กต. ยังเร่งช่วย 3 ลูกเรือ มยุรีนารี ย้ำสถานการณ์ ตอ.กลาง ยังรุนแรง-ส่อขยายวงกว้างขึ้น

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารสถานการณ์ตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงภาพรวมประจำวัน โดย นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กรณีการเดินเรือขนส่งของไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้น ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงไปแล้วว่าทางกระทรวงฯกำลังประสานงานกับฝ่ายอิหร่าน อย่างต่อเนื่องและใกล้ชิดเพื่อให้เรือพาณิชย์ไทยสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยต่อไป โดยมีเรือที่สามารถเดินทางออกมาสำเร็จแล้วบ้าง แต่ยังคงต้องพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่อไปอย่างเป็นระบบเพื่อช่วยเหลือลำอื่นๆ ที่ตกค้างอยู่

นายปาณิดลกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีลูกเรือ 3 คนบนเรือบรรทุกสินค้ามยุรี นารีนั้น ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ได้มีหนังสือไปถึงรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ขอให้เร่งช่วยเหลือลูกเรือทั้ง 3 คน โดยกระทรวงการต่างประเทศจะแจ้งความคืบหน้าทันทีที่ได้รับข้อมูลเพิ่มเติม

นายปาณิดลกล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังคงมีความรุนแรงและอาจขยายวงกว้างขึ้นจากกรณีกลุ่มฮูตีในเยเมนเริ่มโจมตีอิสราเอล ขณะที่การโจมตีตอบโต้ระหว่างคู่ขัดแย้งหลักและการโจมตีที่มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับก็ยังคงดำเนินต่อไป รวมถึงโรงงานเหล็กขนาดใหญ่ของอิหร่านที่ต้องหยุดการผลิต หลังจากถูกอิสราเอลโจมตี มีรายงานด้วยว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านได้ประกาศห้ามการขนส่งสินค้าเข้าออกจากท่าเรือของพันธมิตรสหรัฐ อิสราเอล และย้ำถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งชาติมุสลิมประกอบไปด้วย ปากีสถาน ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และอียิปต์ จะประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่กรุงอิสลามาบัด ปากีสถาน ระหว่างวันที่ 29-30 มีนาคมนี้ เพื่อหาทางลดความตึงเครียดในภูมิภาค

นายปาณิดลกล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันประธานาธิบดีสหรัฐ รวมทั้งผู้แทนพิเศษประจำวันกลางของสหรัฐเปิดเผยว่า มีสัญญาณเชิงบวกและมีความเป็นไปได้ที่จะพบกับฝ่ายอิหร่านภายในสัปดาห์นี้ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า สหรัฐฯใกล้บรรลุเป้าหมายและอาจยุติการปฏิบัติการได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ยังไม่มีการตอบรับอย่างเป็นทางการจากฝ่ายอิหร่าน ดังนั้นในภาพรวมสถานการณ์ยังคงมีความเปราะบางความคืบหน้าของการเจรจายังมีความไม่แน่นอน และอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในพื้นที่ได้ตลอดเวลา กระทรวงการต่างประเทศขอย้ำให้คนไทยพิจารณาออกนอกพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากช่องทางต่างๆ อย่างเคร่งครัด รวมทั้งลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อของท่านกับสถานกงสุล และเอกอัครราชทูตสถานกงสุลใหญ่ในประเทศด้วย

นายปาณิดลกล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าของการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่และการดำเนินการด้านอื่นที่เกี่ยวข้องในกรณีของกาตาร์ ซึ่งเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ได้หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ โดยได้ขอบคุณกาตาร์สำหรับการดูแลคนไทย และการอำนวยความสะดวกให้คนไทยเดินทางกลับประเทศอย่างปลอดภัย โดยฝ่ายกาตาร์ได้ย้ำถึงความสำคัญต่อการให้ความช่วยเหลือ และดูแลคนไทยในกาตาร์ด้วย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แสดงความห่วงกังวลต่อสถานการณ์พร้อมแสดงจุดยืนที่หวังจะให้สถานการณ์สิ้นสุดลงโดยเร็ว โดยผ่านการดำเนินการทางการทูต สำหรับอิหร่านคนไทยอีกจำนวน 8 คนที่ออกจากอิหร่านผ่านตุรกีได้เดินทางถึงประเทศไทยเรียบร้อยแล้วเช้าวันนี้

Advertisement

นายปาณิดลกล่าวว่า ส่วนกรณีของอิสราเอลสถานเอกอัครราชทูตณกรุงเทลอาวีฟ ขอย้ำแจ้งเตือนการแอบอ้างของมิจฉาชีพ ว่าเป็นเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต หลอกให้โอนเงินค่าดำเนินการกลับประเทศไทย โดยย้ำว่าสถานเอกอัครราชทูตไม่มีนโยบายให้โอนเงินค่าธรรมเนียมในการกลับประเทศไทยแต่อย่างใด นอกจากนี้ ทางการอิสราเอลยังได้ประกาศปิดน่านฟ้าจนถึงวันที่ 16 เมษายน โดยทุกสายการบินต่างชาติระงับการให้การบริการจะมีเฉพาะสายการบินแอลอาร์ และอาเชียร์ที่ยังทำการบินมายังประเทศไทย แต่ไม่ใช่เที่ยวบินที่ให้บริการตามกำหนดเวลาปกติและอาจถูกยกเลิกกะทันหันได้ตามความจำเป็นในพื้นที่ ดังนั้นหากคนไทยมีความจำเป็น จะต้องเดินทางออกจากอิสราเอลอย่างเร่งด่วนขอให้ติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ เทลอาวีฟ เพื่ออำนวยความสะดวกผ่านผ่านช่องทางอื่นต่อไป

นายปาณิดลกล่าวว่า ส่วนสถานการณ์การบินของบาห์เรนประกาศเที่ยวบินและเส้นทางการบินถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 ขอให้ทุกท่านติดตามสถานการณ์จากช่องทางทางการเพื่อประเมิน สถานการณ์ความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งปฏิบัติตามข้อแนะนำของทางการโดยเคร่งครัดและผู้ที่ประสงค์จะเดินทางออกจากภูมิภาคขอให้ติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบผ่านช่องทางทางการเท่านั้น และนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์คนไทยที่ได้รับการช่วยเหลือเพื่อให้เดินทางออกจากพื้นที่ในตะวันออกกลางมายังประเทศไทยหรือไปประเทศที่ 3 รวมทั้งสิ้น 1,514 คน