
องค์การนิรโทษกรรมสากล(แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล) ได้ออกมาเตือนแฟนบอลจากทั่วโลกที่จะเข้าไปเชียร์การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้าย ว่าอาจจะต้องเผชิญกับการโจมตีด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งในสหรัฐอเมริกา, แคนาดา, เม็กซิโก สามประเทศเจ้าภาพร่วม ซึ่งจะแข่งระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม
แอมเนสตี้ระบุว่า ถึงแม้ว่าสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ(ฟีฟ่า) จะยืนยันว่า ฟุตบอลโลก 2026 ยินดีต้อนรับทุกคน แต่เหตุการณ์ภายใน 3 ประเทศในปัจจุบัน มีข้อจำกัดที่เข้มงวดต่อเสรีภาพในการแสดงออกและการประท้วงโดยสงบ จกาปัญหาต่างๆ โดยสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันถึง 78 นัดจากทั้งหมด 104 นัด คือจุดที่แอมเนสตี้กังวลมากที่สุด โดยเน้นไปที่นโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่เลือกปฏิบัติ รวมถึงการกักขังมวลชนและการจับกุมโดยพลการโดยเจ้าหน้าที่สวมหน้ากากและติดอาวุธ ส่วนในเม็กซิโก มีรายงานว่ามีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงกว่า 100,000 นาย รวมถึงกองทัพ เพื่อตอบโต้เหตุรุนแรงที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ที่ออกมาประท้วงในประเทศ ขณะที่แคนาดา มีรายงานอ้างถึงกรณีที่ทางการโตรอนโตสั่งปิดศูนย์พักพิงคลายหนาว สำหรับคนไร้บ้าน เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวถูกจองล่วงหน้าเพื่อใช้ในกิจกรรมของฟีฟ่า
ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยกับ “ดิ แอธเลติค” ว่า เรากำลังพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้มั่นใจว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะปลอดภัยและประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความมั่นคงเป็นอันดับแรกภายใต้คณะทำงานของทำเนียบขาว จะเฝ้าระวังเหตุการณ์ทั่วโลกและปรับเปลี่ยนมาตรการรักษาความปลอดภัยตามความเหมาะสม
สตีฟ ค็อกเบิร์น หนึ่งในคณะกรรมการของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เนรเทศผู้คนไปมากกว่า 500,000 คนในปี 2025 ซึ่งเกือบจะเป็น 8 เท่าของจำนวนผู้ชมที่จะเข้าชมนัดชิงชนะเลิศใน เมทไลฟ์ สเตเดียม นโยบายเหล่านี้สร้างบรรยากาศแห่งความกลัวไปทั่วสหรัฐฯ และจะส่งผลกระทบต่อแฟนบอลที่ต้องการมาร่วมเฉลิมฉลองฟุตบอลโลก นอกจากนี้ เมืองเจ้าภาพอย่างดัลลัส, ฮุสตัน และไมอามี ยังได้ลงนามในข้อตกลงที่ให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทำงานร่วมกับตำรวจท้องถิ่น ซึ่งแอมเนสตี้มองว่าจะนำไปสู่การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติได้
นอกจากนั้นมีรายงานว่าแฟนบอลจากบางประเทศต้องวางเงินประกันสูงถึง 15,000 ดอลลาร์ (540,000 บาท) เพื่อให้ได้รับวีซ่านักท่องเที่ยวเข้าสหรัฐฯ โดยนโยบายนี้ส่งผลกระทบต่อ 50 ประเทศ ซึ่งในจำนวนนั้นมี 5 ประเทศที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก ได้แก่ แอลจีเรีย, เคปเวิร์ด, เซเนกัล, ไอวอรีโคสต์, ตูนิเซีย




