ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา และอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวในงานสัมมนาประชาชาติธุรกิจ “The Long Game เกมธุรกิจฆ่าไม่ตาย” ในหัวข้อ “ทรัมป์ป่วน- AI เปลี่ยน” โดยมีกรุณา บัวคำศรี ผู้ดำเนินรายการ
มองว่าการเมืองโลกมาถึงจุดเปลี่ยน 2 จุด ได้แก่ 1 ) ภูมิรัฐศาสตร์ 2) การแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งย้ำว่าเทคโนโลยีเป็นสินค้าสองทาง (Dual-Use Items) คือ การใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางพลเรือน ซึ่งในที่นี้คือธุรกิจการค้า และทางทหาร และความมั่นคง

สงครามอิหร่าน Long War
ด้านภูมิรัฐศาสตร์ “สงครามยูเครนยังไม่จบ มีคนบอกผมว่า มหาอำนาจทุกฝ่ายไม่อยากให้จบ ซึ่งสงครามยูเครนและอิหร่านคล้ายกัน ตรงที่เหมือนไม่มีใครอยากให้จบ” อาจารย์จุฬาฯกล่าว
เพราะตอนนี้มีการพูดกันในสถาบันคลังสมองในอเมริกา ซึ่งพูดกันในหลายวงเสวนา บอกว่า อเมริกาทนได้มากสุด อเมริกาพอมีความมั่นคงทางพลังงานอยู่ อเมริกาพอทนได้ ส่วนในจีน ก็มีการบอกว่าจีนทนได้มากสุด อึดสุด ซึ่งจีนได้เตรียมการไว้แล้ว สำรองพลังงาน น้ำมันไว้แล้ว
Advertisement
“ทรัมป์อาจทนความเจ็บ ทนราคาพลังงาน เงินเฟ้อได้มากกว่าที่คิด ที่สำคัญในมุมอเมริกา บางคนคิดว่าจีนเจ็บหนักกว่าอีก แต่ในมุมของจีน จีนบอกว่า ดีแล้วให้อเมริกาติดกับดักอยู่ในภูมิภาค ติดกับสงครามที่ไม่มีวันจบ” ดร.อาร์มกล่าว
“สงครามอิหร่านเป็น Long War หรือการสู้รบในระยะยาว ซึ่งการจบหรือไม่จบอาจไม่ได้ขึ้นกับสหรัฐ อาจขึ้นกับอิสราเอล หรืออิหร่าน อย่างในกรณีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านจะเปิดช่องแคบหรือไม่ ซึ่งต้นทุนในการปิดช่องแคบฮอร์มุซด้วยโดรน ทุ่นระเบิดต่ำกว่ามาก แต่ว่าต้นทุนการรบของอเมริกาสูงมากเมื่อเทียบกัน และต่อให้จบแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่า จะไม่กลายเป็นสงครามใต้ดิน หรือสงครามไซเบอร์ต่อไป เพราะฉะนั้นแล้วคือ Long War แต่จะเป็น Long War ในลักษณะไหน” ดร.อาร์มกล่าว
Advertisememt
“กรุณา” จึงสรุปว่า การเชื่อมโยง ภูมิรัฐศาสตร์กับเอไอ ทำให้เกิดสงครามที่ไม่จบและยาว เนื่องจากส่วนหนึ่งมีการใช้เทคโนโลยีที่ทำให้ฝ่ายที่เสียเปรียบรบได้นานขึ้น ยกตัวอย่างในสงครามยูเครนที่ไม่จบเพราะว่ายูเครนใช้เอไอ โดรน
มหาอำนาจงัดข้อ AI-ไทยถูกบีบ
ในประเด็นสหรัฐ-จีน งัดข้อด้าน AI นั้น อาจารย์อาร์มให้ข้อมูลว่า สหรัฐใช้คอนเซปต์ All in AI ทุ่มสุดตัว พัฒนาให้ AI ฉลาดและเก่งที่สุด และจีนใช้คอนเซปต์ AI in All บรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับล่าสุดที่ประกาศอย่างชัดเจนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คือการนำ AI ไปใช้ในทุกเรื่อง ผ่านแอปพลิเคชั่นในทุกเซกเตอร์ธุรกิจ
