
สงครามในตะวันออกกลางล่วงเลยมาจวนจะครบ 1 เดือน ตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ.
แม้ล่าสุดจะมีสัญญาณเจรจาหยุดยิงหลังสหรัฐได้ยื่นเงื่อนไข 15 ข้อ ซึ่งยังไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าจะนำไปสู่การยุติสู้รบหรือไม่
จนถึงขณะนี้ผลกระทบ “วิกฤตพลังงาน” ขยายตัวไปทั่วโลก ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้น
ประเทศในแถบเอเชียซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เหตุพึ่งพาแหล่งน้ำมัน-ก๊าซธรรมชาติ ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่สูง ซึ่งล่าสุดอิหร่านอนุญาตให้เรือเพียงไม่กี่ชาติแล่นผ่านได้เท่านั้น
น่าสนใจว่า หลายประเทศมีมาตรการรับมือกับสถานการณ์ในภาวะวิกฤตกันอย่างไรบ้าง นอกเหนือจากการเร่งจัดหา “น้ำมันและก๊าซ” ให้เพียงพอเพื่อรอรับสถานการณ์ที่ส่อยืดเยื้อออกไปเรื่อยๆ
อย่าง เกาหลีใต้ ประเทศที่ต้องพึ่งพานำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูง โดย 70% ของน้ำมันดิบนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นายอี แจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ออกมาประกาศเมื่อวันก่อน “รณรงค์ให้ชาวเกาหลีช่วยประหยัดพลังงานเพื่อชาติ”
มี 12 ข้อ ที่ประชาชนสามารถช่วยประหยัดพลังงานได้ เช่น ไม่อาบน้ำนาน ชาร์จโทรศัพท์และรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวัน ใช้เครื่องซักผ้าและเครื่องดูดฝุ่นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
ภาคธุรกิจปิดไฟช่วงพักเที่ยงและให้พนักงานขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ รถยนต์หน่วยงานรัฐหยุดวิ่งสัปดาห์ละ 1 วัน
รัฐบาลเกาหลีใต้ยังมีแผนจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมราว 16.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจรวมถึงการแจกคูปองเงินสดให้ประชาชน และการสนับสนุนทางการเงินแก่ภาคธุรกิจ
ฟิลิปปินส์ ชาติในภูมิภาคอาเซียน เป็นประเทศแรกของโลกที่ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติ โดยประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อปกป้องความมั่นคงด้านพลังงาน มีผลบังคับใช้เป็นเวลา 1 ปี
ประกาศดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลมีอำนาจทางกฎหมายในการออกมาตรการเพื่อรับประกันเสถียรภาพด้านพลังงาน และปกป้องเศรษฐกิจของประเทศ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อกำกับดูแลการกระจายเชื้อเพลิง อาหาร ยา และสินค้าจำเป็นอื่นๆ ให้เป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
ประกาศภาวะฉุกเฉินยังให้อำนาจแก่รัฐบาลฟิลิปปินส์ในการจัดซื้อเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่จำเป็น เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอและทันเวลา
ส่วน สิงคโปร์ แนะนำให้ประชาชนและภาคเอกชน ช่วยกันประหยัดไฟ ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน การใช้รถยนต์ไฟฟ้า และปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้สูงขึ้น
ยังมีมาตรการช่วยเหลือครัวเรือนที่มีสิทธิได้รับเงินคืนค่าไฟ สูงสุดราว 14,000 บาท ช่วยลดภาระค่าครองชีพ
โดยก่อนหน้านี้ ตัน ซี เลง รมต.ผู้กำกับดูแลด้านพลังงานและวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ ออกมาแจ้งเตือนว่าค่าไฟจะสูงขึ้นไม่กี่เดือนข้างหน้า ด้วยสงครามที่ยืดเยื้อทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซสูงขึ้น
เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนกับแนวทางการรับมือสู้วิกฤตพลังงานโลก
สำหรับประเทศไทยยังเป็นงานหนักของรัฐบาล ที่จะต้องบริหารจัดการนำพาประเทศฝ่าวิกฤตนี้ไปให้ได้
สิ่งสำคัญนอกเหนือจากการจัดหาพลังงานให้เพียงพอ ไม่ขาดแคลน รวมทั้งออกมาตรการช่วยเหลือลดผลกระทบต่างๆ แล้ว
การรณรงค์ให้คนในชาติร่วมกันประหยัดพลังงานอย่างจริงจังเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จำเป็นในภาวะเช่นนี้




