เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “คนไทยผวาวิกฤตเศรษฐกิจ-สงคราม! ช็อก 96.20% ไม่พร้อมรับมือ” กลุ่มตัวอย่าง 1,237 ราย สำรวจช่วง 18-21 มี.ค. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ค่าความเชื่อมั่น 95% ค่าคลาดเคลื่อน ±3%
ผลไอเอฟดีโพลชี้ คนไทย 77.20% ผวาวิกฤตเศรษฐกิจ และ 53.92% หวาดหวั่นผลกระทบจากสงคราม โดยมีภัยพิบัติ 21.91% และ AI แย่งงาน 20.53% เป็นความเสี่ยงสำคัญในอนาคต ท่ามกลางความเปราะบางขั้นสุดเมื่อพบว่าประชาชนถึง 96.20% ยังไม่พร้อมรับมือวิกฤตอย่างเต็มที่ (มีผู้ที่พร้อมมากเพียง 3.80%) โดยพบว่า ณ วันนี้วิกฤตที่คนไทยกังวลว่าจะกระทบชีวิตมากที่สุด คือ ปัญหาปากท้องเป็นอันดับหนึ่ง โดยระบุว่า กลัวเศรษฐกิจตกต่ำ รายได้ลด ตกงาน ของแพง และหนี้เพิ่ม สูงถึง 77.20% รองลงมาคือความกังวลเรื่องสงครามความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบการใช้ชีวิตและสร้างความไม่แน่นอน 53.92% ตามด้วยวิกฤตภัยพิบัติทางธรรมชาติ (เช่น PM2.5 อากาศสุดขั้ว แล้งจัด น้ำท่วม) 21.91% นอกจากนี้ ประชาชนยังกังวลว่า AI และเทคโนโลยีจะเข้ามาแย่งงานจนเสี่ยงตกงาน 20.53% และกลัวโรคระบาดหรือโรคอุบัติใหม่ต่าง ๆ 7.84% ขณะที่มีผู้ไม่ทราบหรือไม่แน่ใจอยู่ที่ 2.90%
อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกถึงความพร้อมในการรับมือหากเกิดวิกฤตฉุกเฉิน ผลสำรวจกลับสะท้อนภาพความเปราะบางของสังคมไทยอย่างรุนแรง โดยประชาชนกลุ่มใหญ่ที่สุดถึง 44.86% ยอมรับว่า “อยากเตรียม แต่กำลังไม่พอ” เนื่องจากลำพังหาเช้ากินค่ำก็เหนื่อยแล้ว จึงไม่มีเงินเหลือไปสำรอง รองลงมาคือ กลุ่มที่ “พร้อมบ้าง” คือพอรับมือได้ช่วงสั้น ๆ แต่ถ้ายืดเยื้อจะลำบากแน่ 38.32% ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือกลุ่มที่ “ยังไม่ได้เตรียมเลย” ไปตายเอาดาบหน้า มีสัดส่วนถึง 13.02% ในขณะที่กลุ่มที่มีสถานะ “พร้อมมาก” (มีเงินสำรองและแผนรับมือชัดเจน) กลับมีเพียง 3.80% เท่านั้น

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้วิเคราะห์เพิ่มเติม เป็น 4 นัยยะ และ 3 ข้อเสนอแนะ ดังนี้
4 นัยยะสำคัญจากผลโพล
1. คนไทยกลัววิกฤตเศรษฐกิจ-สงครามพุ่งกระฉูด: ความกังวลของคนไทยมุ่งเป้าไปที่ปัญหาใกล้ตัวก่อน คือ เรื่องปากท้องเป็นอันดับหนึ่ง โดยหวาดผวากับวิกฤตเศรษฐกิจถึง 77.20% ควบคู่ไปกับความกลัวผลกระทบจากสงคราม 53.92% ซึ่งสะท้อนความเครียดจากปัจจัยที่เข้ามารุมเร้าชีวิต
2. ภัยพิบัติและ AI คือความเสี่ยงในอนาคต: แม้ในยามปกติที่ไม่มีวิกฤตฉับพลัน ประชาชนก็ยังมองเห็นภัยคุกคามที่ไกลไปในอนาคต โดยกังวลกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ 21.91% และหวาดหวั่นว่า AI จะเข้ามาแย่งหรือทดแทนงาน จนเสี่ยงตกงาน รายได้ลด 20.53%
3. สังคมเปราะบาง 96.20% ไม่พร้อมรับมือวิกฤต: มีประชาชนเพียง 3.80% เท่านั้นที่พร้อมรับมืออย่างแท้จริง ขณะที่อีก 96.20% ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงและไร้ภูมิคุ้มกัน (ประกอบด้วยกลุ่มที่รับมือได้แค่ระยะสั้น 38.32% กลุ่มที่อยากเตรียมแต่กำลังไม่พอ 44.86% และกลุ่มที่ไม่มีความพร้อมต้องไปตายเอาดาบหน้า 13.02%)
4. สังคมเกินครึ่ง (57.88%) ร้องหา Safety Net : กลุ่มคนที่หาเช้ากินค่ำ และกลุ่มที่ไม่มีเงินสำรองเลย รวมกันสูงถึง 57.88% ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ไทยต้องมี “ตาข่ายรองรับทางสังคม” เพื่อพยุงชีวิตประชาชนในยามวิกฤต

ข้อเสนอแนะเพื่อฝ่าวิกฤต
1. ตั้ง “รัฐบาลพิเศษ” ดึง เทคโนแครต กู้วิกฤต: ท่ามกลางวิกฤตรอบด้าน เสนอให้จัดตั้ง ครม. ที่รวมคนดีและมีความสามารถ (Technocrat) มืออาชีพที่ทำงานได้จริงเข้ามาบริหารประเทศ แทนการตั้งรัฐบาลตามโควตาพรรคการเมืองหรือระบบเครือญาติแบบเดิม ๆ
2. สร้าง Safety Net ถาวรด้วยการปั้นกองทุนรองรับวิกฤตแห่งชาติ : เร่งสร้างตาข่ายรองรับทางสังคม (Safety Net) ที่พึ่งพาได้จริง โดยระดมเงินสมทบจากทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อนำไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นธรรม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมระบบ “สะสมออมเอง” เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันฉุกเฉินส่วนบุคคล
3. ยุติ “ประชานิยมแจกแหลก” รัฐต้องยกเลิกนโยบายแจกเงินที่สูญเปล่าและไม่ยั่งยืน แล้วโยกเม็ดเงินมหาศาลเหล่านั้นมาสะสมเป็น “กองทุนฉุกเฉินระดับชาติ” เพื่อใช้เป็นกันชนรับมือกับวิกฤตใหญ่ในอนาคต