ด้านความฉลาด เอไออเมริกาอาจเป็นที่หนึ่ง จีนอาจเป็นรองลงมา แต่เอไอจีนฉลาดใกล้เคียงมนุษย์แล้ว นำไปใช้ในทุกวงการ All Sectors, All Fronts ที่จะเปลี่ยนภาคเศรษฐกิจในแผน 5 ปีฉบับใหม่ เรียกว่า “AI Plus” (AI+) initiative
“Software AGI จากฝั่งสหรัฐ ฆ่า White Collar Works … แต่ขณะเดียวกัน Physical AGI จากเมืองจีน หุ่นยนต์ Automated Factory ฆ่า Blue Collar works ซึ่งจะฆ่า SMEs โรงงาน เพราะฉะนั้นวันนี้ เราถูกบีบสองทาง หากเราไม่ปรับตัว” อาจารย์จุฬาฯกล่าว
AI ทหารและความมั่นคง
ความขัดแย้งทางอาวุธหรือสงครามที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งมาจากการแข่งขันกันเหนือกว่าด้านเอไอ ระหว่างสหรัฐกับจีน คำถามคือจะนำไปสู่การปะทะกัน จะทำให้ความขัดแย้งขยายวงหรือกลายเป็นสงครามขนาดใหญ่กว่านี้หรือไม่
อาจารย์อาร์มระบุว่า ประเด็นคือการแข่งขันกันระหว่างอเมริกากับจีน และเอไอไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่เกี่ยวกับการทหารด้วย กล่าวคือสงครามทำให้การประเมินหรือการคาดการณ์ต่างๆเปลี่ยนไป ยกตัวอย่าง สหรัฐสำเร็จหรือไม่สำเร็จในสงครามอิหร่าน มีเดิมพันสูง เพราะในท้ายที่สุดในเมื่ออเมริกาลงทุนขนาดนี้ อาวุธสุดยอดมาก ทำลายอิหร่านเละเทะ แต่เมื่ออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่อเมริกายังไม่รู้ว่าจะเปิดอย่างไร ตกลงเปิดได้หรือไม่ คุ้มครองเรือผ่านได้หรือไม่ ถ้าสุดท้ายทำไม่ได้ และสงครามลากยาว ชัดเจนว่าพละกำลังของสหรัฐมีข้อจำกัดในระดับหนึ่ง
จุดเชื่อมโยงของเทคโนโลยีกับสงครามในขณะนี้ คือ เทคโนโลยีเป็น Dual Use ซึ่งด้านการทหาร เกี่ยวกับ Automated Weapon , Automated Drone ในครั้งนี้ ซึ่งในสงครามอิหร่าน และสงครามยูเครน เป็นสงครามไม่สมมาตร เนื่องจากอิหร่านใช้โดรนราคาถูกแต่อเมริกาต้องใช้ระบบขีปนาวุธแพงกว่าไม่รู้กี่ร้อยเท่า แต่อิหร่านสามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซด้วยโดรน ทุ่นระเบิดที่ต้นทุนถูกกว่ามาก
การแข่งขันด้านเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ในด้านธุรกิจ แต่ส่งผลต่อสงครามด้วยทำให้การประเมินสงครามเปลี่ยนไป
แน่นอนอเมริกาบอมบ์ขีปนาวุธอิหร่านไป 90 % แต่โดรนอิหร่านผลิตเร็วมาก ซึ่งเป็นโจทย์ที่สหรัฐต้องจัดการ หากสหรัฐทำสำเร็จ ก็ชัดเจนเลยว่า ไม่มีใครเทียบแสนยานุภาพอาวุธได้อย่างที่ประกาศ และสามารถลดอิทธิพลจีน (รวมถึงรัสเซีย) ในตะวันออกกลางได้
จีนอยู่ตรงไหนในความขัดแย้ง
“กรุณา” ถามว่า จีนอยู่ตรงไหนในความขัดแย้ง ดร.อาร์มตอบว่า ถ้าอเมริกาทำสำเร็จ เขาตัดพันธมิตรของจีน เขาคุมพลังงานจีน ลดอิทธิพลจีนในตะวันออกกลาง เขาโชว์ศักยภาพการทหาร ด้านจีนมองว่า อเมริกากำลังติดอยู่กับสงครามไม่รู้จบ แทนที่จะมีสมาธิมาสนใจจีน ซึ่งก็จะเหมือนกับยุคอดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช.จูเนียร์ที่พัวพันกับภูมิภาคนั้น ไม่ได้มีเวลามาทุ่มความสนใจที่จะมาแข่งขันกับจีน หากจบสงครามไม่ได้
อเมริกาไม่มีฐานการผลิตอาวุธที่พร้อม เพราะฉะนั้นอาวุธอเมริกาที่ไฮเทคที่สุด สุดยอดที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ว่าใช้หมดและใช้เปลืองด้วย “เพราะอิหร่านใช้โดรนกระจอก แต่อเมริกาต้องใช้อาวุธไอเทคสู้ ทำให้ขณะนี้ปัจจัยการพร่องของอาวุธทำให้หลายฝ่ายกังวล เนื่องจาก อาจมีคนไปอธิบายจีนว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ในการรวมไต้หวันหรือไม่”
(ถ้า) บุกไต้หวัน Tech Shock
“กรุณา” ชวนตั้งคำถามน่าคิด เคสที่เลวร้ายที่สุดในกรณีไต้หวัน จะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจและเอไอ หากจีนตัดสินใจบุกไต้หวัน
“วันนี้กรณีสหรัฐบุกอิหร่านเกิด Energy Shock กรณีไต้หวันจะเป็น Tech Shock คืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีหยุดหมด ดังนั้นวันนี้ยังไม่เกิด แต่หลายคนคาดการณ์ว่า เหมือนกับว่ามันจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นทุกคน Decouple Supply Chain หรือการแยกซัพพลายเชนเพื่อกระจายความเสี่ยง ดังจะเห็นได้จากการวางแผนจะเอาโรงงานชิปไปอเมริกา จีนวางแผนผลิตชิปเอง สะท้อนว่า ว่าเรื่องเหล่านี้เกี่ยวโยงกันหมดเลย” อาจารย์อาร์มกล่าว
สงครามอิหร่านไม่ได้อาศัยการคิดเชิงมีเหตุมีผล (เพราะหากคิดด้วยเหตุผลที่สมเหตุสมผลคงไม่เกิดขึ้น) ทำให้ขณะนี้ทุกคนคิดโดยตรรกะภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐกิจ และตรรกะความมั่นคง และในมุมอเมริกา คือ หนึ่ง มันยืดยาวแค่ไหน จบได้หรือไม่ และชนะหรือไม่ เหล่านี้เดิมพันของสหรัฐสูงมาก หากทำไม่สำเร็จจะส่งผลเชิงบวกต่อยุทธศาสตร์ของจีนมาก
De-dollarisation : Long Game Trend
อาจารย์จุฬาฯเน้นการเปลี่ยนยุค จากยุคปิโตรเลียมไปเป็นยุคไฟฟ้า หากสงครามอิหร่านลากยาว จะทำให้จีนขายโซล่าเซลล์ ขายอีวีได้มากขึ้น เกิดคำถามว่า แผนพลังงานสะอาดของจีนกลับจะได้ผลในช่วงเวลานี้หรือไม่ อเมริกายังต้องการน้ำมัน อเมริกายังต้องการคุมน้ำมัน ซึ่งน้ำมันผูกกับดอลล่าร์ เหล่านี้เชื่อมโยงกันหมดทั้งเรื่องเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์
“กรุณา” ถามว่า การดึงน้ำมันออกจากสกุลเงินดอลล่าร์ แล้วใช้หยวนแทนจะสำเร็จหรือไม่ นักวิชาการจุฬาฯระบุว่า หยวนคงไม่ใช่เงินสกุลหลักของโลกเพราะหยวนไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้อย่างเสรี ดอลล่าร์คงไม่กลายเป็นแบงก์กงเต๊ก เพราะทุกคนมีผลประโยชน์เชื่อมโยงกับดอลล่าร์หมด แต่ De-dollarisation หรือการลดพึ่งพาเงินดอลล่าร์เป็นเทรนด์จริงๆ ที่เป็น Long Game แต่ไม่ใช่การมาแทนที่ดอลล่าร์ อย่างไรก็ดี คนก็จะกระจายความเสี่ยงออกจากดอลล่าร์ ซึ่งเป็นการเผื่อไว้ Just in case เมื่อโลกเผชิญความไม่แน่นอนนั่นเอง