เกาหลีใต้ เล็งขยายมาตรการจำกัดการขับขี่รถทั่วปท. หากราคาน้ำมันถีบตัวแรงถึง 120 ดอลล์

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณาขยายมาตรการจำกัดการขับขี่รถไปยังประชาชนทั่วไป หากราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นอีก เนื่องจากทางการต้องการควบคุมความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศท่ามกลางการเผชิญภาวะขาดแคลนอุปทานด้านเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่าน

นายคู ยุนชอล รัฐมนตรีคลังของเกาหลีใต้ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์(29 มี.ค.)ว่า รัฐบาลอาจขยายข้อจำกัดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลออกไปนอกเหนือจากหน่วยงานภาครัฐ หากราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 100-110 ดอลลาร์

หากมีการขยายมาตรการไปสู่ประชาชนทั้งหมด นโยบายนี้จะเป็นการจำกัดการขับขี่รถยนต์ทั่วประเทศเป็นครั้งแรกของเกาหลีใต้ นับตั้งแต่สงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1991 ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดระบบหมุนเวียนรถยนต์ทุก 10 วันเพื่อประหยัดพลังงาน

“หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเลวร้ายลง การแจ้งเตือนวิกฤตจะต้องยกระดับขึ้นสู่ระดับ ‘เตือนภัย’ และในจุดนั้นเราจำเป็นต้องจำกัดการบริโภค” นายคูกล่าว โดยอ้างถึงการยกระดับขึ้นสู่ระดับที่ 3 จากทั้งหมด 4 ระดับของระบบแจ้งเตือนวิกฤตความมั่นคงด้านทรัพยากรของประเทศ อีกทั้งยังกล่าวว่า รัฐบาลอาจพิจารณาลดภาษีน้ำมันเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาภาระของภาคครัวเรือน

กระทรวงการคลังเกาหลีใต้ยังแถลงในวันจันทร์(30 มี.ค.)ว่า การจำกัดการขับขี่ภาคบังคับสำหรับภาคเอกชนยังคงต้องพิจารณาต่อไป โดยระบุว่าทางการจะพิจารณาถึงสถานการณ์ด้านพลังงานและปัจจัยทางเศรษฐกิจในวงกว้างก่อนที่จะดำเนินการใดๆ

Advertisement

ทั้งนี้ เกาหลีใต้นำเข้าน้ำมันดิบราว 70% จากตะวันออกกลาง ทำให้ประเทศมีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานและการผันผวนของราคาอย่างรุนแรงอันเนื่องมาจากความตึงเครียดในภูมิภาค

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลเกาหลีใต้ได้บังคับใช้ระบบหมุนเวียนยานพาหนะ 5 วันสำหรับภาครัฐ โดยจำกัดการใช้ยานพาหนะตามหมายเลขทะเบียนรถ

ขณะที่นายคิม ซองฮวาน รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน กล่าวในปลายสัปดาห์ก่อนว่า กำลังพิจารณามาตรการควบคุมความต้องการใช้พลังงานที่เข้มงวดมากขึ้น หากระดับการเตือนภัยเพิ่มสูงขึ้นอีก ซึ่งรวมถึงการขยายขอบเขตการบังคับใช้มาตรการจำกัดการขับขี่รถ พร้อมทั้งสนับสนุนให้บริษัทเอกชนและภาคการเงินเข้าร่วมโดยสมัครใจ ซึ่งกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ เช่น ซัมซุงอิเลคทรอนิคส์ และ เอสเค กรุ๊ป ได้เข้าร่วมในความพยายามนี้ โดยกระตุ้นให้พนักงานลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและใช้มาตรการประหยัดน้ำมัน