อรรถสิทธิ์ พานแก้ว | สงครามอิหร่านเขย่าไทย แกะโจทย์ใหญ่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล

สงครามอิหร่าน – ผลกระทบสงครามอิหร่านสร้างบทท้าทายให้กับรัฐบาลชุดใหม่แต่หน้าเดิมจำนวนไม่น้อยที่จะต้องรับมือและเป็นบททดสอบใหญ่กว่าวิกฤตหลายครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัดส่วนของกระทรวงเศรษฐกิจที่จะต้องแกะ แก้ เงื่อนปมสารพันที่กำลังผูกมัดรัฐบาลอยู่ในขณะนี้

เมื่อถามว่าทำไมสงครามความขัดแย้งข้างนอกถึงได้กระทบต่อเราขนาดนี้ ก็ต้องบอกด้วยความจริงข้อเดียวที่ว่า ช่องแคบฮอร์มุซ คือทางผ่านของน้ำมันดิบเกือบหนึ่งในห้าของโลก เมื่อความตึงเครียดทางทหารพุ่งสูง ราคาพลังงานในตลาดโลกก็ขยับตาม และสำหรับประเทศที่ยังต้องพึ่งพาพลังงานนำเข้าในสัดส่วนมากอย่างไทย ทุกจุดที่น้ำมันราคาปรับขึ้นหนึ่งดอลลาร์คือต้นทุนที่กระจายเข้าไปในทุกเส้นเลือดของระบบเศรษฐกิจและมีผลสำคัญต่องเสถียรภาพของรัฐบาล

ผมเห็นข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่เปิดเผยว่า ภาคไฟฟ้าถือเป็นอุตสาหกรรมที่เปราะบางที่สุดในภาวะนี้ ด้วยสัดส่วนต้นทุนสูงถึง 41% ที่ผูกอยู่กับพลังงานโดยตรง ขณะที่ยางและพลาสติกอยู่ที่ 37% ยางและพลาสติก 37% เคมีภัณฑ์30% ภาคประมง 20% เกษตร 15% โลหะและวัสดุก่อสร้าง 9% โรงแรมร้านอาหาร8% ค้าส่ง-ปลีก 6% เป็นต้น

ทุกอย่างที่กล่าวถึงล้วนแล้วแต่ผกผันตามราคาน้ำมันที่กำลังเป้นปัญหาอยู่ทั้งสิ้น และเป็นโจทย์ใหญ่ให้กระทรวงเศรษฐกิจที่เกี่ยวต้น อย่าง กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน รวมไปถึงกระทรวงท่องเที่ยวฯ ต้องเข้ามาบริหารจัดการผลกระทบที่เกิดและกำลังจะเกิดขึ้นนี้

ในเบื้องแรกกระทรวงการคลังได้เสนอ 7 มาตรการการด้วยการเริ่มต้นพิจารณาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ออกมาในฐานะเครื่องมือที่รัฐสามารถใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอกลไกใดๆ อย่างไรก็ดี โจทย์ที่ต้องคิดให้รอบคอบคือจะลดเท่าไหร่และนานแค่ไหน เพราะการลดมากเกินไปหรือนานเกินไปย่อมกระทบฐานรายได้ของรัฐ ในขณะที่ลดน้อยหรือสั้นเกินไปก็ไม่ช่วยอะไรได้จริง และในภาวะรัฐบาลรักษาการจะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน หรือหากจะรอครม. ใหม่ ก็จะยิ่งโหมไฟความไม่พอใจขึ้นตามไปอีก

Advertisement

สำหรับกลุ่มเปราะบาง ครม. เห็นชอบเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก 300 บาทเป็น 400 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่ภาคขนส่งซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่รับแรงกระแทกโดยตรงจากราคาเชื้อเพลิง ทั้งรถบรรทุก รถโดยสาร และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จะมีกรมขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมเข้ามาดูแลมาตรการนี้โดยเฉพาะ ซึ่งต้องจับตาดูว่ามาตรการที่ออกมาจะเป็นการบรรเทาต้นทุนอย่างตรงจุดหรือเป็นเพียงการประคับประคองชั่วคราว

ในส่วนของภาคเกษตร รัฐบาลเลือกใช้โครงการปุ๋ยธงเขียวพลัส สนับสนุนผ่านส่วนลดค่าปุ๋ย 200 บาทควบคู่กับบัตรดินดี  รวมถึงคูปองปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าส่วนกลุ่มประมงได้รับมาตรการเฉพาะผ่านการส่งเสริมให้ปรับมาใช้น้ำมัน B20 ที่มีต้นทุนต่ำกว่าน้ำมันปกติ 5 ถึง 6 บาทต่อลิตร

กลุ่มผู้รับเหมาและคู่สัญญาภาครัฐที่อาจสะดุดจากปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงจนส่งมอบงานล่าช้า จะได้รับการพิจารณาขยายระยะเวลาตรวจรับงานให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และสุดท้ายกลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดเพราะโครงสร้างกำไรบางและเข้าถึงแหล่งทุนยาก ธนาคารออมสินเตรียม Soft loan วงเงิน 10,000 ล้านบาทเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย

มาตรการทั้งหมดนี้เป็นกลุ่มมาตรการที่รัฐมักใช้ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูง ในปี 65ตอนสถานการณ์การสู้รบระหว่างรัสเซีย – ยูเครน เช่น การออกมาตรการโดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันพยุงราคา มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน มาตรการตรึงราคา LPG  มาตรการการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะกลุ่ม การขอความร่วมมือจากกลุ่มธุรกิจน้ำมัน ซึ่งก็เป็นทำนองเดียวกันที่รัฐบาลกำลังใช้

สำหรับการพยุงราคาครั้งนี้ผ่านกองทุนน้ำมันอย่างที่เห็นรัฐบาลประกาศลอยตัวราคาน้ำมันด้วยเหตุผลที่ว่าหากตรึงราคาต่อไป อาจขาดสภาพคล่องจนไม่สามารถรักษาเสถียรภาพในระยะยาวได้นั้นพอจะเข้าใจได้หากหยิบยกสถานะกองทุนตอนนี้มาดู

แต่สำหรับมาตรการที่เหลือจะบรรเทาได้มากน้อยเพียงใดมิอาจประเมินได้ในชั้นนี้ แต่ผมเชื่อว่า ในทางปฏิบัติจริงคงจะตอบสนองความต้องการและความรู้สึกของพี่น้องประชาชนได้ไม่ทัน ยิ่งหากมองด้วยความได้สัดส่วนเมื่อเทียบกับขนาดของปัญหาที่กำลังขยายตัวอยู่ทุกวันนี้ด้วยแล้วคงยิ่งยากในทางปฏิบัติ

ประเด็นวันนี้คือเรื่องของน้ำมันรัฐมีเครื่องมืออะไรบ้างนอกจากภาษีสรรพสามิต ที่จะเข้ามาช่วยยื้อเวลาปัญหาทางด้านต้นทุนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะภาคสินค้าและบริการ ผมมอง 2 ส่วนคือ ภาษีลาภลอย การจัดการโดยอาศัยอำนาจพรบ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการปี 42

ภาษีลาภลอย: เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข

แนวคิดภาษีลาภลอย เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างไม่คาดคิดและไม่ได้เกิดจากความสามารถของตนเองคือกลุ่มธุรกิจที่มีสต็อกน้ำมันและปิโตรเคมีอยู่ในมือ แต่รายได้พุ่งขึ้นตามราคาตลาดโลก กำไรส่วนเกินที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้มาจากการลงทุนหรือความเสี่ยงเพิ่มเติมนี้เองที่เรียกว่า Windfall Profit หรือลาภลอย สำหรับไทยก็กลุ่ม 6 ธุรกิจโรงกลั่นยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย

แนวคิดการเก็บภาษีลาภลอยไม่ใช่เรื่องใหม่ในเวทีโลก ในปี 2565 สหภาพยุโรป เคยจัดเก็บจากผู้ค้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในอัตราขั้นต่ำร้อยละ 33 ของกำไรส่วนเกิน โดยใช้กำไรเฉลี่ย 4 ปีก่อนหน้า (2561-2565) เป็นฐาน หากกำไรปัจจุบันสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกินร้อยละ 20 ถือเป็นกำไรส่วนเกิน

หรืออินเดียเคยเก็บภาษีสรรพสามิตพิเศษ (Special Additional Excise Duty: SAED) โดยอาศัยอำนาจตาม Finance Act 2002 และ Central Excise Act 1944 แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ภาษีจากการผลิตน้ำมันดิบภายในประเทศภาษีจากการส่งออกน้ำมันเบนซินและดีเซล และภาษีจากการส่งออกน้ำมันเครื่องบินโดยทบทวนอัตราทุก 15 วันตามราคาตลาด ถ้าราคาน้ำมันลดลงจนไม่มีกำไรส่วนเกินก็จะยกเลิกภาษี

หลักการนี้สามารถนำมาปรับใช้ในบริบทไทยได้ โดยการออกมาตรการเก็บภาษีพิเศษชั่วคราวจากกำไรส่วนเกินของบริษัทน้ำมันและปิโตรเคมีที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ แล้วนำรายได้นั้นมาจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชนที่รับภาระต้นทุนสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี ก่อนทำรัฐอาจต้องทบทวนวิธีกำหนดราคาน้ำมันอ้างอิงก่อน เพราะปัจจุบันไทยใช้ราคา CIF จากสิงคโปร์ซึ่งรวมค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ควรเปลี่ยนเป็นราคา FOB หน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ เพื่อให้ราคาสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น พร้อมลดบทบาทของกองทุนน้ำมันจากการ “ตรึงราคา” ไปเป็นการ “ประคองราคา” เพื่อลดความผันผวนทางเศรษฐกิจเท่านั้น และที่สำคัญใช้ภาษีลาภลอยเฉพาะเมื่อมีเหตุผลพอ คือ โรงกลั่นมีกำไรเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของประเทศรุนแรงและมีสาเหตุสำคัญจากราคาน้ำมัน

แม้แนวคิดนี้จะเคยมีมานานแต่ไม่มีใครกล้าออกนโยบายทำนองนี้ออกมาด้วยเหตุผลทางการเมืองสัมพันธ์ไปทางธุรกิจ โดยทำได้แค่ขอความร่วมมือโรงกลั่นบริจาคเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อช่วยเหลือแทน

พาณิชย์ต้องใช้อำนาจพรบ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการปี 42

พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ให้อำนาจคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ไว้อย่างครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ดังนี้

  • ประกาศกำหนดให้สินค้าหรือบริการใดเป็นสินค้าควบคุมตามมาตรา 24
  • การกำหนดราคาซื้อและราคาจำหน่ายโดยตรงตามมาตรา 25(1)
  • การกำหนดอัตรากำไรสูงสุดต่อหน่วยของสินค้าควบคุมตามมาตรา 25(2)
  • การบังคับให้ผู้ประกอบการเปิดเผยต้นทุนและแผนการผลิตตามมาตรา 25(5)
  • การประกาศให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้ซื้อเพื่อจำหน่าย ผู้นำเข้าเพื่อจำหน่ายสินค้าหรือบริการควบคุม แจ้งชื่อ ราคาซื้อ มาตรฐาน คุณภาพ ขนาด ปริมาณ ของสินค้าหรือบริการควบคุมต่อ กกร. ตามมาตรา 26
  • การเรียกบุคคลใดก็ตามมาให้ข้อเท็จจริงคำอธิบาย คำแนะนำ หรือความเห็นตามมาตรา 9(10)

แต่สิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์แถลงต่อสื่อเรื่องการไม่อำนาจนั้นคงจะไม่ถูกนัก ทั้งการออกมาระบุว่ามีอำนาจแค่กำกับให้มีการแสดงราคาจำหน่ายอย่างชัดเจนเท่านั้น เป็นเพียงการระบุอำนาจอำนาจตามมาตรา 28 เพียงมาตราเดียว เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการแสดงราคาสินค้าหรือบริการ ในเรื่องการแสดงราคาสินค้า อย่างเดียวแต่ไม่ได้อธิบายให้ครอบคลุมทั้งหมดของเนื้อหา

ที่สำคัญคือน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซปิโตรเลียมเหลวได้รับการประกาศเป็นสินค้าควบคุมตามมาตรา 24 อยู่แล้ว นั่นหมายความว่า กกร. ไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนประกาศใดๆ เพิ่มเติมอีก แต่สามารถเดินหน้าใช้อำนาจตามมาตรา 25 ได้ทันที ทั้งการกำหนดราคาและการกำหนดเพดานกำไร

และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังนั่งเป็นประธานกกร. โดยตำแหน่งและนั่งเป็นกรรมการใคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. อีกด้วย ขณะที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์นั่งเป็นรองประธาน กกร. และนั่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. ด้วยเช่นกัน

ความเชื่อมโยงเชิงโครงสร้างทั้งหมดนี้ ในความเห็นผมสามารถทำได้เพื่อควบคุมราคาสินค้าและบริการที่เป็นต้นทุนดังกล่าวตั้งแต่น้ำมัน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว ปุ๋ย รวมไปถึงเม็ดพลาสติกที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาล่าสุด โดยควบคุมให้อยุ่ในระดับที่สมดุลเหมาะสมแทนที่จะปล่อยให้ใช้สต็อกเก่า ปรับเพิ่มลอยตัวตามสถานการณ์ไปอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ท้ายที่สุดนี้ผมหวังว่า รัฐบาลจะได้ใช้หยิบยาแรงของเครื่องมือทั้งสองนี้ใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสม ภาษีสรรพสามิตคือเครื่องมือที่เร็วที่สุดและใช้ได้ทันที  ภาษีลาภลอยคือเครื่องมือที่สร้างความเป็นธรรมในการกระจายภาระ แต่ต้องใช้เวลาในการออกกฎหมาย ส่วน พ.ร.บ. ราคาสินค้าและบริการคือเครื่องมือที่ใช้ดูแลปลายทางและป้องกันการฉวยโอกาส แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังไม่ให้บิดเบือนกลไกตลาดจนเกิดผลเสียข้างเคียงที่แก้ยากกว่าปัญหาเดิม

ความสำเร็จในการรับมือวิกฤตครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การเลือกเครื่องมือที่ดีที่สุดเพียงชิ้นเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบการใช้เครื่องมือทั้งหมดอย่างประสานกัน ให้ถูกเวลา ถูกกลุ่มเป้าหมาย และถูกขนาด เพราะวิกฤตที่ซับซ้อนไม่เคยมีคำตอบเดียวในการแก้ไขปัญหา