ส.ส.ปชป. ถล่มรัฐบาล ซัดวิกฤตพลังงาน ทำลายท่องเที่ยวยับ ลั่น ‘ไม่อยากติดหรู กลัวลุงหนูอยู่ยาว’

‘ศักดิ์สิทธิ์’ ซัดรัฐบาลล้มเหลว ตั้งแต่น้ำท่วมหาดใหญ่ถึงวิกฤตน้ำมัน จนกระทบท่องเที่ยว ยันปชป.เป็นฝ่ายค้านไม่ใช่ฝ่ายค้ำ พร้อมฝากถึงนายกฯ ‘ไม่อยากใช้ชีวิตติดหรู กลัวลุงหนูอยู่ยาว’ ด้าน ‘รัดเกล้า’ ชี้ความเคลื่อนไหวในสมรภูมิโลก ส่งแรงกระเพื่อมถึง จานข้าวในบ้าน ของคนไทยทันที เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย สร้างภูมิคุ้มกันอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติด่วน แนวทางรับมือวิกฤติตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดย นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายถึงมาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน ว่า พี่น้องชาวหาดใหญ่และสงขลาต้องเผชิญกับ เคราะห์ซ้ำกรรมซัด จากการบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาล ตั้งแต่วิกฤตน้ำท่วมที่เงินเยียวยายังได้ไม่ครบ จนมาถึงวิกฤตพลังงานที่รัฐบาลปล่อยให้กลไกตลาดผิดปกติ

นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาน้ำมันขาดแคลนในพื้นที่เกิดจากการที่โรงกลั่นและบริษัทน้ำมันปฏิเสธบัญชี ค้าส่ง ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมและบริษัทขนส่งขนาดใหญ่ต้องหันมาแย่งเติมน้ำมันในปั๊มค้าปลีกเบียดเสียดกับประชาชน อีกทั้งยังมีการลดโควตาน้ำมันตามปั๊มต่างๆ ลงครึ่งหนึ่ง เช่น จาก 10,000 ลิตร เหลือเพียง 5,000 ลิตรต่อวัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการ และในช่วงเทศกาลฮารีรายอที่ผ่านมา ความไม่ชัดเจน และไม่จริงใจในการบอกความจริงเรื่องปัญหาน้ำมันของรัฐบาลไทยส่งผลให้รัฐบาลมาเลเซียต้องประกาศเตือนประชาชนของเขาให้ระวังเรื่องน้ำมันหมดหากจะเดินทางมาเที่ยวหาดใหญ่ ซึ่งกระทบต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างรุนแรง

นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวอีกว่า ตนตำหนิข้อกำหนดที่ห้ามประชาชนนำแกลลอนไปเติมน้ำมันเพราะกลัวการกักตุน ซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่เข้าใจวิถีชีวิตจริง เราไม่สามารถขับเรือไปเติมน้ำมันที่ปั๊มได้ และเรายังไม่มีเรือไฟฟ้าที่ใช้การชาร์จไฟ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถออกไปหาปลาหรือทำมาหากินได้ กระทบกับภาคการเกษตรและประมง

“ยืนยันว่าผมเป็นฝ่ายค้าน ไม่ใช่ฝ่ายค้ำ แต่หากรัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเพื่อประชาชน ผมพร้อมที่จะโหวตสนับสนุน และเดินไปพร้อมกัน แต่ขอเตือนสติรัฐบาลว่าที่ผ่านมามักจะพลิกโอกาสให้เป็นวิกฤต ไม่ใช่พลิกวิกฤตเป็นโอกาส และขอฝากคำเตือนจากคนในพื้นที่ถึงนายกรัฐมนตรีว่า ไม่อยากใช้ชีวิตติดหรู กลัวลุงหนูอยู่ยาว” นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าว

Advertisement

ขณะที่ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายถึงสถานการณ์ วิกฤตราคาพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนไทย ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันของโลกถึง 20–30% ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทุกความเคลื่อนไหวในสมรภูมิโลก ส่งแรงกระเพื่อมมาถึง จานข้าวในบ้าน ของคนไทยทันที เนื่องจากราคาน้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพโดยรวม

นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อวิกฤตราคาน้ำมัน ได้แก่ การขาดกันชน หรือกลไกรองรับความผันผวนของราคา และ การพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ทั้งหมด ซึ่งนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการส่งเสริมไบโอดีเซล B7, B10, B20 ว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่ยังไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาครั้งนี้ แต่ตนเห็นว่าปาล์มน้ำมันควรถูกใช้เป็น กลไกรับแรงกระแทก มากกว่าจะเป็นคำตอบระยะยาวของระบบพลังงาน

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ดังนั้นประเทศไทยต้องหันมาสร้างภูมิคุ้มกันด้านพลังงานตามหลักปรัชญ เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตนขอเสนอ 4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย ได้แก่ 1. ยกระดับสู่ HVO (Hydrotreated Vegetable Oil) พัฒนาเทคโนโลยีไบโอดีเซลขั้นสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าปาล์มน้ำมัน และรองรับเครื่องยนต์สมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. สร้างตลาดรองรับไบโอดีเซล ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์และเครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ให้สามารถใช้ไบโอดีเซลได้อย่างแพร่หลาย 3. กระจายงบสู่พลังงานหมุนเวียน (2W 2S) สนับสนุนพลังงานจากขยะ (Waste), ลม (Wind), แสงอาทิตย์ (Solar) และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และ4. บูรณาการภาคเกษตรและพลังงาน

วางแผนการผลิตพืชพลังงาน (Zoning) และโครงสร้างโรงงานให้สอดคล้องกัน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ สร้างสมดุลระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค และมีการประกันราคาขั้นต่ำที่ยุติธรรมให้เกษตรกร การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงาน เปรียบเสมือนกำแพงเมือง ที่จะปกป้องชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ไม่ให้ต้องผันผวนไปตามความขัดแย้งของโลก” นางรัดเกล้า กล่าว