‘กรณ์-พีระพันธุ์’ ค้านรัฐเล็งใช้กองทุนน้ำมันอุ้ม ชี้ผลักภาระประชาชน

กรณ์-พีระพันธุ์

กรณ์ จาติกวณิช-พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ค้านรัฐเล็งใช้กองทุนน้ำมันอุ้มราคา ชี้เป็นการผลักภาระให้ประชาชน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ในฐานะประธานศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เผยในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ โดยช่วงหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับประเด็นการไม่ลดภาษีสรรพสามิต

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ความคิดเห็นของแต่ละฝ่ายอาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ผมได้ใช้เวลาพิจารณาเรื่องนี้มาหลายวัน และเชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีเหตุผลในมุมของตนเองเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในมุมมองส่วนตัวเห็นว่าไม่ควรลดภาษีสรรพสามิต แต่ควรใช้วิธีกู้เงินเข้ากองทุนเพื่อมาช่วยอุดหนุนแทน เพราะการลดภาษีสรรพสามิตจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้โดยตรง

เช่น หากลดลงปีละ 50,000 ล้านบาท รายได้ส่วนนี้จะหายไปทันที และจะส่งผลต่อการจัดทำงบประมาณในปีถัดไป ซึ่งอาจทำให้รายได้ไม่เป็นไปตามเป้า และท้ายที่สุดรัฐก็อาจต้องกู้เงินเพิ่ม กลายเป็นภาระหนี้สาธารณะที่ไม่สามารถเรียกคืนได้

ขณะที่การอุดหนุนผ่านกองทุน แม้จะต้องกู้เงินมาใช้ในช่วงแรก แต่กองทุนมีลักษณะขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในอดีตเคยขาดดุลถึงกว่า 120,000-130,000 ล้านบาท ก่อนจะกลับมาเป็นบวกประมาณ 2,500 ล้านบาท ในช่วงก่อนเกิดวิกฤต ดังนั้น เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ กองทุนก็สามารถทยอยดึงเงินกลับคืนได้

Advertisement

“การที่เรายอมไปกู้มาให้กองทุนเข้าไปอุดหนุน แต่สุดท้ายเมื่อเข้าภาวะปกติ มันก็ค่อย ๆ ดูดเงินจากตลาดกลับมาคืนกองทุน แต่มันจะไม่กระทบกับรายได้ของประเทศไทยเรา” นายพิพัฒน์กล่าว

นายพิพัฒน์กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวจะไม่กระทบต่อรายได้ของประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการจัดทำงบประมาณ เพราะหากรายได้ลดลง แต่ยังต้องตั้งงบประมาณให้ได้ตามเป้า รัฐก็จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มอยู่ดี โดยปัจจุบันรัฐบาลก็มีการกู้เงินปีละหลายแสนล้านบาทอยู่แล้ว ทั้งนี้ เขาระบุว่าความคิดเห็นในเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

Advertisememt

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถามว่า ที่พูดคือความเห็นรัฐบาลหรือยัง นายพิพัฒน์ตอบว่า “ความเห็นส่วนตัว ผมก็จะนำเสนอไปในที่ประชุม”

นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การลดภาษีสรรพสามิตภาระจะตกอยู่กับรัฐบาล ซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการรายจ่ายให้เหมาะสม ขณะที่แนวทางคงภาษีสรรพสามิต แต่ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาชดเชย จะทำให้ภาระตกอยู่กับประชาชน“

ตอนนี้กองทุนชดเชยหรือกองทุนน้ำมันก็ชดเชยอยู่แล้วไม่ใช่น้อยเลย ซึ่งก็เป็นภาระของประชาชนอยู่แล้ว อันนี้เข้าใจได้ แต่ว่าในส่วนของรัฐบาลควรที่จะต้องแบกรับภาระบ้างด้วย” นายกรณ์กล่าว

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ข้อเสนอของตนเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว แต่รัฐบาลเขาก็ประกาศออกมาแล้ว โดยปรับลดราคาในอัตรา 1 บาท

นายกรณ์กล่าวว่า “พูดง่าย ๆ คือรัฐบาลมีเงินใช้เท่าเดิม แล้วผลักภาระไปยังกองทุนน้ำมัน ก็หมายถึงผลักภาระไปที่ประชาชน เป็นผู้ต้องชดใช้คืนในอนาคต ผมมองว่ามันเป็นวิธีคิดที่มันไม่แฟร์กับประชาชน”

ด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีต รมว.พลังงาน กล่าวเสริมว่า วันนี้ประชาชนกำลังเดือดร้อน ผมคิดว่าวันนี้รัฐบาลและโรงกลั่นต้องยอมเดือดร้อนไปกับประชาชน ง่าย ๆ แค่นี้ แต่ถ้าคุณจะบอกว่าขณะนี้แม้ประชาชนจะเดือดร้อน แต่รัฐบาลและโรงกลั่นขอไม่เดือดร้อนไปกับคุณด้วยอันนี้ประชาชนรับไม่ได้

