ทวี จี้ ตั้งกก.อิสระสอบโรงกลั่น ชี้ต้องปรับโครงสร้างพลังงาน ก่อน ปธ.สภาปิดประชุมส่งเรื่องถึง ครม.

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ส.ส.จ.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า ปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องแก้ไขคือ ส่วนต่างราคาน้ำมัน ระหว่างปั๊มที่มีแบรนด์ และไม่มีแบรนด์ (ปั๊มอิสระ) ซึ่งปัจจุบันมีความแตกต่างกันมากจนทำให้ประชาชนแห่ไปเข้าคิวอัดยัดเยียดกันที่ปั๊มแบรนด์ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบกลุ่มผู้ค้าส่งน้ำมัน (Jobber) และกำชับให้ โรงกลั่น เร่งระบายน้ำมันออกมา อย่ากักตุนสินค้าในช่วงวิกฤต

น.ส.กุลวลี กล่าวว่า สำหรับภาคการเกษตร เกิดความเดือดร้อนที่ต้องเผชิญกับราคาพืชผลตกต่ำ ทั้งข้าว มัน อ้อย และมะพร้าว โดยเฉพาะ มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ที่ราคาดิ่งลงเหลือเพียง 2-3 บาทต่อลูก จึงเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือ อาทิ โครงการคูปองปุ๋ยครึ่งราคา เพื่อลดต้นทุนและเป็นน้ำชโลมใจให้เกษตรกร นอกจากนี้ ยังได้ติดตามความคืบหน้าเงินช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวนาปี ปี 68/69 (ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่) ซึ่งในจังหวัดราชบุรีมีเกษตรกรค้างท่อยังไม่ได้รับเงินอีกถึง 7,766 ราย

ส่วนประเด็นค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับขึ้นจากหน่วยละ 3.88 บาท โดยนางสาวกุลวลี ได้ยกกรณี โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่ ต.พิกุลทอง อ.เมือง จ.ราชบุรี ซึ่งเพิ่งหมดสัญญาไปเมื่อ 30 ตุลาคม 2568 โดยระบุว่าโรงไฟฟ้าแห่งนี้มีน้ำมันเตาสำรอง (Reserve) ค้างอยู่ถึง 38 ล้านลิตร

“ดิฉันเคยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง EGAT และ กกพ. มาชี้แจง แต่กลับมีการเตะถ่วงเวลา สลับกันขาดประชุม จนสัญญาหมดลง น้ำมันเตา 38 ล้านลิตรนั้นจะเอาไปขายทิ้งอย่างเดียวหรือ? ทำไมไม่เอามาผลิตกระแสไฟฟ้าในราคาถูกเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน” น.ส.กุลวลี กล่าว

คาดว่ารัฐบาลปัจจุบันจะเร่งนำน้ำมันเตาสำรองดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงที่เกิดวิกฤตนี้

Advertisement

ต่อมา 21.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ อภิปรายว่า รัฐบาลจำเป็นต้องกล้าตั้งคณะกรรมการอิสระที่ประชาชนยอมรับเข้ามาตรวจสอบโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่น

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ในส่วนของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ปัจจุบัน ปตท.มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 40% ขณะที่พีทีจีมี 22% เท่ากับบางจาก และเชลล์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นโครงสร้างตลาดที่รัฐจำเป็นต้องพิจารณาอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ รัฐบาลต้องตั้งหลักในการบริหารประเทศ เนื่องจากน้ำมันถือเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และรัฐธรรมนูญกำหนดให้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นของรัฐ โดยชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “พ่อค้า” ที่มุ่งหวังผลกำไร กับ “ผู้มีวิชาชีพ” ที่ต้องคำนึงถึงศีลธรรมและประโยชน์สาธารณะ

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องกล้าปรับโครงสร้างพลังงาน เนื่องจากปัจจุบันค่าครองชีพสูงขึ้น ขณะที่รายได้ของประชาชนไม่สอดคล้องกับรายจ่าย หากยังไม่ตัดสินใจปฏิรูป และปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัว แม้แต่ผู้ที่อยู่ในสภายังได้รับผลกระทบ

“ประชาชนไม่ได้มีหน้าที่รับใช้รัฐบาลหรือรัฐสภา แต่พวกเราต่างหากที่ต้องรับใช้ประชาชน หากไม่กล้าปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจะยิ่งรุนแรงขึ้น” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นชอบให้ส่งญัตตินี้ส่งต่อครม.ให้พิจารณาต่อไป จากนั้นนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่ประธานในทีประชุมสั่งปิดการประชุม ในเวลา 22.04 น. รวมเวลาอภิปรายญัตติ นาน 10 ชม.

สอบโรงกลั่น