น้ำมันเบรนท์-เวสต์เท็กซัส พุ่งทำสถิติสูงสุดรายเดือน G7 พร้อมรักษาเสถียรภาพพลังงาน

ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในวันจันทร์ที่ 30 มีนาคม โดยน้ำมันดิบเบรนท์มีแนวโน้มทำสถิติปรับขึ้นรายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสของสหรัฐปิดเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 หลังกลุ่มฮูตีในเยเมนเข้าร่วมกับความขัดแย้งในสงครามอิหร่าน ด้วยการเปิดฉากโจมตีอิสราเอลเป็นครั้งแรกเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

น้ำมันดิบเบรนท์สัญญาซื้อขายล่วงหน้าปิดเพิ่มขึ้น 21 เซนต์ หรือ 0.2% มาอยู่ที่ 112.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากที่ในการซื้อขายระหว่างวันก่อนหน้านี้  ราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นมากกว่า 4 ดอลลาร์ แตะระดับสูงสุดที่ 116.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสของสหรัฐเพิ่มขึ้น 3.24 ดอลลาร์ หรือ 3.3% ปิดที่ 102.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นราคาที่สูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022

ความขัดแย้งได้ขยายตัวไปทั่วตะวันออกกลางตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับเส้นทางเดินเรือรอบคาบสมุทรอาหรับ ช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลแดง แม้ว่ากลุ่มฮูตีในเยเมนยังไม่ได้ทำโจมตีการขนส่งทางเรือในทะเลแดง ซึ่งเป็นมีปริมาณการขนส่งทางทะเลคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% ของโลก

โรเบิร์ต ยอว์เกอร์ ผู้อำนวยการด้านสัญญาซื้อขายพลังงานของ Mizuho กล่าวว่า หากกลุ่มฮูตีโจมตีเรือขนส่งสินค้าและปิดทางเข้าด้านใต้ของทะเลแดง อาจทำให้ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นอีก 5 ถึง 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

การที่อิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นทางผ่านการขนส่งน้ำมันและก๊าซประมาณหนึ่งในห้าของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นประมาณ 57% ในเดือนนี้ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลของกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (LSEG) ที่มีการเก็บข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี 1988 และสูงกว่าช่วงสงครามอ่าวในปี 1990 ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐก็ปรับเพิ่มขึ้น 53% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2020

Advertisement

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ยืนยันว่า ตลาดน้ำมันโลกยังมีอุปทานเพียงพอ โดยมีเรือจำนวนมากขึ้นที่สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้

ขณะที่ข้อมูลการติดตามเรือแสดงให้เห็นว่า เรือบรรทุกสินค้าของจีนสองลำแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จในความพยายามครั้งที่สองเพื่อออกจากอ่าวเปอร์เซีย หลังจากต้องวกกลับเมื่อวันศุกร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เตือนอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ว่า โรงงานพลังงานและแหล่งน้ำมันของอิหร่านจะถูกทำลาย หากอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากอิหร่านระบุว่าข้อเสนอสันติภาพของสหรัฐไม่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

บริษัทวิจัย SEB Research ระบุในรายงานว่า การขยายเส้นตายของทรัมป์ถึงวันที่ 6 เมษายน ซึ่งสหรัฐอาจกลับมาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านอีกครั้ง ไม่ได้ช่วยสร้างความมั่นใจให้ตลาด ที่กำลังต้องการสัญญาณที่เป็นรูปธรรมของการลดความตึงเครียด ไม่ใช่เพียงคำพูดเท่านั้น

ขณะเดียวกันเพื่อสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุน ผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ หรือ G7 ระบุว่า พวกเขาพร้อมดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงาน และจำกัดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างจากความผันผวนล่าสุด

ด้านนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า เฟดสามารถรอการประเมินผลกระทบของสงครามอิหร่านต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อได้ ซึ่งบ่งชี้ว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ Kpler แสดงให้เห็นว่า การส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบีย ที่เปลี่ยนเส้นทางจากช่องแคบฮอร์มุซไปยังท่าเรือยานบูในทะเลแดง เพิ่มขึ้นเป็น 4.658 ล้านบาร์เรลต่อวันในสัปดาห์ที่ผ่านมา จากค่าเฉลี่ยเดิมที่ 770,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์

ด้านไนจีเรียซึ่งเป็นสมาชิกของโอเปก กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน มีกำหนดส่งออกน้ำมันดิบหลัก 4 เกรดในเดือนพฤษภาคมรวม 807,000 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 3.1% จาก 783,000 บาร์เรลต่อวันที่กำหนดส่งออกในเดือนเมษายน

อย่างไรก็ดี การโจมตีในตะวันออกกลางยังเพิ่มความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของอุปทาน หลังจากโดรนโจมตีทำให้ท่าเรือซาลาลาห์ของโอมานได้รับความเสียหาย ขณะเดียวกันยังมีรายงานการโจมตีในคูเวต และใกล้กับซาอุดีอาระเบีย

ในสหรัฐ ผลสำรวจเบื้องต้นของรอยเตอร์ชี้ว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐคาดว่าจะลดลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงสต็อกน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน โดยนักวิเคราะห์ 4 รายคาดว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลงประมาณ 1.3 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 27 มีนาคม หลังจากที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2024 ในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้