ศาลรัฐธรรมนูญ คุมเกมการเมือง เปลี่ยน 3 นายกฯ ลุ้นเลือกตั้งโมฆะรอบ 3

คอลัมน์ : Politics policy people forum

28 ปี ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นองค์กรที่ “ชี้เป็น-ชี้ตาย” ทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วง 2 ทศวรรษ ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคสำคัญ ๆ ที่เป็นตัวแปรทางการเมืองมากถึง 7 พรรค ไล่ตั้งแต่

ปี 2550 ยุบพรรคไทยรักไทย เหตุจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง

ปี 2551 ยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย เนื่องจากกรรมการบริหารพรรคถูก กกต.แจกใบแดง ทุจริตเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 237 กำหนดว่า ถ้ามีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย มิได้ยับยั้ง หรือแก้ไข ให้ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคและยุบพรรคการเมือง

เมื่อพรรคพลังประชาชนถูกยุบ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” นายกรัฐมนตรี และเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ต้องพ้นจากเก้าอี้ ส่งผลถึงการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลมาเป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

ปี 2562 ยุบพรรคไทยรักษาชาติ เนื่องจากผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 (2) กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

Advertisement

ปี 2563 ยุบพรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากกู้ยืมเงินจาก “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จำนวน 191,200,000 บาท เป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ปี 2567 ยุบพรรคก้าวไกล เนื่องจากผิดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 (2) มีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

Advertisememt

นอกจากนี้ ยังวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งมาแล้ว 3 คน

ปี 2551 ให้ สมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกฯ คนที่ 24 เพราะการเป็นพิธีกร “ชิมไป บ่นไป” และ “ยกโขยง 6 โมงเช้า” เป็นการกระทำเข้าข่ายกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267

ปี 2567 ให้ เศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่งนายกฯ คนที่ 30 จากการแต่งตั้ง “พิชิต ชื่นบาน” เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าข่ายผิดมาตรฐานจริยธรรม

ปี 2568 ให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกฯ คนที่ 31 จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน

และศาลรัฐธรรมนูญยังสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะมาแล้ว 2 ครั้ง คือเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 โดยศาลวินิจฉัยว่าการจัดคูหาเลือกตั้งหันออกด้านนอกทำให้ออกเสียงไม่ลับ และกำหนดวันเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

และ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ศาลวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ เนื่องจากไม่สามารถจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศภายในวันเดียวกันได้

ไม่ถูกล็อบบี้

ท่ามกลางเสียงครหาเรื่องความไม่เป็นกลาง “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวความในใจว่า ตลอดเวลาไม่มีใครมา “ล็อบบี้” ได้

“ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตุลาการ ซึ่งการจะพูดคุยอะไรต้องอยู่ในกรอบ และองค์กรตุลาการทั้งหมด 9 คน ทุกคนมีอิสระ การตัดสินใจอะไรต่าง ๆ ก็เป็นดุลพินิจของบุคคล เราไม่สามารถก้าวล่วงได้เลย หรือทั้งในเชิงกดดัน หรือล็อบบี้ ซึ่งไม่สามารถทำได้ ฉะนั้น เราอยากพูดคุยกันในกฎกติกา”

เราก่อตั้งมา 28 ปี หากเปรียบเป็นบุคคลถือว่ามีวุฒิภาวะพอ และเหมือนคนหนุ่มสาว แสดงให้เห็นว่าตัวองค์กรของศาลและสังคมไทยได้เรียนรู้แล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญทำอะไร ตลอดระยะเวลา 28 ปีเราผ่านรัฐธรรมนูญมา 3 ฉบับคือ ปี’40 ปี’50 และ ปี’60 ซึ่งอำนาจหน้าที่มีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร

ศาลต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง

ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ “เครื่องมือ” ทางการเมือง เล่นงานใคร

“เป็นองค์กรที่เกิดขึ้นเพื่อตัดสิน วินิจฉัยข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญ ขอให้สังเกตคนที่ยื่นต่อศาล ถ้าเป็นเสียงข้างน้อยมักยื่นมาที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องปกติ สุดท้ายก็ต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง การเมืองมีวุฒิภาวะเพียงพอ แปลว่าการแก้ไขปัญหาทางการเมือง บางเรื่องควรมีกติกาเป็นที่ยอมรับในสังคม วุฒิภาวะของสังคมต้องมีระดับสูงมากพอ แปลว่ากติกาการเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ การลงจากอำนาจ ต้องอยู่ในระดับที่ยอมรับกันได้”

ศาลรัฐธรรมนูญในต่างประเทศภาพรวมจะมีปัญหาในระยะแรก ๆ มากที่สุด เพราะคนจะมึนงงว่าตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร เพราะมีข้อพิพาทส่วนใหญ่ล้วนเชื่อว่าใช้วิธีอื่น ๆ ในการแก้ปัญหา แต่ปัจจุบันในกรณีของสังคมไทย พอมีปัญหาทางรัฐธรรมนูญ ก็คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นที่พึ่ง เป็นกลไกของการแก้ปัญหา

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่างประเทศ หรือศาล จะเห็นว่ามีปัญหาใกล้เคียงกับไทย เช่น ประธานาธิบดี โดนัลด​์ ทรัมป์ เก็บภาษีจากต่างประเทศมากมาย ในอเมริกาไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ มีศาลสูง ศาลสูงบอกว่าเป็นอำนาจของสภา ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจ คิดว่าศาลช่วยใคร ช่วยคนส่วนน้อยหรือคนส่วนมากของสหรัฐ

ในประเทศเกาหลีใต้หนักกว่านี้อีก ประธานาธิบดีออกกฎอัยการศึก สุดท้ายถูกสภาโหวตพ้นตำแหน่ง แต่การพ้นจากตำแหน่งของประธานาธิบดีต้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง เพราะศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบว่ากระบวนการของสภาชอบด้วยกระบวนการตามรัฐธรรมนูญและเนื้อหาหรือไม่ คำถามคือศาลรัฐธรรมนูญจะเชื่อเสียงข้างมาก หรือเสียงข้างน้อย

เสียงข้างมากของอเมริกันชนอยู่ตรงข้ามกับประธานาธิบดีทรัมป์ หรืออยู่ฝ่ายประธานาธิบดีทรัมป์ นี่คือปัญหาแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นในเมืองไทย

เราถอยห่างมานิดหนึ่ง มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐกับในเกาหลี เมื่อศาลออกมาเป็นแบบนั้น ศาลอยู่เสียงข้างมาก หรือเสียงข้างน้อย ถ้าเราใช้อารมณ์คิดเราก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง ถ้าเราใช้เหตุผลคิดก็จะเห็นปัญหาว่าซับซ้อนมาก เพราะจริง ๆ แล้วคนที่ตรงข้ามทรัมป์ก็เยอะ คนที่ชอบทรัมป์ก็เยอะ คนที่เป็นเสียงข้างน้อยในเกาหลีก็เยอะ

“พอเรื่องขึ้นศาลมันก็ต้องออกข้างใดข้างหนึ่ง”

เชื่อสังคมเข้าใจคดีร้อน

นาทีนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังมี “คดีร้อน” ในมือ คือกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 สั่งรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยกรณีปมบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะทำให้เลือกตั้งเป็น “โมฆะ” หรือไม่ เนื่องจากทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ

“นครินทร์” ตอบว่าอยู่ที่ข้อกฎหมาย ซึ่งเรายังไม่ได้คุยกัน เพราะคำว่าศาลไม่ใช่ความเห็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นความเห็นของทั้ง 9 คนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐธรรมนูญ

“ทั้ง 9 คนมีดุลพินิจเป็นอิสระ ดังนั้น หลังจากฟังข้อเท็จจริงแล้วแต่ละคนเชื่อว่ามีดุลพินิจในการวินิจฉัย ฉะนั้น บัตรเลือกตั้งจะเป็นความลับหรือไม่ ซึ่งคำวินิจฉัยก็เป็นคำวินิจฉัยส่วนตน”

“เชื่อว่าคำตัดสินของศาลจะมีคำอธิบายให้สังคมไทยเข้าใจ โดยมากพอว่าการเลือกตั้งเป็นความลับหรือไม่ลับ ทางรัฐธรรมนูญแปลว่าอะไร”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง