ขึ้นน้ำมันลิตรละ 6 บาท รัฐแก้เกมเร่ง ‘เยียวยา’

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

สถานการณ์พลังงานของประเทศ มาถึงจุดล่อแหลม

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. มีมติลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและเบนซิน เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด ปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. เป็นต้นไป

สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง น้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง

ส่งผลต่อสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงวันละ 2,592 ล้านบาท หรือประมาณ 80,344 ล้านบาทต่อเดือน

จำเป็นต้องปรับลดภาระเพื่อให้กองทุนมีสภาพคล่องในการรักษาเสถียรภาพราคาในระยะยาว รองรับความผันผวนด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกได้

Advertisement

นอกจากปัจจัยด้านต้นทุนแล้ว การปรับขึ้นราคายังมุ่งเน้นการสร้างสมดุลราคาในภูมิภาค เพราะปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลจาก 32.40 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ขึ้นไปแตะระดับ 39.54 บาทต่อลิตรแล้ว

การคงราคาในประเทศให้ต่ำเกินไป กลายเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ และกักตุนเพื่อเก็งกำไร การขยับราคาช่วยลดปัญหาและป้องกันไม่ให้น้ำมันรั่วไหลไปยังกลุ่มผู้หาประโยชน์โดยมิชอบ

Advertisememt

รัฐบาลได้เตรียมมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพของประชาชนให้น้อยที่สุด

และวันที่ 26 มีนาคม ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน และ นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ร่วมกันแถลงข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ

ภาพรวมคือรับทราบมาตรการช่วยเหลือประชาชน และเตรียมปรับตัวในเชิงของการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ และวิกฤตพลังงานของโลก

นายกฯได้มอบหมายให้รัฐมนตรี และปลัดกระทรวงเตรียมมาตรการดูแลแม้ว่าอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ใช้กลไกกฎหมายที่ทำได้ หากมีข้อจำกัดให้คณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยพิจารณา เพื่อให้ดำเนินการได้

ครม.นัดพิเศษเห็นว่า ราคาพลังงานขึ้นไปสูงมาก ต้องใช้กองทุนน้ำมันฯเข้ามาช่วยเต็มที่ และลดภาษีสรรพสามิตเข้ามาช่วยเพิ่ม แต่ถ้าขาลงมาเมื่อไหร่ ก็ต้องลดราคาให้กับประชาชนด้วย

ในการแถลง ระบุถึงข้อจำกัดของรัฐบาลที่ยังไม่ใช่รัฐบาลอำนาจเต็ม ต้องขออนุญาตจาก กกต. หลายเรื่องต้องรอรัฐบาลใหม่ หรือทำไปก่อน แล้วแก้ไขให้ถูกต้อง

มีการกำชับให้เข้มงวดมาตรการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะการดูงานต่างประเทศให้ยกเลิก ถ้าเป็นการประชุมสามารถเดินทางได้ การใช้ไฟหรือแอร์ต่าง ๆ ได้กำชับให้ข้าราชการไปปฏิบัติตาม

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ให้ความเห็นชอบมาตรการที่กระทรวงการคลังเสนอ 7 เรื่อง คือ

1.ให้กระทรวงคลังพิจารณาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต 2.ดูแลกลุ่มเปราะบาง ใช้กลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มวงเงินให้อีก 100 บาท เท่ากับ 400 บาทต่อเดือนต่อคน

3.กลุ่มขนส่งที่ได้รับผลกระทบทั้งรถบรรทุก รถโดยสาร และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 4.การช่วยเหลือภาคเกษตรกร เรื่องปุ๋ย ควบคู่ไปกับบัตรดินดี เพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกร 5.ช่วยเหลือกลุ่มประมง โดยใช้น้ำมัน บี 20 ที่ต้นทุนต่ำกว่าน้ำมันปกติ 5-6 บาท

6.กลุ่มคู่สัญญากับภาครัฐ ทั้งภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มก่อสร้าง อาจไม่มีน้ำมันทำให้ส่งมอบงานล่าช้า จะขยายระยะเวลาตรวจรับที่เหมาะสม โดยค่าปรับยังอยู่ แต่ดูให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และ 7.มาตรการช่วยเหลือกลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี กระทรวงการคลัง โดยธนาคารออมสินเตรียมซอฟต์โลนไว้ที่ 10,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง

เมื่อถามว่า เงินกลุ่มเปราะบางที่เพิ่ม 100 บาท ใช้งบฯเท่าไหร่ และภาษีสรรพสามิตที่จะลดลง จะมีผลกระทบขนาดไหน นายลวรณกล่าวว่า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น มีผู้ถือบัตรอยู่ 13.3 ล้านคน ฉะนั้นคนละ 100 บาท ก็จะเป็นเงิน 1,300 ล้านบาทเศษ ต้องขอใช้งบฯกลาง

ส่วนภาษีสรรพสามิตขึ้นอยู่ว่าจะปรับลดลงเท่าไหร่ กรมสรรพสามิตต้องไปดูในรายละเอียด

นโยบายลดการชดเชย ที่ทำให้น้ำมันขึ้นราคาลิตรละ 6 บาท แต่รัฐบาลแก้เกมอย่างรวดเร็วด้วยมาตรการต่าง ๆ

จะช่วยเหลือได้แค่ไหนอย่างไร ต้องติดตาม

เป็นส่วนหนึ่งของการฝ่ามรสุมลูกแรก ๆ ของรัฐบาล

และผลจากวิกฤตน้ำมัน คงไม่หมดสิ้นเพียงแค่นี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง