โรงเรียนที่ดีต้องช่วยให้เด็ก “เข้าใจตัวเอง” เปิดมุมมอง ‘D-PREP’ เมื่อการเรียนรู้ไม่หยุดอยู่แค่ในห้องเรียน

ปกติแล้ว คนเราเลือก ‘โรงเรียน’ ให้ลูกจากอะไร?

บ่อยครั้ง คำตอบสำหรับคำถามนี้คงหนีไม่พ้นมาตรฐานวิชาการที่แข็งแกร่ง หรืออัตราการสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำใช่ไหมล่ะ?

แต่สำหรับ ‘D-PREP International School’ โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอเมริกันในกรุงเทพมหานคร คำถามเหล่านั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง 

การศึกษาที่สมบูรณ์ต้องสอนทั้งวิชาการและทักษะการใช้ชีวิต

‘คุณเลดี้-ดิษยะศริน ตะเวทิกุล’ ผู้อำนวยการ D-PREP International School เผยว่า โรงเรียนที่ดีต้องช่วยให้เด็ก “เข้าใจตัวเอง” ก่อนจะเข้าใจโลก เพราะเยาวชนแต่ละคนมีจังหวะและแบบแผนการเรียนรู้ที่ต่างกัน

เช่น บางคนอาจโดดเด่นเรื่องวิชาการ ขณะที่บางคนมีพรสวรรค์ด้านศิลปะหรือความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งบทบาทของโรงเรียนคือการเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้สำรวจตนเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นโรงงานผลิตให้ทุกคนออกมาเหมือนกัน

ในมุมมองของ ‘D-PREP’ การศึกษาที่สมบูรณ์จึงเป็นการศึกษาที่ให้ความสำคัญทั้งด้าน Academic Excellence ซึ่งเป็นรากฐานของความรู้และการคิดวิเคราะห์ กับ Life Skills ที่ช่วยให้เด็กอยู่ในสังคมได้อย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมเข้าใจผู้อื่น

ที่ D-PREP เองก็มีการสอนทักษะชีวิตเข้าไปด้วย โดยบูรณาการเข้าไปในทุกระดับชั้นและทุกวันของการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ

นอกจากนี้ D-PREP ยังปลูกฝังแนวคิดแบบ ‘Lifelong Learning’ เพื่อให้เด็กๆ รู้ว่าการเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่เป็นกระบวนการที่ดำเนินไปตลอดชีพ

ดังนั้น การเลือกโรงเรียนจึงไม่ใช่แค่การเลือกสถานที่ แต่คือการเลือกสภาพแวดล้อมที่ลูกจะใช้เวลาเติบโตในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของชีวิตด้วย

โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอเมริกันที่ตอบโจทย์พัฒนาการของเด็กแต่ละวัย

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในคำถามที่ผู้ปกครองมักสงสัยเกี่ยวกับโรงเรียนนานาชาติคือ ‘หลักสูตรอเมริกัน’ นั้นต่างจากหลักสูตรอื่นๆ อย่างไร?

D-PREP เผยว่า สาเหตุที่เลือกใช้หลักสูตรอเมริกัน เป็นเพราะมาตรฐานวิชาการที่แข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งสิ่งที่ทำให้ที่นี่แตกต่างจากที่อื่นคือวิธีการเรียนการสอนที่ถูกปรับให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กๆ แต่ละช่วงวัย โดย

  1. Early Years (ปฐมวัย): เรียนรู้ผ่านการสำรวจ ตามแนวคิดของ Reggio Emilia

ในระดับปฐมวัย D-PREP ได้แรงบันดาลใจมาจากแนวคิดของ ‘Reggio Emilia’ นักปรัชญาการศึกษาปฐมวัยชื่อดัง ผู้เชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพและความอยากรู้อยากเห็นที่พร้อมสำรวจโลกอยู่แล้ว

โรงเรียนจึงควรสร้างพื้นที่ให้เด็กวัยนี้ได้ค้นหาคำตอบด้วยตนเอง โดยมีคุณครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้เท่านั้น ซึ่งในห้องเรียนระดับปฐมวัยของ D-PREP ก็ไม่ใช่แค่ห้องสี่เหลี่ยมที่มีโต๊ะเรียงเป็นแถว แต่มีพื้นที่มากมายสำหรับนักสำรวจตัวจิ๋ว อาทิ 

  • Light Studio หรือห้อง Exploration Center ที่มีธีมต่างๆ โดยเด็กๆ สามารถเล่นกับแสง และวัตถุต่างๆ ในห้อง
  • Mud Kitchen ครัวจำลองกลางแจ้งที่ให้นักเรียนได้เล่นกับดิน น้ำ และวัสดุธรรมชาติ
  • Water Play Area พื้นที่ทดลองการไหลของน้ำและวิทยาศาสตร์ผ่านการเล่น
  1. Primary School (ประถมศึกษา): สอนให้เรียนรู้เป็น ไม่ใช่แค่รู้เนื้อหา ผ่านการผสานหลักสูตร IB PYP กับ Common Core

‘Ms. Maricar Dorego’ รองผู้อำนวยการและหัวหน้าระดับปฐมวัยและประถมศึกษา อธิบายว่า D-PREP ไม่ได้มุ่งสอนเด็กว่า “ต้องเรียนอะไร” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสอนให้พวกเขาเข้าใจด้วยว่า “จะเรียนรู้อย่างไร”

ด้วยเหตุนี้ เมื่อก้าวสู่ระดับประถม D-PREP จึงนำกรอบหลักสูตร ‘IB PYP’ (International Baccalaureate Primary Years Program) ที่เน้นการตั้งคำถาม ค้นคว้า และเชื่อมโยงความรู้กับโลกความเป็นจริง ผสานเข้ากับมาตรฐาน ‘Common Core’ ที่ไม่เน้นการท่องจำ แต่ให้ความสำคัญกับความเข้าใจเชิงลึก ไปจนถึงการประยุกต์ใช้

นอกจากนี้ นักเรียนชั้นประถมที่ D-PREP ยังมีเวลาในการพัฒนาทักษะชีวิต ผ่าน ‘Mood Meter’ เครื่องมือที่ช่วยทำเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง ควบคู่ไปกับการทำงานกิจกรรมต่างๆ ที่เสริมสร้างสุขภาพใจให้เด็กๆ

  1. Middle School (มัธยมศึกษาตอนต้น): Expeditionary Learning หรือการเรียนรู้ข้ามศาสตร์

สำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนต้น D-PREP น้อมนำแนวคิด ‘Expeditionary Learning’ หรือ ‘การเรียนรู้ข้ามศาสตร์’ ซึ่งหมายถึงการเชื่อมหลายวิชาผ่านหัวข้อหรือประเด็นสำคัญมาไว้ด้วยกัน เพื่อให้นักเรียนมองเห็นความสัมพันธ์ของการเรียนรู้ในภาพรวม และเข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงที่ต้องอาศัยมุมมองจากหลากหลายสาขา

ขณะเดียวกัน เมื่อถึงชั้น Grade 8 นักเรียนจะเริ่มเรียน ‘Pre-AP Courses’ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเรียนวิชา AP (Advanced Placement) ในระดับมัธยมปลาย ผ่านการเตรียมทักษะ การอ่านเชิงวิเคราะห์ การเขียนวิชาการ และการคิดเชิงตรรกะ

  1. High School (มัธยมศึกษาตอนปลาย): เตรียมพร้อมเข้าสู่มหาวิทยาลัยอย่างเต็มระบบด้วย AP Courses และ College Counseling

ในช่วงเวลานี้ นักเรียนจะเริ่มศึกษาวิชา AP แล้ว ซึ่งเป็นหลักสูตรระดับมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนในระดับมัธยมปลาย และสามารถนำหน่วยกิตไปใช้ต่อในระดับปริญญาตรีได้ โดยมี ‘Dr. David Fitzgerald’ หัวหน้าระดับมัธยมศึกษาเป็นคนลงมือสอนด้วยตนเอง

Dr. Fitzgerald มองว่า เป้าหมายที่แท้จริงในการเรียน AP ไม่ใช่คะแนน แต่คือการสร้างความพากเพียร และเรียนรู้วิธีการเรียนต่างหาก

โดยกระบวนการเตรียมเข้ามหาวิทยาลัยของ D-PREP จะเริ่มตั้งแต่ Grade 9 ผ่านการวางแผนการศึกษาส่วนตัวที่นำเสนอต่อผู้ปกครองและกรรมการโรงเรียน แล้วจึงมาเริ่มลงสนามจริงผ่านการฝึกงานใน Grade 10 ตามด้วยการทำงานกับ ‘College Counseling’ ทีมที่ปรึกษาอย่างเข้มข้นในระดับชั้น Grade 11-12 ควบคู่ไปกับการทำพอร์ตโฟลิโอ

สภาพแวดล้อมที่ตอบโจทย์ พร้อมปั้นผู้นำยุคใหม่ให้กับสังคม

ขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ก็สำคัญ และ D-PREP ได้ออกแบบโรงเรียนมาเพื่อตอบสนองพัฒนาการของเด็กแต่ละวัยโดยเฉพาะ ประกอบด้วย

  • Primary Campus (แคมปัสระดับประถมศึกษา) ที่ถูกออกแบบจากหลักการที่ว่า “สภาพแวดล้อมคือคุณครูคนที่สาม” ซึ่งเด็กๆ สามารถใช้พื้นที่ทุกส่วนในการทำงานร่วมกัน สำรวจความเห็น หรือใช้ไอเดียสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ โดยคุณครูมีหน้าที่ในการใช้พื้นที่เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับชั้นเรียน
  • Secondary Campus (แคมปัสระดับมัธยมศึกษา) ที่ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์การเรียนรู้และการพัฒนาของนักเรียนระดับมัธยมอย่างแท้จริง พร้อมรองรับกิจกรรมหลากหลาย จนได้รับรางวัล Most Innovative Campus 2024 จากองค์กร TheAsianParents

นอกจากนี้ D-PREP ยังมีหลักสูตรที่เรียกว่า ‘Leadership & Character Curriculum’ โดย Dr. Fitzgerald กล่าวว่า การเป็นผู้นำไม่ใช่การมีตำแหน่ง แต่คือการรู้จักตัวเอง รู้จุดแข็ง และรู้ที่จะใช้ความสามารถนั้นเพื่อสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นต่างหาก

D-PREP จึงเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกบทบาทการเป็นผู้นำผ่านโครงสร้างที่ชัดเจน เช่น Student Council หรือสภานักเรียน, Honor Council สำหรับการส่งเสริมคุณธรรม, Wellness Council สำหรับการดูแลสุขภาวะ, Service Council สำหรับกิจกรรมเพื่อสังคม และ Student Ambassadors ตัวแทนโรงเรียนในการทำกิจกรรมต่างๆ

ที่สำคัญ Ms. Dorego ยังเน้นย้ำถึงความปลอดภัยทางอารมณ์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการเรียนรู้ เพราะเชื่อว่า หากเด็กๆ สามารถทำผิดพลาดได้โดยไม่ถูกตัดสิน พวกเขาก็จะเริ่มเปิดใจสำรวจความคิดเห็นของตนเองอย่างกล้าหาญและต่อเนื่อง

และเพื่อให้นักเรียนทุกคนได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด D-PREP จึงมีระบบ ‘Advisor’ หรือครูที่ปรึกษา 1 คนต่อนักเรียน 12 คน โดยทำหน้าที่ติดตามทั้งด้านวิชาการ ภาระงาน ไปจนถึงสุขภาวะ

เพราะสุดท้ายแล้ว หากเด็กได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมีโอกาสพัฒนาภาวะผู้นำผ่านประสบการณ์จริง การเรียนรู้จะไม่จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่ติดตัวพวกเขาไปตลอดชีวิต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา