ราคาน้ำมันโลกอาจทะลุ 200 เหรียญ วิกฤตย้อนศรสู่ “พลังงานสกปรก”

Despite Dangote refinery, Nigeria sees Africa’s biggest gasoline price jump
A Dangote crude oil tank is seen inside the Dangote Industries oil refinery and fertilizer plant site in the Ibeju Lekki district of Lagos, Nigeria March 2, 2026. REUTERS/Sodiq Adelakun
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พาณิชย์

สงครามในตะวันออกกลางเดินทางเข้าสู่ความยืดเยื้อเกิน 1 เดือนแล้ว และส่งผลให้วิกฤตพลังงานของโลกยิ่งรุนแรงและลึกซึ้งมากขึ้นตามลำดับ ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงน้ำมันโลกเชื่อว่า หากแนวโน้มที่ว่านี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็อาจผลักดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกให้ถีบตัวสูงขึ้นอีกมากและอย่างรวดเร็ว ในอีกไม่นานเราอาจได้เห็นราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นสู่ระดับเกินกว่า 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อใครเลย รวมทั้งสหรัฐอเมริกา

ขณะนี้ราคาอ้างอิงของน้ำมันดิบชนิดเบรนต์ในตลาดโลกสูงถึง 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหตุผลส่วนหนึ่งเกิดจากการปิดตายช่องแคบฮอร์มุซ บวกกับการสู้รบที่ยังไม่ส่อเค้าว่าจะยุติลง แต่กลับมีทีท่าว่าจะยืดเยื้อและรุนแรงมากยิ่งขึ้น

เมื่อสหรัฐอเมริกาแสดงท่าทีเตรียมการสู้รบภาคพื้นดิน ในขณะที่จรวดมิสไซล์หลากหลายชนิดปลิวว่อนทั่วน่านฟ้าของบรรดาประเทศที่เป็นแหล่งผลิตน้ำมันในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงทำลายความมั่นคงด้านพลังงานของทุกประเทศทั่วโลกลง ยังเป็นฉากทัศน์พื้นฐานที่สามารถนำเราไปสู่วิกฤตที่ร้ายแรงขึ้นไปอีกเมื่อน้ำมันดิบพุ่งถึงระดับ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่า ภายใต้บริบทของสงครามเท่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นมาสูงแค่นี้ถือว่าเป็นโชคดีมากแล้ว และสะท้อนให้เห็นถึงการคาดการณ์ของนักลงทุนในตลาดน้ำมันโลก ทั้ง ๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว แม้ว่าสงครามจะได้ผลสรุปและยุติลงในเร็ววัน โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในแถบอ่าวเปอร์เซียก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จนถึงขนาดอาจจำเป็นต้องใช้เวลานานนับเดือนหรือหลายสัปดาห์กว่ากระบวนการผลิตจะกลับคืนสู่ระดับปกติได้

ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นก็คือ การโจมตีของอิสราเอลต่อแหล่งก๊าซธรรมชาติ “เซาท์ พาร์ส” ของอิหร่าน ที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีแหล่ง “รัส ลัฟฟาน” แหล่งผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติ (แอลเอ็นจี) ที่ใหญ่ที่สุดของโลกในกาตาร์ เสียหายถึงขนาดต้องใช้เวลา 3-5 ปีในการซ่อมแซม

Advertisement

เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ซาอุดีอาระเบียแก้ปัญหาด้วยการลำเลียงน้ำมันเพื่อส่งออกผ่านท่อลำเลียงน้ำมันอ้อมผ่านฮอร์มุซโดยใช้เส้นทางผ่านฟูไจราห์ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อส่งออก ซึ่งพวกเขาทำได้ในปริมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากที่เคยส่งออกได้ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อนหน้าที่ความขัดแย้งจะระเบิดขึ้น ปัญหาก็คือ โครงสร้างพื้นฐานของน้ำมันเหล่านี้ตกอยู่ในสภาพถูกคุกคามทั้งหมด รวมทั้งแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย ที่อับคาอิค

