุนน้ำมันฯก็ต้องแบกรับภาระหนักจนต้องกู้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อรักษาชภาพคล่อง
ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว แนวทางของรัฐบาลในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นไปที่การลดภาระของผู้บริโภค โดยไม่พึ่งพาการกู้ยืมใหม่หรือการลดภาษีเพียงอย่างเดียว โดยมาตรการคู่ขนานที่กำลังพิจารณาประกอบด้วย :
- การปรับโครงสร้างราคาดีเซล : หลังจากสิ้นสุดการตรึงราคาในรอบ 15 วันปัจจุบัน รัฐบาลอาจต้องทยอยปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลจาก 29.94 บาทต่อลิตร ไปสู่ระดับประมาณ 31.94 บาทต่อลิตร เพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันฯ
- มาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ : กำหนดให้เปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิ 26-27 องศาเซลเซียส ลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นในอาคารสำนักงาน รณรงค์ให้ใช้บันไดแทนลิฟต์ในระยะใกล้ ลดการใช้กระดาษ ส่งเสริมการประชุมออนไลน์ และอนุญาตให้ทำงานจากที่บ้าน ตามความเหมาะสม
- มาตรการประหยัดเชื้อเพลิง : เน้นการบำรุงรักษายานพาหนะตามกำหนด ใช้ความเร็วในการขับขี่ที่เหมาะสม ส่งเสริมการใช้รถร่วมกัน (Carpooling) และวางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบ
หากสถานการณ์เลวร้ายลง รัฐบาลอาจบังคับใช้มาตรการเพิ่มเติม เช่น การปิดไฟป้ายโฆษณาหลังเวลา 22.00 น. และการจำกัดเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมัน ยกเว้นสถานีที่ตั้งอยู่บนทางหลวงสายหลัก
ฟิลิปปินส์
เมื่อวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 สภาฟิลิปปินส์บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายในการผ่านร่างกฎหมายมอบอำนาจให้ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ สามารถระงับหรือลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันได้ เพื่อตอบโต้สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในการประชุมเต็มสภาเมื่อวันพุธ นายวิเซนเต สอตโต ที่สาม ประธานวุฒิสภา แจ้งต่อที่ประชุมว่าสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติรับร่างกฎหมายของวุฒิสภา (Senate Bill 1982) มาปรับใช้แทนร่างเดิมของสภา เพื่อความรวดเร็วในการประกาศใช้ ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้ไม่จำเป็นต้องผ่านคณะกรรมการร่วมสองสภา และสามารถส่งร่างกฎหมายที่สมบูรณ์ไปยังทำเนียบประธานาธิบดีเพื่อลงนามได้ทันที
ก่อนหน้านี้ นายมิโร กวิมโบ ประธานคณะกรรมการพิจารณาวิธีการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎร ได้ทำหนังสือถึง นายซานโดร มาร์กอส ผู้นำเสียงข้างมากในสภา เพื่อเสนอให้รับร่างของวุฒิสภามาใช้โดยตรง เนื่องจากประธานาธิบดีได้ประกาศให้มาตรการนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อเร่งสร้างกลไกให้ฝ่ายบริหารสามารถรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานที่เกิดจากความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียตะวันตก หรือตะวันออกกลาง
ภายใต้ร่างกฎหมายฉบับนี้ ประธานาธิบดีมีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องปฏิบัติตามหากมีการใช้อำนาจระงับหรือลดภาษี ดังนี้ :
- ต้องส่งรายงานต่อสภาเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและเป้าหมายทางนโยบายในการระงับหรือลดภาษี
- ต้องระบุตัวเลขคาดการณ์รายได้ของรัฐที่จะสูญเสียไป รวมถึงผลกระทบต่อสวัสดิการสังคมของครัวเรือนในกลุ่มรายได้ต่าง ๆ
- ต้องนำเสนอรายงานวิเคราะห์ผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมัน การวิเคราะห์ความคุ้มค่า รวมถึงการประเมินความบิดเบือนของตลาดหรือผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น
- รายงานดังกล่าวจะใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบการพิจารณาว่าจะคงมาตรการ ปรับเปลี่ยน หรือยกเลิกการระงับภาษีในลำดับต่อไป
- นายกวิมโบกล่าวชื่นชมความร่วมมือของทั้งสองสภา โดยระบุว่าความสอดคล้องของเนื้อหากฎหมายสะท้อนถึงการตระหนักร่วมกันถึงความเร่งด่วนในการปกป้องประชาชนและเศรษฐกิจภาพรวมจากภาระต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทุกช่วงเวลาถือเป็นวิกฤตที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพียงหนึ่งวันหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติผ่านร่างในวาระที่สาม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของฝ่ายนิติบัญญัติในการสนับสนุนมาตรการบรรเทาทุกข์ด้านพลังงานของรัฐบาล
เวียดนาม
เวียดนามประกาศลดภาษีนำเข้าน้ำมัน MFN เหลือ 0% เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานโลก
เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569 รัฐบาลเวียดนามประกาศปรับลดอัตราภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์น้ำมันและปิโตรเลียมภายใต้หลักการประเทศที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favoured Nation หรือ MFN) ลงเหลือ 0% จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านอุปทานพลังงานท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก
มาตรการดังกล่าวครอบคลุมถึงน้ำมันเบนซิน ดีเซล เชื้อเพลิงอากาศยาน และวัตถุดิบปิโตรเคมีที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความมั่นคงในตลาดพลังงานภายในประเทศ เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาแหล่งนำเข้า และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของเวียดนาม ซึ่งได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อเส้นทางเดินเรือเชิงยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ
รายงานจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ ระบุว่าสถานการณ์โลกได้กดดันราคาน้ำมันดิบให้สูงขึ้นและสร้างความกังวลต่อการจัดหาพลังงานในหลายประเทศ ซึ่งเวียดนามยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและวัตถุดิบพลังงานอย่างมาก จึงได้นำมาตรการเชิงนโยบายนี้มาใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 รัฐบาลเวียดนามได้ออกกฤษฎีกาเลขที่ 72/2026/NĐ-CP เพื่อลดอัตราภาษีนำเข้าพิเศษภายใต้กรอบ MFN สำหรับเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าเชื้อเพลิงจากแหล่งที่หลากหลายมากขึ้นนอกเหนือจากพันธมิตรในเขตการค้าเสรี (FTA) โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดโลกมีความผันผวนสูง
ภายใต้กฤษฎีกานี้ ภาษี MFN สำหรับน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วและส่วนผสมน้ำมันเบนซิน เช่น RON95 ถูกปรับลดจาก 10% เหลือ 0% ขณะที่น้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินลดจาก 7% เหลือ 0% นอกจากนี้ วัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการกลั่นน้ำมัน เช่น แนฟทา (Naphtha) รีฟอร์เมต (Reformate) และคอนเดนเสท (Condensate) ก็ได้รับการปรับลดภาษีเหลือ 0% เช่นกัน มาตรการนี้มีผลทันทีตั้งแต่วันที่ประกาศและอาจมีการพิจารณาขยายเวลาหากสถานการณ์ตลาดโลกยังไม่คลี่คลาย
ข้อมูลจากศุลกากรเวียดนามชี้ให้เห็นว่า ในปี 2568 เวียดนามนำเข้าผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 9.9 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีแหล่งส่งออกหลักคือเกาหลีใต้ สิงคโปร์ จีน และมาเลเซีย ขณะที่การนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อป้อนโรงกลั่นในประเทศมีปริมาณกว่า 14.1 ล้านตัน มูลค่ากว่า 7.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคูเวตเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ครองส่วนแบ่งถึง 80% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด
ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มิงห์ จิ่ง ของเวียดนาม ได้หารือทางโทรศัพท์กับ นายกรัฐมนตรี เชค อาหมัด อับดุลลาห์ อัล-อาหมัด อัล-ซาบาห์ ของคูเวต เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อยืนยันความร่วมมือในการจัดส่งน้ำมันดิบให้เวียดนามอย่างต่อเนื่อง โดยโรงกลั่นหลักสองแห่งของประเทศ ได้แก่ โรงกลั่นงีเซิน (Nghi Son) และโรงกลั่นซุงกวต (Dung Quat) สามารถตอบสนองความต้องการใช้เชื้อเพลิงในประเทศได้ประมาณ 70% เท่านั้น ส่วนที่เหลือยังจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้า
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเวียดนามเปิดเผยว่าได้มีการจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมอีก 4 ล้านบาร์เรลจากพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อเสริมความมั่นคงในระยะสั้น ซึ่งมาตรการลดภาษี MFN ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาพลังงาน แต่ยังสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะยาว
สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง มาตรการนี้อาจสร้างทั้งความท้าทายจากการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดเวียดนามจากการเปิดรับผู้นำเข้านอก FTA แต่ในขณะเดียวกัน บริษัทไทยที่ลงทุนในเวียดนามจะได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่คงที่มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต เช่น พลาสติก โลจิสติกส์ และการขนส่ง ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามนโยบายพลังงานของเวียดนามอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การจัดหาวัตถุดิบให้สอดคล้องกับโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
อินโดนีเซีย
รายได้ศุลกากรและสรรพสามิตอินโดนีเซียร่วง 14.7% ขณะที่ยอดจัดเก็บภาษีพุ่งสูงถึง 30% ในช่วงต้นปี 2569
เมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคม 2569 นายซูอาฮาซิล นาซารา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า รายได้จากศุลกากรและสรรพสามิตของอินโดนีเซียในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 ปรับตัวลดลง 14.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มียอดจัดเก็บอยู่ที่ 44.9 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 13.4% ของเป้าหมายรวมทั้งปีที่ตั้งไว้ 336 ล้านล้านรูเปียห์
ในทางตรงกันข้าม รายได้จากภาษีกลับมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด มียอดจัดเก็บรวม ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ อยู่ที่ 245.1 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 14.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นถึง 30.4% เมื่อเทียบกับระดับ 188 ล้านล้านรูเปียห์ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
ภาษีส่งออกทรุดหนักจากราคาน้ำมันปาล์มโลก
นายซูอาฮาซิลระบุระหว่างการแถลงข่าวที่กรุงจาการ์ตาว่า ยอดจัดเก็บศุลกากรและสรรพสามิตลดลงไปประมาณ 7 ล้านล้านรูเปียห์เมื่อเทียบกับยอด 52.6 ล้านล้านรูเปียห์ในปีก่อนหน้า รายได้จากสรรพสามิตอยู่ที่ 34.4 ล้านล้านรูเปียห์ ลดลง 13.3%
ส่วนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดคือภาษีส่งออก ซึ่งทำรายได้เพียง 2.8 ล้านล้านรูเปียห์ ลดลงถึง 48.4% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ในขณะที่ภาษีนำเข้าเป็นองค์ประกอบเดียวที่มีการเติบโตเชิงบวก เพิ่มขึ้น 1.7% มาอยู่ที่ 7.8 ล้านล้านรูเปียห์ ตามกิจกรรมการนำเข้าที่ขยายตัวประมาณ 16%
นอกจากการจัดเก็บรายได้ กรมศุลกากรและสรรพสามิตยังได้เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบกรณีเกี่ยวกับบุหรี่ผิดกฎหมายถึง 2,872 ราย เพิ่มขึ้น 44.1% และสามารถยึดบุหรี่เถื่อนได้ถึง 369 ล้านมวน ซึ่งมากกว่าปีก่อนถึงสองเท่า ส่วนการปราบปรามยาเสพติดมีการดำเนินการ 234 ครั้ง ยึดยาเสพติดได้ประมาณ 0.7 ตัน โดยกระทรวงการคลังยืนยันจะร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ เพื่อให้เยอรมนีปลอดจากบุหรี่เถื่อนและยาเสพติดต่อไป
รายได้ภาษีช่วยเสริมเสถียรภาพงบประมาณ
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกล่าวเสริมว่า รายได้จากภาษีที่เพิ่มขึ้นประมาณ 57 ล้านล้านรูเปียห์เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2568 ช่วยให้รัฐบาลสามารถเร่งรัดโครงการการใช้จ่ายต่าง ๆ ได้มากขึ้น การใช้จ่ายภาครัฐในช่วงเดือนแรก ๆ ของปี 2569 อยู่ที่ 493.8 ล้านล้านรูเปียห์ เพิ่มขึ้น 41.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นการใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง 346.1 ล้านล้านรูเปียห์ และงบประมาณถ่ายโอนไปยังเขตการปกครองส่วนท้องถิ่น 147.7 ล้านล้านรูเปียห์
ข้อมูลการจัดเก็บภาษีแยกตามประเภทที่สำคัญพบว่า :
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล : อยู่ที่ 23.7 ล้านล้านรูเปียห์ เพิ่มขึ้น 4.4%
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา : อยู่ที่ 29 ล้านล้านรูเปียห์ เพิ่มขึ้น 3.4%
- ภาษีหัก ณ ที่จ่ายขั้นสุดท้าย : อยู่ที่ 52.2 ล้านล้านรูเปียห์ เพิ่มขึ้น 4.4%
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีสรรพสามิตสินค้าฟุ่มเฟือย : มียอดรวม 85.9 ล้านล้านรูเปียห์ พุ่งสูงขึ้นถึง 97.4% จากปีที่แล้ว
ทั้งนี้ รายได้จากภาษีหมวดอื่น ๆ อยู่ที่ 54.4 ล้านล้านรูเปียห์ เพิ่มขึ้น 24.2% ต่อปี ซึ่งการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรายได้ภาษีเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงฐานะทางการคลังของอินโดนีเซีย ท่ามกลางความผันผวนของรายได้ในภาคส่วนอื่น ๆ
เกาหลีใต้
รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศต่อเวลาลดภาษีน้ำมันอีก 2 เดือน จนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2569
รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศขยายระยะเวลามาตรการลดภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นการชั่วคราวออกไปอีก 2 เดือน จนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้ เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินของผู้บริโภคท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ตามการเปิดเผยของกระทรวงการคลังเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
ภายใต้มาตรการขยายเวลาล่าสุด อัตราภาษีที่ปรับลดลงในปัจจุบัน ซึ่งได้แก่ การลดภาษีน้ำมันเบนซิน 7% และการลดภาษีน้ำมันดีเซลรวมถึงก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) 10% จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 กระทรวงการคลังระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้ได้พิจารณาจากความไม่แน่นอนของราคาน้ำมันทั้งในประเทศและต่างประเทศ และมีวัตถุประสงค์เพื่อลดแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
เกาหลีใต้เริ่มนำมาตรการลดภาษีน้ำมันมาใช้ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 เพื่อตอบสนองต่อราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รัฐบาลได้ขยายระยะเวลามาตรการนี้มาโดยตลอด พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนอัตราภาษีให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงานโลก
ทั้งนี้ การประกาศขยายเวลาครั้งล่าสุดถือเป็นการต่ออายุมาตรการบรรเทาทุกข์ด้านภาษีน้ำมันเป็นครั้งที่ 20 แล้ว ในขณะที่ข้อมูลราคาขายปลีกน้ำมันรายสัปดาห์โดยเฉลี่ยตามสถานีบริการน้ำมันในประเทศ พบว่าราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลได้ปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 9 ตามภาพรวมสถานการณ์ที่ปรากฏ ณ สถานีบริการน้ำมันในกรุงโซลเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
สหราชอาณาจักร
กระทรวงการคลังและกรมสรรพากรและศุลกากรแห่งสหราชอาณาจักร (HMRC) เผยแพร่เอกสารนโยบายกำหนดอัตราภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับปี 2569 ถึง 2570 โดยประกาศขยายระยะเวลามาตรการลดภาษีน้ำมันชั่วคราวในอัตรา 5 เพนซ์ต่อลิตรออกไปจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ
มาตรการลดภาษี 5 เพนซ์ต่อลิตรนี้เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2565 และเดิมมีกำหนดสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2569 การขยายเวลาในครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ใช้รถไม่ต้องเผชิญกับการกระโดดขึ้นของราคาภาษีในทันที นอกจากนี้ รัฐบาลยังประกาศยกเลิกการปรับขึ้นภาษีน้ำมันตามอัตราเงินเฟ้อ (RPI) ที่วางแผนไว้สำหรับปี 2569 ถึง 2570 อีกด้วย ประเมินว่ามาตรการนี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่รถยนต์ทั่วไปประหยัดเงินได้เฉลี่ย 49 ปอนด์ในปีงบประมาณดังกล่าว
แผนการทยอยปรับขึ้นอัตราภาษี
เพื่อให้ราคาภาษีกลับเข้าสู่ระดับปกติก่อนเดือนมีนาคม 2565 รัฐบาลได้กำหนดโครงสร้างการทยอยปรับเพิ่มอัตราภาษีหลัก (Main Fuel Duty) เป็น 3 ระยะ ดังนี้ :
-
วันที่ 1 กันยายน 2569 : ปรับเพิ่มขึ้น 1 เพนซ์ต่อลิตร
-
วันที่ 1 ธันวาคม 2569 : ปรับเพิ่มขึ้น 2 เพนซ์ต่อลิตร
-
วันที่ 1 มีนาคม 2570 : ปรับเพิ่มขึ้นอีก 2 เพนซ์ต่อลิตร
การปรับขึ้นนี้จะทำให้อัตราภาษีน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วและน้ำมันดีเซล ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 0.5295 ปอนด์ต่อลิตร กลับไปอยู่ที่ระดับ 0.5795 ปอนด์ต่อลิตรภายในเดือนมีนาคม 2570 ในขณะที่น้ำมันเชื้อเพลิงประเภทอื่น เช่น น้ำมันก๊าดสำหรับเครื่องจักร น้ำมันเตา และก๊าซหุงต้ม (LPG) จะมีการปรับขึ้นในสัดส่วนที่เทียบเท่ากัน
ตารางสรุปอัตราภาษีน้ำมัน (หน่วย : ปอนด์ต่อลิตร)
| ประเภทเชื้อเพลิง | อัตราก่อน 23 มี.ค. 65 | อัตราปัจจุบัน (ถึง 31 ส.ค. 69) | 1 ก.ย. 69 | 1 ธ.ค. 69 | 1 มี.ค. 70 |
| เบนซินไร้สารตะกั่ว | 0.5795 | 0.5295 | 0.5395 | 0.5595 | 0.5795 |
| น้ำมันดีเซล | 0.5795 | 0.5295 | 0.5395 | 0.5595 | 0.5795 |
| ไบโอเอทานอล / ไบโอดีเซล | 0.5795 | 0.5295 | 0.5395 | 0.5595 | 0.5795 |
| ก๊าซ LPG (ปอนด์ต่อ กก.) | 0.3161 | 0.2888 | 0.2943 | 0.3052 | 0.3161 |
ผลกระทบและการประเมินนโยบาย
รัฐบาลคาดการณ์ว่ามาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่องบประมาณรายได้ของรัฐ ในปีงบประมาณ 2026/27 คาดว่ารายได้จะลดลงประมาณ 2,370 ล้านปอนด์ อย่างไรก็ตาม ในด้านเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานความรับผิดชอบด้านงบประมาณ (OBR) ประเมินว่ามาตรการนี้จะช่วยลดอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ในปี 2569 ถึง 2570 ได้โดยตรง
สำหรับผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ คาดว่าผู้บริโภคกว่า 36 ล้านคนจะได้รับประโยชน์จากอัตราภาษีที่ต่ำกว่าระดับปี 2565 ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2570 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในขั้นตอนการบริหารจัดการภาษีสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ทั้งนี้ รัฐบาลจะยังคงติดตามสถานการณ์ผ่านข้อมูลรายรับภาษีและปริมาณการใช้น้ำมันเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของมาตรการนี้ควบคู่ไปกับมาตรการภาษีสรรพสามิตอื่น ๆ ต่อไป
เยอรมนี
รัฐมนตรีคลังเยอรมนีเสนอเก็บภาษีลาภลอยบริษัทน้ำมัน หวังนำเงินเยียวยาประชาชนจากวิกฤตราคาพลังงาน
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2569 นายลาร์ส คลิงไบล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเยอรมนี กำลังพิจารณาแนวทางเพิ่มเติมในการช่วยเหลือผู้บริโภคจากผลกระทบของราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากสงครามในอิหร่าน หนึ่งในมาตรการสำคัญที่กำลังมีการหารือคือการจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากบริษัทน้ำมันที่มีกำไรเพิ่มขึ้นผิดปกติจากวิกฤตครั้งนี้
กระทรวงการคลังเยอรมนีระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่า รายได้จากการจัดเก็บภาษีดังกล่าวอาจนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุนมาตรการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับผู้ทำงาน (Commuter Allowance) เพื่อลดภาระให้กับครอบครัวที่มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางที่กำลังเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น
แม้ในปัจจุบันเยอรมนีจะยังไม่เผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงาน แต่เนื่องจากสงครามได้ล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่สามแล้ว จึงเริ่มมีความกังวลว่าระดับราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงักลง โดยรัฐบาลเยอรมนีกำลังเร่งร่างกฎหมายที่จะอนุญาตให้สถานีบริการน้ำมันปรับขึ้นราคาได้เพียงวันละหนึ่งครั้งเท่านั้น พร้อมทั้งเพิ่มอำนาจให้สำนักงานคาร์เทลแห่งชาติ (Federal Cartel Office) ในการเข้าแทรกแซงตลาดได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวยังมีความเห็นที่แตกต่างกันภายในรัฐบาลผสม นางคาเธอรีนา ไรเชอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจจากพรรคอนุรักษนิยม แสดงทรรศนะในสภาล่าง ว่ารัฐบาลไม่ควรดำเนินการในลักษณะตอบโต้เหตุการณ์อย่างฉับพลันจนเกินไป เช่น การให้ส่วนลดราคาน้ำมันหรือการเก็บภาษีลาภลอย เธอย้ำว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการด้วยการใช้วิจารณญาณที่รอบคอบ
ทางด้านพรรคอนุรักษนิยมภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ คาดการณ์ว่าร่างกฎหมายมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวจะผ่านความเห็นชอบจากสภาล่างภายในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวเป็นแนวคิดจากกระทรวงการคลังที่บริหารโดยพรรคสังคมประชาธิปไตย (SPD) ซึ่งร่วมรัฐบาลผสมกับพรรคอนุรักษนิยมของนายกรัฐมนตรีเมิร์ซ ตามรายงานเบื้องต้นจากสำนักข่าวแดร์ ชปีเกล
สหรัฐอเมริกา
เมื่อวันอังคารที่ 17 มีนาคม 2569 กลุ่มสมาชิกรัฐสภาสหรัฐ ได้ร่วมกันเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่ในชื่อ “ร่างกฎหมายบรรเทาราคาน้ำมันปี 2026” (Gas Prices Relief Act of 2026) เพื่อขอระงับการจัดเก็บภาษีน้ำมันในรัฐบาลกลาง เป็นการชั่วคราวไปจนถึงเดือนตุลาคมนี้ หลังจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งในอิหร่าน
ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกเสนอเข้าสู่สถานวุฒิสภาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มีเป้าหมายหลักในการปรับลดราคาน้ำมันที่กำลังกดดันผู้บริโภคและสร้างความเดือดร้อนทางการเงินแก่ครอบครัวชาวอเมริกัน นายริชาร์ด บลูเมนธัล สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต รัฐคอนเนตทิคัต ระบุว่าการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วประเทศ และประชาชนไม่ควรต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากการตัดสินใจที่ประมาทเลินเล่อ ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นและเพื่อให้แน่ใจว่าชาวอเมริกันจะไม่ต้องเป็นผู้จ่ายบิลค่าสงครามครั้งนี้
รายละเอียดสำคัญในร่างกฎหมาย
ข้อมูลจากแถลงการณ์บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ สว. บลูเมนธัล ระบุว่าข้อเสนอนี้พุ่งเป้าไปที่การระงับภาษีน้ำมันรัฐบาลกลางในอัตรา 18.4 เซนต์ต่อแกลลอน นอกจากนี้ร่างกฎหมายยังมีข้อกำหนดดังนี้ :
- มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคอยติดตามโครงการและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อให้แน่ใจว่า ประโยชน์จากการระงับภาษีในครั้งนี้จะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคที่หน้าปั๊มน้ำมันโดยตรง
- กำหนดให้มีการโอนงบประมาณเข้าสู่กองทุนความมั่นคงทางหลวง และกองทุนถังเก็บน้ำมันใต้ดินที่รั่วไหล เพื่อปกป้องและรักษาสภาพโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ภาษี
สถานการณ์ราคาน้ำมันในปัจจุบัน
จากการรายงานของ AAA พบว่าราคาขายปลีกน้ำมันเฉลี่ยทั่วประเทศพุ่งแตะระดับ 3.79 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นถึง 87 เซนต์ต่อแกลลอนเมื่อเทียบกับเดือนก่อน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบมาตรฐานของสหรัฐ ปรับเพิ่มขึ้น 2.9% ปิดที่ 96.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent Crude) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสากล ขยับตัวสูงขึ้น 3.2% มาอยู่ที่ 103.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สำหรับขั้นตอนต่อไป ร่างกฎหมายนี้ได้ถูกเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการแล้ว และถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมาธิการพิจารณาวิธีการจัดหารายได้ เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาตัดสินใจว่าจะเปิดการอภิปรายหรือผลักดันให้มีการลงมติต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
