ท่ามกลางตลาดรถยนต์ที่ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ‘Volvo Cars Thailand’ เลือกเดินเกมแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ชัดเจน ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และทิศทางระยะยาว
แม้ยังคงยึดเป้าหมายการเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (BEV) แต่ก็ไม่เร่งตลาดเกินความพร้อม

‘คริส เวลส์’ กรรมการผู้จัดการ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทยและมาเลเซีย สะท้อนว่าปี 2569 จะเป็นปีของการปรับสมดุล ทั้งพอร์ตสินค้า ประสบการณ์ลูกค้า และโครงสร้างธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังเป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายยอดขายที่ตั้งไว้เติบโต 4% สำหรับรถใหม่ และ 5% สำหรับรถมือสอง Volvo Selekt
ไม่เร่งเปิดตัว แต่เน้นปรับระบบโครงสร้าง
สำหรับภาพรวมของกลยุทธ์ Volvo ในปีนี้ ‘คริส’ สะท้อนว่า แบรนด์จะเน้นการจัดโครงสร้างธุรกิจใหม่ให้สอดรับกับพฤติกรรมตลาดที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในช่วงที่ความต้องการของผู้บริโภคยังไม่เสถียร และไม่ได้เร่งดีมานด์ด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่เพียงอย่างเดียว
จุดตั้งต้นของกลยุทธ์นี้คือ การยอมรับว่า “ดีมานด์ไม่ได้พุ่งแบบเดิม” และตลาดไม่ได้ตอบสนองกับการเปิดตัวสินค้าใหม่เร็วเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้นแทนที่จะเร่งปล่อยสินค้าออกมา Volvo เลือกปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้นก่อน ทั้งในแง่ของระบบขับเคลื่อนที่จะถูกอัปเกรดทั้งในกลุ่มรถ BEV และ PHEV โดยเน้นไปที่ระยะทางวิ่ง และประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในอีกด้านหนึ่ง กลยุทธ์การขายยังผูกอยู่กับจังหวะเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยบริษัทประเมินว่าครึ่งปีแรกยังคงเป็นช่วงที่ตลาดตึงตัว ทั้งจากข้อจำกัดด้านสินเชื่อ และความไม่แน่นอนของผู้บริโภค ทำให้การเติบโตในช่วงนี้ยังไม่ชัดเจน
ขณะที่ในครึ่งปีหลัง จะเป็น ‘จังหวะจริง’ ของตลาด เมื่อความเชื่อมั่นเริ่มกลับมา นี่จึงเป็นเหตุผลที่บริษัทวางเป้าการเติบโตทั้งปี แต่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังเป็นหลัก
โดยกลยุทธ์ทั้งหมดนี้ไม่ได้ยืนอยู่บน ‘สินค้า’ เพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมไปถึงโครงสร้างต้นทุน และการดำเนินงานของ Volvo ผ่านแนวคิดความยั่งยืนที่ถูกฝังเข้าไปในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ดีลเลอร์ที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ การใช้วัสดุรีไซเคิล ไปจนถึงการจัดการแบตเตอรี่และชิ้นส่วนหลังการใช้งาน
นอกจากนี้ Volvo ยังขยายเครือข่ายผ่านโมเดล ‘ศูนย์กลางและเครือข่ายย่อย’ (hub and spoke) เพื่อเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ที่ไม่มีโชว์รูมเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งเพิ่มบริการเคลื่อนที่ที่สามารถไปให้บริการถึงที่ลูกค้า โดยแนวคิดนี้เกิดจากอินไซต์สำคัญว่า ประสบการณ์เข้าศูนย์แทบไม่เปลี่ยนมา 30-40 ปี และรถไฟฟ้าเปิดโอกาสให้รูปแบบบริการเปลี่ยนไปได้
รวมทั้งยังมีแผนขยายศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน (Volvo Certified Damage Repair Centre หรือ VCDR) ศูนย์บริการยาง และแคมเปญบริการหลังการขายทั่วประเทศด้วย
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มถึงจุดปรับฐาน
เมื่อถามถึงภาพของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ‘คริส’ ระบุว่า เทรนด์ EV ไม่ได้อยู่ใน ‘ขาขึ้น’ ตลอดเวลา แต่เป็นตลาดที่เริ่มเข้าสู่ช่วงปรับฐานมากขึ้น
ในระดับโลก ความต้องการรถไฟฟ้าเริ่มชะลอลงเล็กน้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Volvo ไม่กำหนดเส้นตายตายตัวสำหรับการเปลี่ยนไปสู่รถไฟฟ้า 100% แม้เป้าหมายจะยังคงเหมือนเดิม นั่นคือการเป็นแบรนด์ BEV เต็มรูปแบบในอนาคต
พูดง่ายๆ คือ ตลาดต้องมาก่อนแผน รถจะถูกเปิดตัวหรือผลักดันเมื่อผู้บริโภคพร้อมจริงๆ ไม่ใช่เพียงเพราะบริษัทต้องการเดินตามโรดแมพ
อย่างไรก็ตาม หากโฟกัสที่ประเทศไทย ภาพกลับต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ ‘คริส’ อธิบายว่า เพราะไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีอัตราการยอมรับรถไฟฟ้าสูงที่สุดในภูมิภาค
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้บริโภคไทยข้ามผ่านช่วงทดลองมาแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน สะท้อนผ่านสัดส่วนยอดขายของ Volvo ที่สูงถึง 82% สำหรับ BEV และ 18% สำหรับ PHEV
แต่ถึงอย่างนั้น Volvo ก็ยังไม่เลือกตัดรุ่น PHEV ออก เนื่องจากรถกลุ่มนี้ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะ ‘ตัวเชื่อม’ สำหรับลูกค้าที่ยังไม่พร้อมเปลี่ยนไปใช้ BEV เต็มตัว ไม่ว่าจะด้วยข้อจำกัดด้านพฤติกรรม การใช้งาน หรือความมั่นใจ
นั่นทำให้พอร์ตสินค้าของ Volvo ถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นมากกว่าการเลือกข้างระหว่าง BEV กับ PHEV อย่างชัดเจน แต่เป็นการเปิดทางเลือกให้สอดคล้องกับความพร้อมของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
ขณะเดียวกัน ‘คริส’ มองว่า โครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์ไฟฟ้าในไทยมีความพร้อมในระดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะเครือข่ายสถานีชาร์จที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งจากภาครัฐและเอกชน
ทว่าการพัฒนาในอนาคตจะไม่ได้เป็นในเชิงปริมาณ แต่เป็นเรื่องของคุณภาพ เช่น ความเร็วในการชาร์จ และความครอบคลุมของพื้นที่ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้การใช้งาน BEV กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น
Volvo EX30 กับการจัดการปัญหาแบตเตอรี่
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือกรณีการเรียกคืนรถ ของ Volvo EX30 จากประเด็นความร้อนของแบตเตอรี่ที่ตรวจพบก่อนหน้านี้
‘คริส’ เลือกสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในสัดส่วนเพียงประมาณ 0.02% ของรถทั่วโลก และในประเทศไทยมีรถที่ได้รับผลกระทบราว 1,668 คัน โดย Volvo ได้ส่งจดหมายแจ้งลูกค้า และดำเนินการเรียกคืนเพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแล้ว
ซึ่งแนวทางแก้ไขคือ การเปลี่ยนแบตเตอรี่ในระดับโมดูล ไม่ใช่ทั้งแพ็ก โดยยังใช้ซัพพลายเออร์เดิม แต่มีการปรับปรุงกระบวนการผลิต
ทั้งนี้ ‘คริส’ แนะนำให้ลูกค้าชาร์จแบตเตอรี่ไม่เกิน 70% ซึ่งยืนยันว่าสามารถตัดความเสี่ยงของปัญหาความร้อนได้ พร้อมทั้งมอบเครดิตค่าไฟสำหรับการชาร์จ
ในภาพรวม ปี 2569 ของ Volvo ไม่ใช่ปีของการเร่งสปีด แต่คือการจัดระเบียบระบบใหม่ ตั้งแต่สินค้า เทคโนโลยี ไปจนถึงบริการ เพื่อให้พร้อมเติบโตในจังหวะที่ตลาดพร้อมจริงๆ และสร้าง ‘ประสบการณ์การเป็นเจ้าของ’ ที่ครบทั้งระบบ มากกว่าการแข่งขันแค่ตัวรถ
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