นายพิพัฒน์กล่าวว่า โรงกลั่นไม่ใช่รัฐบาล เพราะถ้าพูดเหมาอย่างนี้ก็กลายเป็นว่ารัฐบาลเอาเปรียบประชาชน มันไม่ได้ การพูดมันต้องชัด โรงกลั่นเขามีสิทธิในการจะให้หรือไม่ให้ก็ได้ ถ้าเขาไม่ให้เราก็เอาภาษีลาภลอยมาอัดก็คือเรื่องปกติ แต่มันเป็นกระบวนการที่ต้องทำไปทีละขั้นตอน ไม่ใช่เรานึกอยาก “อันนั้นผมคิดว่าเราต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง ทุกสิ่งทุกอย่างยึดกลับมา เพราะว่าอะไรคุณจะโยนบาปให้รัฐบาลรับอย่างเดียวมันไม่ใช่”

นายกรณ์กล่าวว่า ตรงกันข้ามท่านกำลังบอกว่าผู้รับคนเดียวควรจะเป็นประชาชนโดยปริยาย ท่านไม่ได้ใช้คำพูดแบบนั้น แต่โดยปริยายท่านบอกว่า “ค่าน้ำมันที่สูงขึ้นคนรับภาระอยู่ฝ่ายเดียว ณ วันนี้คือประชาชน” โรงกลั่นเขากำไรเพิ่มขึ้นจากค่าการกลั่น จากสต๊อกน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลเก็บภาษีเท่าเดิม ณ วันนี้ยังไม่ได้ลดเลย

ฉะนั้น ความหมายชัดเจนคือผู้รับภาระฝ่ายเดียวคือประชาชน สิ่งที่พวกเรากำลังนำเสนอคือบอกว่า อีกสองฝ่ายคือโรงกลั่นในฐานะผู้ประกอบการและรัฐบาลในฐานะผู้เก็บภาษี ควรที่จะมีส่วนมาช่วยกันลดภาระส่วนนี้ด้วย

นายสรยุทธกล่าวว่า ในมุมเขาคือมันช่วยแบ่งเบาความรู้สึกประชาชน ไม่ใช่ให้เขารับฝ่ายเดียว ไปทำให้โรงกลั่นยอมจ่ายมา ไม่งั้นก็ใช้ภาษีลาภลอย นายพิพัฒน์ตอบว่า “อยู่ในช่วงของการเจรจาอยู่แล้ว”

นายวีระยุทธกล่าวเสริมว่า ถ้าท่านไม่ทำโครงการแลนด์บริดจ์ ถ้าท่านตัดสินใจงบประมาณอื่น มันลดงบประมาณรัฐได้ อันนี้มันความเดือดร้อน

นายพิพัฒน์ตอบโต้ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ยังไม่ได้เกิดขึ้น คุณจะไปคิดถึงแลนด์บริดจ์ไม่ได้ แนวคิดของแต่ละพรรคการเมืองมีความแตกต่างกัน และไม่ควรนำมาปะปนกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาล

“ความคิดของพรรคประชาชนกับความคิดของภูมิใจไทยคนละส่วน ฉะนั้น อย่าเอาความคิดของพรรคต่อพรรคมาพูดถึงเรื่องของรัฐบาล เรื่องของการพัฒนา ท่านอย่าเอามาคิด เพราะท่านรู้ไม่จริง ผมเชื่อว่าท่านรู้น้อยกว่าผมในเรื่องของคำว่าแลนด์บริดจ์ หรือแลนด์บริดจ์ที่พวกท่านบอกว่าไม่คุ้ม” นายพิพัฒน์กล่าว

นายวีระยุทธกล่าวว่า ประเด็นที่ผมต้องการสะท้อนคือเรื่องการใช้งบประมาณของรัฐ โดยเห็นด้วยว่าหากหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง (นายพิพัฒน์ตอบว่า เข้าใจ) การกู้ยืมเพิ่มเติมอาจยิ่งสร้างปัญหา (นายพิพัฒน์ตอบว่าถูกต้อง) แต่สุดท้ายมันอยู่ที่ว่ารัฐใช้งบประมาณทำอะไร และตอนนี้เป็นวิกฤตเรื่องน้ำมัน เราเลยเห็นด้วยว่าควรจะมาช่วยเรื่องน้ำมันก่อน

นายพิพัฒน์กล่าวว่า เรื่องราคาน้ำมันเป็นเรื่องที่ต้องประกาศปรับขึ้น “ผมบอกได้เลย ตอนนี้ ณ ขณะนี้ ราคายังต้องขึ้นอีกครับ ตราบใดที่ราคายังไม่เท่าประเทศรอบบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นลาว เมียนมา หรือมาเลเซีย ผมจะไม่พูดถึงประเทศเขมรเพราะเราปิดชายแดนกับเขา มันไม่มีการลักลอบ”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง