มุมมอง‘ขนส่ง-ประมง-ท่องเที่ยว’ รับแรงกระแทก ราคาน้ำมันพุ่ง

หมายเหตุ – ความเห็นและข้อเสนอแนะของนักวิชาการและภาคธุรกิจในการมาตรการและแนวทางช่วยเหลือภายหลังคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน เฉพาะดีเซลเพิ่มขึ้นอีก 6 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา

อัทธ์ พิศาลวานิช
นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

กรณีราคาน้ำมันดีเซลก่อนสงครามและหลังสงคราม (บาทต่อลิตร) นั้น พบว่ามีการเลิกตรึงราคาดีเซล 2 ช่วง คือ วันที่ 18 มีนาคม และวันที่ 25 มีนาคม 2569 ราคาดีเซลวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร มีเงินกองทุนอุดหนุนลิตรละ 0.74 บาท ซึ่งอุดหนุนถึงวันที่ 3 มีนาคม และตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม เงินอุดหนุนเพิ่มจาก 3.51 ถึง 26.99 บาทต่อลิตร ในวันที่ 25 มีนาคม ราคาดีเซลมีการตรึงราคาที่ 29.94 และ 33 บาทต่อลิตร มีการยกเลิกราคาที่ 29.94 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม และยกเลิก 33 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ดันวันที่ 26 มีนาคม ราคาขายปลีกเพิ่มอีก 6 บาท

ซึ่งราคาดีเซลเพิ่ม 6 บาท ภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง “เจ็บสุด” เนื่องจากการใช้น้ำมันดีเซลภาคขนส่งมีสัดส่วนการใช้มากสุดประมาณร้อยละ 62 ตามด้วยภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 12 และเกษตรกรรม ร้อยละ 10 เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นอีก 6 บาทต่อลิตร พบว่าได้รับผลกระทบทุกกลุ่มที่ใช้ดีเซล โดยภาคอุตสาหกรรมและขนส่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากสุด ภาคอุตสาหกรรมมีค่าใช้จ่ายต่อวันเพิ่มเฉลี่ย 3,000 บาท และภาคขนส่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นวันละ 1,200 บาท

Advertisement

จำแนกประมาณการสัดส่วนการใช้ดีเซลตามกลุ่มที่ใช้ กลุ่มขนส่ง สัดส่วนร้อยละ 62 กลุ่มเกษตรกรรม สัดส่วนร้อยละ 10 อุตสาหกรรมและบริการ สัดส่วนร้อยละ 12 กลุ่มผลิตไฟฟ้า สัดส่วนร้อยละ 7 กลุ่มคนทั่วไป สัดส่วนร้อยละ 9

“ประเมินผลกระทบ ถ้าถามว่าใครกระทบมากสุดพบว่าขนส่งใช้ดีเซลเฉลี่ย 200 ลิตรต่อวัน ค่าใช้จ่ายเพิ่มต่อวัน 1,200 บาท ค่าใช้จ่ายเพิ่มต่อเดือน 36,000 บาท สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อวันร้อยละ 22.99 เกษตรใช้ดีเซลเฉลี่ย 50 ลิตรต่อวัน ค่าใช้จ่ายเพิ่มต่อวัน 300 บาท ค่าใช้จ่ายเพิ่มต่อเดือน 9,000 บาท สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อวันร้อยละ 5.75 อุตสาหกรรมและบริการใช้ดีเซลเฉลี่ย 500 ลิตรต่อวัน ค่าใช้จ่ายเพิ่มต่อวัน 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายเพิ่มต่อเดือน 90,000 บาท สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อวัน ร้อยละ 57.47 ผลิตไฟฟ้าใช้ดีเซลเฉลี่ย 100 ลิตรต่อวัน ค่าใช้จ่ายเพิ่มต่อวัน 600 บาท ค่าใช้จ่ายเพิ่มต่อเดือน 18,000 บาท สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อวันร้อยละ 11.49 อื่นๆ ใช้ดีเซลเฉลี่ย 20 ลิตรต่อวัน ค่าใช้จ่ายเพิ่มต่อวัน 120 บาท ค่าใช้จ่ายเพิ่มต่อเดือน 3,600 บาท สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อวันร้อยละ 2.3 รวมใช้ดีเซลเฉลี่ย 870 ลิตรต่อวัน ค่าใช้จ่ายเพิ่มต่อวัน 5,220 บาท ค่าใช้จ่ายเพิ่มต่อเดือน 156,600 บาท

ฉะนั้น ดีเซลปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร ส่งผลต่ออุตสาหกรรมและขนส่งที่ต้องเจ็บตัวสุด”

วสุเชษฐ์ โสภณเสถียร
ที่ปรึกษาสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย

ผลกระทบครั้งนี้ รุนแรงต่อภาคขนส่งอย่างแน่นอน เพราะว่าขึ้นมาขนาดนี้ทีเดียว 6 บาท มาอยู่ที่ 38.94 บาทต่อลิตร และภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ราคาน้ำมันปรับขึ้นมารวมทั้งหมดแล้วกว่า 9 บาท ทำให้ต้นทุนเฉพาะค่าน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเกือบร้อยละ 20 หากรวมค่าอะไหล่และค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ค่าต้นทุนรวมจะขยับขึ้นไปกว่าร้อยละ 20 ทันที

“ในส่วนของธุรกิจขนส่ง หากจะปรับราคาค่าบริการขึ้นทันทีในขณะนี้ ย่อมทำได้ยาก เนื่องจากลูกค้าหลายรายมีสัญญาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะกลุ่มรถรับส่งพนักงานทั้งในภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ซึ่งบางสัญญาอาจมีเงื่อนไขปรับราคาแบบขั้นบันได แต่บางส่วนไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างเต็มที่”

หลังจากที่มีการปรับราคาน้ำมัน ทางสมาคมและผู้ประกอบการได้เริ่มการหารือกันและพยายามประคองสถานการณ์ โดยทางสมาคมขอความร่วมมือไม่ให้ผู้ประกอบการหยุดวิ่ง เนื่องจากจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาค่าขนส่ง ยอมรับว่าในเบื้องต้นผู้ประกอบการอาจต้องปรับค่าขนส่งผู้โดยสารขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 20

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เช่ารถเหมา หรือกรุ๊ปทัวร์ ซึ่งอาจชะลอการเดินทางลง เนื่องจากต้นทุนโดยรวมเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่ ทั้งค่าขนส่ง ค่าที่พัก และค่าอาหาร

สำหรับแนวโน้มในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 คาดการณ์ว่าจะไม่คึกคักเท่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อความผันผวนของราคาน้ำมัน แม้กระทรวงคมนาคมจะขอให้ช่วยตรึงราคา แต่เอกชนไม่มีโควต้าน้ำมันราคาล่วงหน้าเหมือนบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)

“วันนี้เอกชนไม่กล้ารับงาน และรถร่วมเองก็ไม่กล้าขายตั๋วล่วงหน้า เพราะไม่รู้ว่าถึงวันสงกรานต์ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นไปเท่าไร ถ้าขายไปแล้ว ไม่สามารถให้บริการได้ตามราคานั้น ก็ผิดระเบียบอีกสถานการณ์ตอนนี้ไปต่อยากมาก รถ 1 คัน เติมน้ำมันอย่างน้อย 300 ลิตร ราคาขึ้น 6 บาท ต้นทุนต่อถังพุ่งขึ้นทันที 1,800-2,000 บาท”

สิ่งที่เอกชนต้องการจากภาครัฐในขณะนี้ คือความชัดเจนและความเชื่อมั่นในการกำหนดนโยบายพลังงาน เนื่องจากการสื่อสารที่เปลี่ยนไปมาในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการจะตรึงราคาไว้ไม่ให้เกินระดับที่กำหนด แต่สุดท้าย กลับปล่อยลอยตัวและปรับขึ้นราคาอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้เกิดปัญหาการกักตุนน้ำมันและสร้างความปั่นป่วนในระบบเศรษฐกิจ และการที่ออกมาบอกว่ามี 3-4 มาตรการช่วยรถประจำทาง แล้วรถไม่ประจำทางจะทำอย่างไร ถ้าบริษัทอยู่ไม่ได้ เจ้าของธุรกิจพังแล้วคนขับจะมีงานทำไหม มาตรการดูแลดูยังไม่ชัดเจน

“ตอนแรกบอกจะตรึงน้ำมัน พอจะลอยตัวก็บอกจะขึ้นไม่เกิน 33 บาท อยู่ๆ อีกวันขึ้น 6 บาท แล้วจะไปเชื่อใครได้ ความชัดเจนจากภาครัฐ ต้องมีว่าจะพาประเทศไปทางไหน ประชาชนจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อรถไฟฟ้า (อีวี) ใหม่ ในเมื่อเงินจะซื้อข้าวกินยังลำบาก”

รวมถึงอยากเสนอให้ภาครัฐเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการหารือและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อให้มาตรการที่ออกมาสอดคล้องกับสถานการณ์จริง และสามารถบรรเทาผลกระทบได้อย่างตรงจุด

มงคล สุขเจริญคณา
ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมประมงสมุทรสงคราม

จากที่มีการประกาศขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน-ดีเซลทันที 6 บาทต่อลิตร ย่อมสร้างความตื่นตระหนกให้กับภาคการประมงเป็นอย่างมากแน่นอน เนื่องจากต้นทุนน้ำมันถือเป็นปัจจัยหลักในการออกเรือ

ก่อนหน้านี้ ทางภาคประมงเคยประเมินว่าราคาน้ำมันดีเซลไม่ควรเกิน 30 บาทต่อลิตร จึงจะสามารถดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืน แม้ในอดีต ช่วงปี 2552 ราคาน้ำมันเคยขึ้นไปแตะระดับ 35 บาทต่อลิตร แต่ในขณะนั้น ราคาสัตว์น้ำขยับตัวสูงขึ้นตามอย่างสมดุล ทำให้ชาวประมงยังพอมีกำไรเหลือบ้างหลังจากหักค่าแรงและค่าใช้จ่าย แต่สถานการณ์ปัจจุบันต่างออกไป แม้ผู้ประกอบการจะพยายามปรับปรุงเครื่องจักรและวิธีการทำประมงเพื่อประหยัดน้ำมันมาโดยตลอด แต่เมื่อราคาพลังงานพุ่งสูงแบบก้าวกระโดดเช่นนี้ การปรับตัวภายในเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และการต้นทุนพลังงานพุ่งขึ้นรวดเร็ว ในขณะที่ราคาสัตว์น้ำยังไม่สามารถปรับขึ้นได้ทันนั้นหากออกเรือไปแล้ว ขายเนื้อสัตว์ทะเลได้ไม่คุ้มทุนน้ำมัน ผู้ประกอบการจำนวนมากอาจจำเป็นต้องตัดสินใจ “จอดเรือ” เพิ่มขึ้น เพื่อลดสภาวะขาดทุน

ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการประมงพยายามปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงเครื่องยนต์และอุปกรณ์เพื่อลดการใช้น้ำมัน จากเดิมใช้น้ำมันวันละประมาณ 2,000 ลิตร ลดลงเหลือราว 1,000 ลิตรต่อวัน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะลดการใช้น้ำมันลงแล้ว ก็ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้บางส่วนอาจต้องใช้วิธีทำบ้าง จอดบ้าง เพื่อลดความเสี่ยงขาดทุน

สำหรับข้อเสนอทางออกของปัญหาดังกล่าว คือ การเสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ โดยอ้างอิงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)ปี 2549 ซึ่งเปิดช่องให้สามารถขออนุญาตนำเข้าน้ำมันได้จากแหล่งที่เพียงพอ ซึ่งหากสามารถนำเข้าน้ำมันมาใช้ในโครงการน้ำมันเขียวสำหรับเรือประมง โดยได้รับการยกเว้นหรือปรับโครงสร้างภาษี จะช่วยให้ต้นทุนน้ำมัน รวมค่าดำเนินการแล้วไม่เกิน 27-28 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับที่ธุรกิจประมงสามารถเดินหน้าต่อไปได้

รัฐบาลไม่จำเป็นต้องปิดกั้น หากต้องการแก้ปัญหาน้ำมันขาดแคลนและราคาแพง ควรเปิดโอกาสให้เอกชนที่มีศักยภาพนำเข้าน้ำมันราคาถูกกว่าโรงกลั่นในประเทศเข้ามาได้ โดยรัฐบาลยังคงได้รับภาษีตามปกติ ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของภาคขนส่งและประมงได้อย่างชัดเจน

“สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ มองว่าราคาน้ำมันอาจยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 6 เดือน จากภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และความผันผวนของตลาดโลก โดยเฉพาะการที่ประเทศไทยไปอ้างอิงราคาน้ำมันจากตลาดสิงคโปร์ที่ปรับตัวสูงผิดปกติ และยืนยันว่าสมาคมประมงจะไม่มีการจัดม็อบปิดถนน หรือสร้างความเดือดร้อน เนื่องจากเข้าใจดีว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้ เป็นปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ได้เกิดจากการบริหารที่ผิดพลาดของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว โดยผมได้เน้นย้ำกับสมาชิกสมาคมทั่วประเทศว่าให้ใช้แนวทางเจรจาและนำเสนอข้อมูลความเดือดร้อนให้รัฐบาลรับทราบอย่างชัดเจนเป็นหลัก”

เชื่อมั่นว่ารัฐบาลยินดีรับฟังปัญหาของภาคประชาชน ในฐานะประชาชนจึงต้องส่งเสียงสะท้อนให้ดัง เพื่อให้เกิดการเตรียมการช่วยเหลือที่ชัดเจน แต่ถ้าหากนำเสนอแนวทางแก้ไขแล้วรัฐบาลยังเพิกเฉย เมื่อนั้น จึงค่อยพิจารณามาตรการกดดันต่อไป

เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์
นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ)

การปรับขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร หลังจากรัฐบาลประกาศว่าจะปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวเพียงไม่นานนั้น ถือว่าส่งผลกระทบต่อภาพรวม โดยเฉพาะราคาสินค้าและบริการที่อาจปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างภาระให้กับประชาชนอย่างชัดเจนมากขึ้น รวมถึงในภาคการท่องเที่ยวที่มีความกังวลมากกว่าเดิม เพราะเดือนเมษายนนี้ ถือเป็นเดือนที่จะมีเทศกาลสำคัญวันสงกรานต์ ซึ่งจะเป็นวันหยุดยาวที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้เดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนา โดยเฉพาะการเดินทางเที่ยวข้ามจังหวัดระยะไกลๆ ที่นิยมออกเดินทางในช่วงสงกรานต์สูงในระดับหนึ่ง

“เมื่อน้ำมันราคาแพงขึ้น คนก็จะคิดแล้วว่าควรออกเดินทางเที่ยวดีหรือไม่ เพราะค่าใช้จ่ายก็จะแพงขึ้น ทำให้สงกรานต์ปีนี้ คนไทยอาจออกเดินทางเที่ยวต่างจังหวัดแบบขับรถยนต์ส่วนตัวน้อยลง แต่หากปรับขึ้นราคาน้ำมันแล้ว สามารถแก้ปัญหาน้ำมันขาดแคลนได้ ตรงนี้ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญกว่า เพราะความเชื่อมั่นจากการหาน้ำมันเติมหน้าปั๊มไม่เพียงพอ เป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบมากกว่า”

รวมถึงตอนนี้ ไม่รู้ว่าจะมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันระลอก 2-3 ตามมาต่อหรือไม่ อยากให้รัฐบาลสื่อสารแผนการดำเนินงานให้ชัดเจน เพราะสุดท้ายเราไม่รู้เลยว่า ราคาน้ำมันจะไปจบที่เท่าไรจริง

การเพิ่มราคามาพรวดเดียว 6 บาท ถือเป็นอัตราที่แม้ยอมรับไม่ได้ ก็ต้องรับให้ได้อยู่ดี เพราะรัฐบาลประกาศเรียบร้อยแล้ว ทำให้ภาคเอกชนก็ต้องปรับตัวในการทำธุรกิจ พยายามให้มีผลกระทบต่อต้นทุนน้อยที่สุด รวมถึงประชาชนที่ต้องปรับตัวเช่นกัน

