เปิดสูตรลับ 3 แบรนด์ดัง Dior, Tao Bin และ GON member ทำการตลาดออนไลน์ ด้วยโซลูชันบน LINE

จะครองใจผู้บริโภคบนโลกออนไลน์สมัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกแล้ว เพราะพฤติกรรมคนก็เปลี่ยนเร็ว สื่อก็เยอะขึ้นมาก แถมต้นทุนในการทำการตลาดปรับขึ้นตลอด จะชนะใจคนในสนามนี้ไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้

จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม หลาย ๆ แบรนด์เลือกใช้ช่องทางที่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของคนไทยอย่าง LINE เพื่อสื่อสารกับลูกค้า

อย่างที่จะเห็นได้จากเคสของแบรนด์ชื่อดังไม่ว่าจะเป็น Christian Dior, Tao Bin และ GON member (สมาชิกของร้านบาร์บีคิวพลาซ่า) ที่สามารถนำโซลูชันจาก LINE ไปช่วยเชื่อมสะพานระหว่างแบรนด์กับลูกค้าของแบรนด์ได้อย่างน่าสนใจ

จนถึงขั้นได้รับรางวัลกลุ่ม Top Achievement จากงาน LINE Thailand Awards 2025 จากการตัดสินของกรรมการที่เป็นตัวจริงในแวดวงการตลาดดิจิทัลของไทย

โดยรางวัลกลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 3 รางวัล ได้แก่

  • Best Branding and Creative ด้านการสร้างแบรนด์และความคิดสร้างสรรค์
  • Best Data and Performance Marketing ด้านการใช้ดาต้า
  • Best Innovative Tech ด้านนวัตกรรม 

ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีว่าโซลูชัน 1 อย่าง สามารถเอาไปใช้งานได้ในหลากหลายแง่มุม

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแคมเปญที่สร้างสรรค์ การนำข้อมูลมาใช้ในการทำตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ หรือนำมาใช้เพื่อสร้างการดำเนินธุรกิจอย่างมีนวัตกรรม

แล้วแต่ละแบรนด์นำโซลูชันจาก LINE ไปปรับใช้กับธุรกิจของตัวเองอย่างไร? เดี๋ยว Brand Inside จะเจาะลึกให้ดูทีละแบรนด์

Christian Dior: แบรนด์หรูที่อยากออกแคมเปญสร้างสรรค์เพื่อเชื่อมต่อกับลูกค้ามากขึ้น

Christian Dior ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์หรูระดับโลกสามารถคว้ารางวัลได้จากการนำ LINE มาใช้ทำแคมเปญอย่างสร้างสรรค์

Christian Dior ตั้งต้นจากการเปิดคอนเซปต์สโตร์ Dior Gold House ที่เพลินจิต มองเผิน ๆ แล้วเรื่องนี้ไม่น่าจะส่งผลอะไรกับการเชื่อมต่อกับลูกค้าในโลกออนไลน์ แต่แบรนด์ทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นได้ด้วยโซลูชันของ LINE ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายคือยอดผู้ติดตามบน LINE OA เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 179%

สิ่งที่แบรนด์ทำคือการทำแคมเปญโดยใช้วิธีการแบบ LINE-First Approach คือการออก Sponsored Stickers ที่นำตัวละครแก๊ง LINE FRIENDS มาสวมชุดไฮแฟชั่นของ Dior ที่หรูหราแต่เข้าถึงง่ายขยายฐานการรับรู้สู่ผู้บริโภคยุคใหม่แบบไม่ลดทอนภาพจำของแบรนด์

และจุดที่สร้างสรรค์ก็คือ แบรนด์เลือกที่จะเปิดตัว Secret Stickers ที่ให้สิทธิ์ดาวน์โหลดเฉพาะลูกค้าหน้าร้าน เชื่อมโยงผู้ติดตามในโลกออนไลน์ให้มาหน้าร้านมากขึ้น สร้าง Foot Traffic และ Engagement ไปพร้อม ๆ กัน

ทั้งหมดนี้สื่อให้เห็นว่า ถ้าเลือกวิธีการได้อย่างถูกต้องแล้วแบรนด์หรูก็สามารถสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้โดยไม่ลดทอนภาพจำของแบรนด์ตัวเอง

Tao Bin: ยืนหนึ่งเรื่องการนำข้อมูลมาใช้สื่อสารกับลูกค้า

พูดถึงการตลาดออนไลน์ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่พูดถึง ‘ข้อมูล’ เพราะสิ่งนี้คือเชื้อเพลิงที่คอยขับเคลื่อนให้แบรนด์เข้าใจลูกค้าได้อย่างแท้จริง

และกรณีศึกษาที่น่าสนใจในประเด็นนี้ก็คือ Tao Bin ธุรกิจตู้ขายเครื่องดื่มที่คว้ารางวัล Best Data and Performance Marketing ได้สำเร็จ

จุดได้เปรียบของ Tao Bin คือการมี Physical Touchpoint เป็นตู้จำหน่ายเครื่องดื่มถึง 8,000 จุดทั่วประเทศ สามารถเข้าใจชีวิตประจำวันของลูกค้าที่เกิดขึ้นใน ‘โลกจริง’ ได้ จึงสามารถส่งข้อความสื่อสารกับผู้ซื้อแต่ละคนได้ตรงจุด

แล้ว Tao Bin ทำงานกับข้อมูลยังไงบ้าง? คำตอบมีอยู่ 2 เรื่อง

หนึ่ง ใช้ LINE Login เชื่อมโยงบัญชีสมาชิกเข้ากับ LINE OA เพื่อเก็บข้อมูล First-party Data ทั้งเพศ อายุ และประวัติการซื้อไว้ ก็จะสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์สร้าง Personalized Promotion เพื่อสื่อสารผ่าน Personalized Message ออกไป

สอง ใช้ LINE Official Notification (LON) อำนวยความสะดวกให้ลูกค้า ส่งข้อความแจ้งเตือนการชำระเงินและคะแนนสะสมแบบเรียลไทม์ตั้งแต่สั่งสินค้าหน้าตู้

จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเพื่อนบน LINE OA ของ Tao Bin ถึงมีมากถึง 2.8 ล้านคน (โต 42%) แถมอัตราการเปิดอ่านข้อความสูงกว่าการส่งข้อความแบบแมสถึง 3 เท่า จากการเก็บข้อมูลและใช้ประโยชน์ LINE Solutions ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

GON member: ปฏิวัติหน้าร้าน Bar B Q Plaza ให้เป็นดิจิทัลครบวงจร

อีกหนึ่งเคสที่น่าสนใจคือ GON member ที่ได้รางวัล Best Innovative Tech จากการนำ LINE OA มาใช้ในธุรกิจได้อย่างน่าสนใจ สามารถเปลี่ยนหน้าร้านให้กลายเป็นดิจิทัลได้อย่างลงตัวและครบวงจร

สิ่งที่ GON member ทำคือการสร้าง Seamless Customer Journey บน LINE OA ได้ตั้งแต่เข้าคิวจนถึงออกจากร้านได้แบบลงตัว

โดยลูกค้าสามารถจองคิวล่วงหน้าและเช็กสถานะคิวแบบเรียลไทม์ ระบบจะนำเสนอสาขาร้านที่ใกล้พร้อมจำนวนคิวที่มีให้รับทราบ พร้อมให้ปรับเปลี่ยนการจองได้ทันใจ แชร์ข้อมูลการจองอัปเดตให้เพื่อนได้ง่าย ๆ ผ่าน LINE พร้อมระบบแจ้งเตือนให้เมื่อใกล้ถึงคิว

เมื่อมาถึงร้านก็สามารถเช็กอินพร้อมสั่งอาหารได้ทันทีผ่าน QR Ordering ไม่ต้องล็อกอินให้วุ่นวาย ระบบจะมีการนำเสนอโปรโมชั่นตามข้อมูลสมาชิก Gon Member ที่เหมาะสมให้ มาหลายคนก็แยกกันกดสั่งได้ ระบบจะรวมศูนย์แบบเรียลไทม์ให้ว่ามีการสั่งอะไรกันแล้วบ้าง

เมื่อทานเสร็จ ก็สามารถชำระเงินได้ด้วยตนเองได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย โดยระบบจะสรุปโปรโมชัน คูปองหรือ voucher ส่วนลดที่ใช้ให้ตรวจสอบก่อนชำระเงิน

ไม่เพียงแค่นั้น Gon Member ยังมีการนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์เพื่อสื่อสารออกแบบโปรโมชันที่ตรงใจลูกค้าในระยะยาวด้วยเช่นกัน

ผลลัพธ์ก็คือ Bar B Q Plaza สามารถลดเวลาในการรออาหารที่หน้าร้านลงได้ถึง 46% และลดระยะเวลาจ่ายเงินได้กว่า 87% เพิ่ม Conversion Rate 2 เท่า และช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าใหม่ในสาขาที่ใช้ระบบนี้ให้สูงกว่าสาขาทั่วไปถึง 57%

สรุป

กรณีศึกษาที่ Brand Inside นำมาเล่าให้ฟังทั้ง 3 เคส แสดงให้เห็นว่าธุรกิจสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ได้ในหลากหลายเรื่องมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานสายสร้างสรรค์ งานด้านข้อมูล ไปจนถึงการดำเนินงานของธุรกิจ

และจุดร่วมที่จะเห็นได้จากทุกเคสก็คือการมีข้อมูลที่มากเพียงพอ และสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างตรงจุด ผ่านการผสานกลยุทธ์ ดาต้า และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง ซึ่งโซลูชันของ LINE ที่สามารถช่วยเหลือแบรนด์ในเรื่องนี้ได้ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในการสร้างจุดเปลี่ยนให้กับการทำการตลาดออนไลน์ให้กับธุรกิจได้จริง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา