
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กภายหลังการแถลงข่าวของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในเวที Meet the Press “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ว่า เห็น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ออกรายการกรรมกรข่าว และวันนี้ นายกฯอนุทิน แถลง พูดตรงกันว่าขอให้ประชาชนหยุดตื่นตระหนก อย่ากักตุนน้ำมัน เพราะเดิมน้ำมันดีเซลในไทยมีปริมาณการใช้วันละ 67 ล้านลิตร ตอนนี้พุ่งไปถึง 85 ล้านลิตร ขอเพียงน้ำมันกลับมามียอดใช้ 67 ล้านลิตรเท่าเดิม เราจะผ่านวิกฤติไปได้ รัฐบาลจะไม่ต้องใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันมากเกินไป มีเงินเหลือมาใช้เยียวยาประชาชน
คำถามคือท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าปริมาณการใช้น้ำมันที่ขึ้นจาก 67 เป็น 85 ล้านลิตรต่อวัน เกิดจากประชาชนกักตุน หรือที่ นายพิพัฒน์ เรียกว่า “อย่าดูถูกพลังกองทัพมด” เรากำลังถูกหลอกให้มองข้ามการกักตุนของรายใหญ่ และที่สำคัญคือการลักลอบนำน้ำมันไปขายในประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ เพราะแม้น้ำมันจะแพงขึ้นเกือบ 10 บาท แต่ก็ยังถูกกว่าเพื่อนบ้านถึง 10-20 บาท เป็นช่องทางทำกำไรมหาศาล
การบอกให้ประชาชนเลิกตื่นตระหนก หยุดกักตุน ไปจนถึงประหยัดพลังงาน คือการหลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหาลักลอบขนน้ำมันออกนอกประเทศ และการกักตุนเพื่อทำกำไรของรายใหญ่หรือไม่
นายพิพัฒน์เองยอมรับว่าที่ผ่านมาไม่มีการติดตาม GPS รถขนน้ำมันแบบ real-time ทั้งที่สามารถทำได้ ทำให้ไม่ทราบว่ามีการกักตุนหรือลักลอบขนออกหรือไม่ อันที่จริงรัฐบาลรู้อยู่แก่ใจว่าที่น้ำมันไม่พอ เพราะการอุดหนุนราคาจนถูกกว่าเพื่อนบ้านเยอะ ทำให้น้ำมันรั่วออกทางชายแดนไม่หยุด จึงต้องรีบขึ้นราคาน้ำมันพรวดพราดจนคนไทยเดือดร้อนกันทั้งประเทศ แต่วันนี้ที่นายกฯ ออกมาแถลงยืดยาว กลับไม่กล้าพูดถึงปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา
การบริหารวิกฤต ต้องเริ่มต้นจากการพูดความจริง ให้ข้อมูลที่ชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และแก้ปัญหาให้ถูกจุด
การบอกให้ประชาชนหยุดกักตุน และประหยัดน้ำมัน จะไม่ช่วยแก้ปัญหา เพราะตราบใดที่ราคาน้ำมันยังถูกกว่าเพื่อนบ้านหลัก 10 บาท การลักลอบขนน้ำมันออกก็จะไม่หยุด และประชาชนก็จะยิ่งเดือดร้อนทวีคูณเมื่อพบว่าประหยัดแล้วแต่น้ำมันก็ยังแพง ค่าครองชีพแพง ตามด้วยค่าไฟแพง ซึ่งจะเป็นระเบิดเวลาลูกถัดไปในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยที่รัฐบาลก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะบริหารค่าไฟอย่างไร





