ศึกอิหร่านกับ ‘เงินเฟ้อ’ ในสหรัฐ ปัญหาการเมืองของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’

FILE PHOTO: Gas Prices in Washington D.C.
FILE PHOTO: A sticker featuring U.S. President Donald Trump and Elon Musk, at a gas station on Capitol Hill in Washington, D.C., U.S., March 8, 2026. REUTERS/Nathan Howard/File Photo
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

การปิดช่องแคบฮอร์มุซ และความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นไปเกินกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย และผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าน่าจะส่งผลให้เกิดภาวะ “เงินเฟ้อ” พุ่งสูงขึ้นติดตามมาในอีกไม่ช้าไม่นาน เทียบเคียงกับสถานการณ์ใกล้เคียงกันในอดีตในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

ผู้สันทัดกรณีชี้ว่าราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อมากที่สุดคือราคาน้ำมันดีเซล เหตุผลเป็นเพราะสินค้าส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกาลำเลียงไปยังจุดจำหน่ายโดยอาศัยรถบรรทุก จนเห็นได้ชัดว่าในอดีตที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตจนราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูง เงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นตามมาด้วยทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตพลังงานในปี 2008, 2011 หรือในปี 2022 ก็ตามที

นอกจากนั้น ราคาขายปลีกน้ำมันที่พุ่งสูงที่สุดในเวลานี้ในสหรัฐอเมริกาก็เป็นราคาน้ำมันดีเซลอีกด้วย ราคาหน้าปั๊มในนิวยอร์กพุ่งขึ้นถึงแกลลอนละ 4.0752 ดอลลาร์แล้ว คือสูงขึ้นเกือบ 57% ในช่วงระยะเวลาเพียงเดือนเดียวเท่านั้น ทำสถิติกลายเป็นการพุ่งสูงขึ้นรายเดือนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ไปแล้ว ขณะที่ราคาเฉลี่ยทั่วประเทศก็พุ่งขึ้นเป็น 5.099 ดอลลาร์ต่อแกลลอน จากเดิม 3.677 ดอลลาร์ หรือสูงขึ้นพรวดพราด 39% ในช่วงระยะเวลาเพียง 30 วัน

นักวิชาการเชื่อว่าราคาน้ำมันหากยังคงอยู่ในระดับนี้ อัตราเงินเฟ้อต่อปีในสหรัฐอเมริกาน่าจะขยับขึ้นไปอีกเป็นกว่า 8% สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ที่ 2.4% กว่า 3 เท่าตัว

เหตุผลสำคัญก็คือ 70% ของสินค้าทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาเคลื่อนย้ายโดยอาศัยรถบรรทุก ซึ่งใช้ดีเซลเป็นเชื้อเพลิง เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น ค่าขนส่งก็ขยับสูงขึ้นตามไปด้วย และจะสะท้อนออกมาในราคาสินค้า ณ จุดขายในที่สุด ในทุก ๆ กลุ่มสินค้า ทั้งของชำ สินค้าสำเร็จรูป เรื่อยไปจนถึงอุปกรณ์การก่อสร้าง และจะส่งผลให้สินค้าเกษตรแพงขึ้นตามมาหลังสุดในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

Advertisement

ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น 57% จึงเปรียบเสมือนภาษีที่ถูกเรียกเก็บต่อเนื่องกันไปในทุกช่วงของการลำเลียงสินค้า บริษัทผู้ค้าส่งเรียกส่วนต่างเพิ่มจากผู้ค้าปลีก ผู้ค้าปลีกส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค ผลกระทบจากราคาน้ำมันจึงส่งผลกว้างขวางและรวดเร็วมากกว่าที่หลายคนคาดคิด จนสามารถพูดได้ว่า ในสหรัฐอเมริกาไม่สามารถมีสินค้าชนิดใดหลีกหนีจากต้นทุนใหม่ที่เพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น แต่โดยปกติจะกินเวลาระหว่าง 6 ถึง 10 สัปดาห์

FILE PHOTO: Cashier loads a turkey and other groceries for checkout at Walmart Supercenter retail store in North Bergen, New Jersey
FILE PHOTO: A cashier loads a turkey and other groceries for checkout at a Walmart Supercenter retail store in North Bergen, New Jersey, U.S., November 21, 2025. REUTERS/Mike Segar/File Photo

นักสังเกตการณ์เชื่อว่าตลาดสหรัฐอเมริกาพากันคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้ว และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นพรวดพราดในการประกาศครั้งต่อไปในเดือนเมษายนนี้ โดยโพลีมาร์เก็ตเชื่อว่า ในการประกาศอัตราเงินเฟ้อในวันที่ 10 เมษายน เงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาในปี 2026 นี้น่าจะอยู่สูงเกินกว่า 3.4% จากที่เคยอยู่ที่ 2.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ คือกระโดดพรวดเดียว 1% เต็ม ๆ ซึ่งเกิดให้เห็นไม่บ่อยครั้งนักในประวัติศาสตร์

Advertisememt

สำหรับ “โดนัลด์ ทรัมป์” นี่คือปัญหาทางการเมืองอย่างหนึ่ง ซึ่งคาดการณ์ไปไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้าการเลือกตั้งกลางวาระที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ หากราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังคงสูงเกินกว่า 5 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ส่งผลให้สินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้นตามมาด้วย ราคาจัดส่งสินค้าและราคาต้นทุนเชื้อเพลิงสำหรับอุปกรณ์ทำความอบอุ่นให้กับตัวบ้านที่จะแพงขึ้นตามมาภายใน 2 เดือนข้างหน้า มันก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ในทางการเมืองที่เกิดขึ้นผิดจังหวะผิดเวลาอย่างยิ่ง

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเฟดหรือธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาจะตกอยู่ในสภาวะละล้าละลังระหว่าง 2 แนวทางตรงกันข้ามกันคือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งต้องการนโยบายง่าย ๆ แบบหนึ่งกับภาวะวิกฤตพลังงาน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่อาจจำเป็นต้องมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม หลายคนเชื่อว่าเฟดไม่น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในปีนี้ โดยที่คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 9% โดยประมาณ เหมือนกับเมื่อตอนก่อนที่ศึกอิหร่านจะเริ่มต้นขึ้น แต่ความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2026 กลับเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัว โดยน่าจะไปอยู่ที่ 18% จากระดับฐานที่ 8% ก่อนหน้าศึกอิหร่าน

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นความพยายามที่ทรัมป์ทั้งผลักดัน กดดันให้เกิดขึ้นมานับตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งเสียด้วยซ้ำ แต่การปิดช่องแคบฮอร์มุซและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นกลับบีบบังคับเฟดให้ตัดสินใจทำในทางตรงกันข้ามแล้วในเวลานี้ ถือเป็นฝันร้ายในทางการเมืองชัด ๆ อย่างน้อยก็สำหรับเลือกตั้งกลางวาระที่จะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง