
จากห้องประชุม CFO ถึงสมรภูมิฮอร์มุซ เมื่อราคาน้ำมัน 100 ดอลลาร์ อาจไม่ใช่จุดสูงสุด แต่คือ ‘ฐานใหม่’ ของโลก และอาจสูงแตะเพดานที่ 175 ดอลลาร์ภายใน 2 สัปดาห์ต่อจากนี้
ในที่ประชุม CNBC CFO Council 3 ฉากทัศน์ที่บริษัทยักษ์ใหญ่กำลังใช้วางแผนรับมือสถานการณ์เลวร้ายที่สุด อาจลากยาวไปจนถึงสิ้นปี 2026 ด้วยราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายปี และห่วงโซ่อุปทานธุรกิจทั่วโลกในทุกภาคส่วนถูกตัดขาดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สก็อตต์ เคอร์บี้ ซีอีโอของ United Airlines ระบุว่า กำลังวางแผนรับมือราคาน้ำมันที่ราคาพุ่งสูงถึง 175 ดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าราคาน้ำมันจะยังคงยืนเหนือที่ 100 ดอลลาร์ไปจนถึงปี 2027 เขากล่าวว่าแม้การคาดการณ์นี้อาจไม่เกิดขึ้นจริง แต่ก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะเริ่มวางแผนรับมือ หากสุดท้ายแล้วมันจะกลายเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม
หลาย ๆ ผู้บริหารและองค์กร ต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงให้กรอบเวลาการสิ้นสุดที่ไม่ชัดเจน ทำให้ตลาดและผู้บริหารจำนวนมากตกอยู่ในสภาวะตึงเครียด
ดัชนี Nasdaq เข้าสู่สภาวะปรับฐานเมื่อวันศุกร์ ซึ่งถือเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน ที่ตลาดหุ้นปิดลบ และไม่ใช่เพียงสินทรัพย์เสี่ยงเท่านั้นที่ร่วงลง แต่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและพันธบัตรก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน
เมื่อวันพฤหัสบดี ประธานคณะเสนาธิการระบุว่า กองทัพกำลัง “ตามล่าและทำลาย” เรือที่อิหร่านใช้ในการปิดกั้นการจราจรในช่องแคบ
ขณะที่คำขู่ของประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซรุนแรงขึ้น ทรัมป์กล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า อิหร่านมีเวลา 48 ชั่วโมงในการเปิดช่องแคบ มิเช่นนั้นสหรัฐจะทำลายโรงไฟฟ้าในประเทศ ในขณะเดียวกัน พันธมิตรของสหรัฐจำนวนมากเริ่มแสดงความเต็มใจสนับสนุนความพยายามในการรักษาความปลอดภัยเส้นทางเดินเรือ แม้ว่าจะยังไม่มีแผนการเฉพาะเจาะจงถูกนำมาใช้ก็ตาม ทรัมป์ยังกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า ช่องแคบฮอร์มุซ “จะต้องได้รับการดูแลและควบคุมเท่าที่จำเป็นโดยประเทศอื่น ๆ ที่ใช้งานมัน แต่ไม่ใช่สหรัฐ !“
ด้านอิหร่านระบุเมื่อวันอาทิตย์ว่า ช่องแคบจะถูกปิดโดยสมบูรณ์ หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของตนถูกตกเป็นเป้าหมาย
ณ ขณะนี้ กลุ่มผู้บริหารมองว่าเหลือเวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์สำหรับรัฐบาลทรัมป์และพันธมิตรเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ มิเช่นนั้นความขัดแย้งจะลากยาวไปจนถึงช่วงกลางปี พร้อมกับผลกระทบเชิงลบที่จะตามมาต่อเศรษฐกิจโลก
ข้อสรุปจากการหารือระหว่างสมาชิก CNBC CFO Council เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จอห์น คิลดัฟฟ์ จาก Again Capital ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มราคาน้ำมันจากฝั่งเทรดเดอร์และนักลงทุนเช่นเดียวกันว่า
ในกลุ่มอุตสาหกรรมภาคพลังงาน ถือเป็นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงคราม โดย CFO จากบริษัทพลังงานรายหนึ่งในการประชุมเมื่อเช้าวันอังคาร (ซึ่ง CFO ได้รับการปกปิดชื่อเพื่อให้สามารถพูดคุยได้อย่างอิสระ) กล่าวว่า บริษัทกำลังวางแผนรับมือสถานการณ์ในอนาคต 3 รูปแบบ ได้แก่ : การเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายในสิ้นเดือนมีนาคม, การเปิดในช่วงใกล้กลางปี หรือในกรณีเลวร้ายที่สุด คือการปิดต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี
อย่างไรก็ตาม CFO รายนี้ยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก หากต้องประเมินว่าสถานการณ์ใดมีความเป็นไปได้มากกว่ากัน ทำให้ทีมบริหารไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง “กังวลเกี่ยวกับสิ่งเลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น”
ความกังวลเรื่องเวลาที่เหลือน้อยลง ออกมาโดยตรงจากปากของ CFO ของภาคส่วนอื่น ๆ เช่นกัน CFO จากกลุ่มเทคโนโลยีระบุว่า แม้บริษัทจะไม่ต้องกังวลเรื่องราคาน้ำมันโดยตรง แต่เขากังวลถึงผลกระทบทางอ้อมต่อธุรกิจทั่วทุกทวีป ซึ่งหมายถึงแรงกดดันจากทั่วโลก รวมถึงในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในระบบเศรษฐกิจที่กำลังเฟื่องฟูอย่างซาอุดีอาระเบียและดูไบ แม้ธุรกิจในกลุ่มเครือเทคโนโลยีจะเน้นการขายระดับองค์กร แต่ “ความต้องการของผู้บริโภคส่งผลต่อความต้องการของภาคธุรกิจในที่สุด ซึ่งจะกระทบต่อธุรกิจของเราโดยตรง”
ทั้งตั้งคำถามว่า “สถานการณ์นี้จะลากยาวไปได้นานแค่ไหน ?“
คิลดัฟฟ์กล่าวว่า การวางแผนรับมือในห้องประชุมของบริษัทพลังงาน ตรงกับสิ่งที่เทรดเดอร์ในตลาดกำลังทำอยู่เช่นกัน “การเปิดช่องแคบปลายเดือนมีนาคมที่คุณพูดถึง คืออีกประมาณ 2 สัปดาห์นับจากนี้ นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามบอก” เขากล่าวกับ CFO สายพลังงานว่า
“เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกองกำลังทหารบอกเราว่า พวกเขากำลังเบนความสนใจไปที่ช่องแคบ เแล้วเราก็ไม่มีทางรู้ว่ามันจะจบลงอย่างไร แต่แน่นอนว่าหลังวันที่ 1 เมษายน หากเรามองว่าเรื่องนี้จะลากยาวไปจนถึงกลางปี นั่นคือช่วงที่จะเกิดการปรับราคาในระยะถัดไป ซึ่งในความเห็นของผม ราคาน้ำมัน WTI จะพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์อย่างมาก และเราจะเริ่มกังวลเรื่องการขาดแคลน โดยเฉพาะในเอเชีย”
มาตรการสำรองน้ำมันอาจไม่เพียงพอ
การประกาศใช้คลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) จากญี่ปุ่นถึงสหรัฐ และความสามารถของสหรัฐ ในการปล่อยน้ำมันมากกว่าหนึ่งล้านบาร์เรลต่อวัน อาจช่วยบรรเทาความกลัวเรื่องอุปทานขาดแคลนได้ชั่วคราว แต่คิลดัฟฟ์เตือนว่า “ตัวเลขความเสียหายนั้นใหญ่เกินไป”
สำหรับวิธีนี้ “นี่คือการขาดดุลน้ำมันระดับ 10-12 ล้านบาร์เรลต่อวัน… ซึ่งเป็นเรื่องยากให้ก้าวผ่านไป ไม่มีมาตรการเชิงนโยบายไหนที่จะแก้ไขได้ ไม่มีกลไกใดที่จะชดเชยส่วนที่หายไปนี้ได้”
นั่นคือเหตุผลที่เขาเน้นย้ำไปที่วันที่ 1 เมษายน “หากไม่มีข้อยุติ ไม่มีแผนการ หรือไม่มีแม้แต่ความหวังว่าจะเปิดช่องแคบได้ ไม่ว่าจะด้วยการสะสมกำลังทหารหรืออะไรก็ตามที่กองทัพต้องทำ เมื่อนั้นมันจะกลายเป็นวิกฤตพลังงาน”
คิลดัฟฟ์กล่าวเพิ่ม “ภายในกลางปี คุณจะเห็นการขาดแคลนในอินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ พวกเขาจะเริ่มลดกำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรม และจะต้องเริ่มประหยัดพลังงานเพื่อให้มีไฟฟ้าใช้”
หากจะมีข่าวดีอยู่บ้าง ก็มองว่าในขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลให้ต้องกังวลเกี่ยวกับสหรัฐมากเกินไป แม้ตลาดดีเซลจะเริ่มมีการแย่งชิงและราคากระโดดสูงขึ้น เมื่อเทียบกับน้ำมันดิบหรือเบนซิน แต่อุปทานในระยะสั้นยังคงค่อนข้างเพียงพอ ทว่าภายในสิ้นปี แม้แต่ในสหรัฐ “เราจะต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่… ผมคิดว่าการขาดแคลนจะลุกลามไปถึงแคลิฟอร์เนียภายในตอนนั้น”
เขายังตั้งข้อสังเกตว่า มาตรการนโยบายเพื่อกดราคาหน้าปั๊ม เช่น การงดเก็บภาษีชั่วคราว อาจเป็นมาตรการที่ส่งผลเสียในทางกลับกัน เพราะมันเป็นการสนับสนุนความต้องการ
“ในสถานการณ์เช่นนี้ เราต้องการให้ความต้องการลดลง เพื่อให้ราคามีเสถียรภาพ หรืออาจจะลดลงบ้าง เนื่องจากสถานการณ์นี้สร้างปัญหาอย่างมากต่อผู้บริโภค”
| ข้อมูลตลาดน้ำมันดิบ WTI (พฤษภาคม ’26) | ค่าปัจจุบัน | การเปลี่ยนแปลง |
| ราคาล่าสุด (03:40 น. EDT) | 101.42 | +3.19 (+3.25%) |
ในมุมมองของ Kilduff เหตุผลที่ WTI ยังคงเพดานราคาอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ และ Brent อยู่ในช่วง 105-110 ดอลลาร์ เป็นเพราะ “สถานการณ์นี้อาจคลี่คลายได้ค่อนข้างเร็ว… เรากำลังตรึงราคา เพื่อดูว่าราคาจะพุ่งขึ้นไปอีกขั้นหรือไม่ เพราะถ้าเรื่องนี้ลากยาวเกิน 2 สัปดาห์ เราจะต้องประเมินราคาน้ำมันใหม่ในระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิมมาก”
เศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันได้รับความเสียหายน้อยกว่าในช่วงปี 1970 แม้ราคาน้ำมันจะสูง เนื่องจากมีกำลังการผลิตที่แข็งแกร่งและเศรษฐกิจใช้พลังงานน้อยลง นอกจากนี้สหรัฐยังนำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่จากแคนาดา และได้แหล่งทรัพยากรที่ค้นพบใหม่ จากเวเนซุเอลา อันเหมาะกับโรงกลั่นแถบกัลฟ์โคสต์ “ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะสูงกว่านี้มากหากไม่มีฐานการผลิตของสหรัฐ”
อย่างไรก็ตาม เขาเตือนถึงปัจจัยลบเรื่องแรงกดดันจากเงินเฟ้อตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ราคา 100 ดอลลาร์ อาจกลายเป็น ‘ฐานใหม่’
แม้ว่าวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซจะยุติลง ตลาดก็ยังคาดการณ์ว่าค่าความเสี่ยงจะยังคงอยู่ เนื่องจากชาติอื่น ๆ ในตะวันออกกลางเริ่มระงับการผลิต และสิ่งอำนวยความสะดวกในภูมิภาคได้รับความเสียหาย ซึ่งต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู หากอิหร่านหรืออิสราเอลโจมตีฐานส่งออกน้ำมันเพิ่มเติม คิลดัฟฟ์คาดว่า
“อิหร่านจะใช้อาวุธที่เหลืออยู่โจมตีฐานผลิตน้ำมันในประเทศเพื่อน…ยูเออีอยู่ใกล้และโจมตีได้ง่ายที่สุด นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาทำเช่นนั้น”
หากเปรียบเทียบอิหร่านกับ “คนกำลังจมน้ำ” ที่พยายามจะดึงทุกคนให้จมลงไปด้วย
หากมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของซาอุดีอาระเบีย คูเวต หรืออิรัก ราคาจะกระโดดขึ้นอีก 20 ดอลลาร์ทันที เทรดเดอร์จะอยู่ในโหมด “ซื้อก่อนค่อยถามทีหลัง”
แม้สถานการณ์จะคลี่คลายลง แต่การที่ราคาจะกลับลงไปสู่ระดับ 60-70 ดอลลาร์จะเป็นไปได้ยากขึ้น เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานและสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูง
แต่ในขณะนี้ 2 สัปดาห์ถัดไป คือช่วงเวลาสำคัญที่สุด
“เรากำลังยืนอยู่บนขอบหน้าผาที่ 100 ดอลลาร์จะกลายเป็นฐานใหม่ใน 1 สัปดาห์ หรือ 2 สัปดาห์หน้า หากไม่มีความคืบหน้าในการรักษาความปลอดภัยช่องแคบ ตลาดจะเลิกให้ประโยชน์จากความไว้วางใจ สูญเสียอุปทานจะเริ่มส่งผลกระทบอย่างรุนแรง…ตอนนี้บททดสอบอยู่ที่ตลาด ว่าเราจะผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้ใน 2 สัปดาห์หรือไม่ เรากำลังกลั้นใจรอ เหมือนคนในหนังภัยพิบัติที่กำลังจ้องมองคลื่นยักษ์ที่กำลังซัดเข้ามาหาเราก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงด้วยความเลวร้าย”
ที่มา : Trump’s Deadline for Reopening the Strait of Hormuz : Two Weeks !
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
