ปชน. อัดรัฐบาลไร้แผน จี้เลิก “คิดไป ทำไป” ชี้ทำวิกฤตน้ำมันบานปลาย

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พรรคประชาชน มีความเห็นต่อ 7 มาตรการบรรเทาผลกระทบของ ศบก. ดังนี้

1. รัฐบาลควรเตรียมพร้อมมาตรการเยียวยาล่วงหน้า ไม่ใช่คิดไปทำไป

สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมาเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว แต่รัฐบาลกลับทยอยออกมาตรการเป็นครั้งคราวแบบกระท่อนกระแท่น แสดงถึงการไม่เตรียมความพร้อมด้านนโยบายและการบริหารประเทศยามวิกฤต รัฐบาลควรประเมินสถานการณ์และวางนโยบายที่คำนึงถึงผลกระทบลูกโซ่ที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มต่างๆ ไว้ล่วงหน้า และสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความตื่นตระหนกของสังคมและความไม่แน่นอนในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ

2. ต้องอธิบายหลักการบริหารจัดการราคาน้ำมันให้สังคมเข้าใจ

หลังสิ้นสุดกรอบเวลา 15 วันของการตรึงราคาน้ำมัน รัฐบาลกลับไม่ได้อธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าจะใช้แนวทางใดในการบริหารจัดการราคาน้ำมันต่อ เมื่อคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน จนทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตรในวันนี้ จึงสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนอีกครั้ง รัฐบาลต้องแสดงความชัดเจนให้ประชาชนเห็นว่าจะใช้หลักการอะไรในการบริหารจัดการราคาน้ำมันต่อจากนี้ จะปล่อยให้ลอยตัวตามราคาตลาดโลกเลยหรือไม่ หรือจะใช้หลักการอุดหนุนแบบขั้นบันได หากใช้แนวทางขั้นบันได มีกรอบตัวเลขแต่ละขั้นอย่างไร เพื่อลดความกังวลของประชาชน

ทั้งนี้ ถึงแม้พรรคประชาชนจะเห็นด้วยในการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเพื่อลดค่าครองชีพและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ แต่รัฐบาลจำเป็นต้องศึกษาความเป็นไปได้ของการดำเนินมาตรการดังกล่าวว่าอยู่ในอำนาจของรัฐบาลรักษาการหรือไม่ และเร่งจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการทางภาษีได้โดยสมบูรณ์ ที่สำคัญคือต้องคำนึงถึงรายได้ของรัฐบาลว่าจะเพียงพอสำหรับปีงบประมาณ 2569 ซึ่งภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอตัวหรือไม่

3. เร่งรัดจัดทำรายละเอียดการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

นอกจากการลดราคาน้ำมันในตลาดสำหรับผู้บริโภคทุกคนแล้ว พรรคประชาชนสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้า “ช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า” สำหรับกลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง หรือกลุ่มที่เป็นต้นน้ำที่จะส่งผลกระทบส่วนอื่นๆ เช่น ภาคขนส่ง รถโดยสารสาธารณะ โดยรัฐบาลสามารถพิจารณาการใช้งบกลาง ในส่วนของรายการเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น ที่มีงบประมาณเหลืออยู่ประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยควรจัดสรรให้ได้สัดส่วนกับความเดือดร้อนของประชาชนแต่ละกลุ่ม และเร่งรัดจัดทำรายละเอียดว่าจะช่วยเหลือแต่ละกลุ่มอย่างไร

Advertisement

4. เหตุใดจึงสอดแทรก คู่สัญญาสัมปทานก่อสร้างภาครัฐ มารับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

การมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร หรือกลุ่มขนส่ง เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในแง่ของความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่เรื่องที่น่ากังขาคือ เหตุใดรัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือ “กลุ่มผู้รับเหมางานก่อสร้างภาครัฐ” ในระดับเดียวกับกลุ่มเปราะบางอื่นๆ ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการในทุกธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ต่างก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ทั้งในเรื่องของต้นทุนวัตถุดิบและการชะลอตัวของกำลังซื้อ

5. การช่วยเกษตรกรผ่านโครงการปุ๋ยธงเขียวแบบที่ทำมาได้ผลเพียง 0.1%

ภาคเกษตรเป็นอีกกลุ่มสำคัญที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง เพราะไทยนำเข้าปุ๋ยปีละประมาณ 500,000 ตัน โดยเป็นปุ๋ยจากตะวันออกกลางถึง 1 ใน 3 ของการนำเข้าปุ๋ยทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แนวทางการแก้ปัญหาที่รัฐบาลมักเลือกใช้เป็นธงนำอย่างโครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” ในทางปฏิบัติพบว่าช่วยเกษตรกรได้ในวงค่อนข้างจำกัด เช่นในปีงบประมาณที่ผ่านมา มีการจำหน่ายปุ๋ยธงเขียวราคาพิเศษจำนวน 5 ล้านกิโลกรัม จากความต้องการใช้ปุ๋ยทั้งประเทศ 5.6 ล้านตัน จึงเข้าถึงเกษตรกรเพียง 0.1% ของความต้องการใช้ทั้งหมด รัฐบาลควรเข้าไปดูแลราคาทั้งห่วงโซ่ปัจจัยการผลิตของภาคเกษตรให้เป็นธรรม ตั้งแต่ต้นทางการนำเข้าจนถึงการจัดจำหน่ายและการเก็บเกี่ยว ไม่ให้เกิดการโก่งราคาหรือกักตุนเพื่อทำกำไรเกินควรระหว่างวิกฤต