เพราะตอนนี้ คงเลือกไม่ได้ว่าจะให้ไม่ปรับขึ้น หรือปรับขึ้นน้อยกว่านี้ เพราะรัฐบาลประกาศราคาขึ้นไปแล้ว โดยผลกระทบทางตรงที่เลี่ยงไม่ได้อีกเรื่องเป็นด้านการบิน ราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้นทั้งจากต้นทุนพลังงานเชื้อเพลิง และการบินอ้อมเส้นทางบินเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของสงครามตะวันออกกลาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตลาดตะวันออกกลาง แม้ช่วงเดือนมีนาคมนี้ จะเป็นนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น) ของตะวันออกกลางแล้ว แต่ตลาดระยะไกลอื่นก็กังวลว่า จะมีผลกระทบเพิ่มขึ้นจากการเลี่ยงบินระยะไกลเช่นกัน

ส่วนธุรกิจโรงแรม ความกังวลหลักๆ จะเป็นต้นทุนพลังงานด้านค่าไฟฟ้า อันนี้ก็จะเป็นต้นทุนโดยตรงของโรงแรมทันที และหากมีการปรับขึ้นจะมีผลกระทบทันที เทียบกับส่วนอื่น เพราะต้นทุนสูงที่สุดของโรงแรมเป็นเรื่องของเงินเดือน ค่าไฟ หากค่าไฟฟ้าปรับตามค่าน้ำมันจะกระทบแน่นอน

ส่วนอื่นๆ อาทิ วัตถุดิบประกอบอาหาร โรงแรมน่าจะสามารถบริหารจัดการได้สักระยะ ขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละแห่ง

“มีการตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมา พอน้ำมันยังไม่ขึ้น พบว่าน้ำมันขาดหน้าปั๊ม แต่เมื่อน้ำมันปรับราคาขึ้นแล้ว กลับสามารถมีให้เติมหน้าปั๊มได้เป็นปกติมากขึ้น สะท้อนภาวะที่ผ่านมาเกิดอะไรบางอย่างขึ้นกับปริมาณน้ำมัน ส่วนนี้ต้องยอมรับว่า ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนก็มีข้อสงสัยในการบริหารจัดการ ตอนนี้ต้องมองไปในอนาคตที่รัฐบาลควรบริหารจัดการไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบที่ผ่านมาซ้ำรอยอีก”

ส่วนตัวมองว่า แม้น้ำมันจะขึ้นราคา แต่หากเป็นไปตามกลไกราคาของตลาดโลก และมีปริมาณน้ำมันให้เติมอย่างเพียงพอ ถือว่าดีกว่าการวิ่งตามหา แล้วไม่มีให้เติมเลยมากกว่า เพราะภาวะที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน และการทำธุรกิจ รวมถึงภาคการเกษตรสูงมาก ตอนนี้ทุกคนต้องไปบริหารจัดการตัวเอง ว่าจะทำอย่างไรให้ประหยัดการใช้น้ำมันมากที่สุด

“หากรอบนี้เป็นการขึ้นรอบสุดท้ายได้จะดีที่สุด แต่กังวลว่าอาจมีการปรับขึ้นไป เพราะไม่แน่ใจว่าตอนนี้ที่คุยกันอยู่ ปริมาณน้ำมันสามารถกระจายไปตามแหล่งเติมปกติได้ดีมากน้อยเพียงใด ทั้งหน้าปั๊ม และปั๊มหลอด รวมถึงที่รัฐบาลประกาศว่ามีปริมาณน้ำมันสต๊อกเพียงพอในการใช้งานอีก 90 วัน หรือ 100 วันนั้น ก็ไม่แน่ใจว่าเริ่มนับตั้งแต่ช่วงใด นับผ่านไปแล้วกี่วัน หรือเริ่มนับวันที่ 1 ในช่วงใด จึงอยากให้รัฐบาลรายงานความชัดเจนตรงนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น”