ด้วยเหตุที่ว่า อิหร่านยืนกรานว่า หากโครงสร้างพื้นฐานของตนถูกโจมตี ก็จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศย่านอ่าวเปอร์เซียเป็นการแก้เผ็ด หากสงครามยังคงยืดเยื้อและคำข่มขู่เหล่านี้เกิดขึ้นจริง ตลาดโลกก็จะขาดแคลนน้ำมันในปริมาณมหาศาล ชนิดที่ต้องใช้เวลานานหลายปีถึงจะสามารถฟื้นฟูกลับมาสู่ระดับปกติได้อีกครั้ง

Advertisememt

ตัวอย่างเช่น หากสหรัฐอเมริกาตัดสินใจยกพลขึ้นบกเพื่อยึดเกาะคาร์ก แหล่งเพื่อส่งออกน้ำมันราว 90% ในช่องแคบฮอร์มุซ ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดจะยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออิหร่านเลือกที่จะตอบโต้โดยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของประเทศผู้ผลิตรายสำคัญอย่าง ซาอุดีอาระเบีย หรือประเทศอื่น ๆ

ผู้เชี่ยวชาญในวงการน้ำมันระบุว่า การสูญเสียซัพพลายน้ำมันในตลาดในวิกฤตครั้งนี้มหาศาลมาก และยังสามารถเลวร้ายมากไปกว่านี้ได้อีก เริ่มจากการปิดฮอร์มุซ น้ำมันดิบมากถึง 20 ล้านบาร์เรล หายไปจากตลาด โดยที่ยังไม่มีวิธีใดมาทดแทนการขาดหายนี้ได้ในเวลานี้

การปล่อยน้ำมันดิบสำรองจากคลังสำรองปิโตรเลียมทางยุทธศาสตร์ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 400 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่น้ำมันในส่วนนี้มีเพียงราว 2-3 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้นที่สามารถลำเลียงสู่ตลาดได้จริง น้ำมันในตลาดยังขาดหายไปมากถึงระหว่าง 10-13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งใหญ่โตมากเสียจนส่งผลกระทบต่อราคาอย่างรุนแรง

นักวิชาการบางคนเชื่อว่า เมื่อราคาน้ำมันขยับสูงขึ้นมากพอก็จะกลายเป็นปัจจัยทำลายความต้องการของตลาดน้ำมันหลายล้านบาร์เรลต่อวันลงโดยอัตโนมัติ เมื่อสายการบินตัดสินใจลดปริมาณเที่ยวบินลงและผู้บริโภคเริ่มใช้รถน้อยลง กิจกรรมของอุตสาหกรรมการผลิตถูกปิด โรงเรียนปิด ผู้คนเริ่มหันมาทำงานจากที่บ้าน แต่จะให้เกิดสภาพเช่นนี้ได้ ระดับราคาต้องสูงมากจริง ๆ และตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะเป็นเช่นนั้น

เมื่อมองในแง่ของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เห็นได้ชัดว่า รัสเซียได้ประโยชน์จากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ไปมากที่สุด ราคาที่สูงขึ้นทำให้รัสเซียได้ผลตอบแทนจากการขายพลังงานโดยอาศัยกลไกตลาดมืดมากขึ้น ยิ่งมีการผ่อนคลายการแซงก์ชั่น ด้วยการอนุญาตให้ประเทศใด ๆ สามารถซื้อหาน้ำมันจากรัสเซียได้มากขึ้นกว่าเดิม

แม้ว่าที่ผ่านมารัสเซียจะสามารถส่งออกน้ำมันได้มหาศาลภายใต้การแซงก์ชั่นอยู่แล้วก็ตามที ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือกรณีของอินเดีย ที่โหมซื้อน้ำมันรัสเซียทันทีที่มีการผ่อนปรน อิหร่านก็เช่นเดียวกัน สถานการณ์เอื้อให้พวกเขาขายน้ำมันได้มากขึ้น เร็วขึ้น และในราคาที่ดีขึ้นกว่าเดิม อย่างเห็นได้ชัด

สหรัฐอเมริกาให้เหตุผลในการผ่อนคลายการแซงก์ชั่นว่า เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันในตลาดให้อยู่ในระดับต่ำ แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ราคาในปัจจุบันยังไม่ถึงระดับที่ทำให้เกิดความสูญเสียต่อทั้งอิหร่านและรัสเซีย ผลลัพธ์จริง ๆ ก็คือทำให้ทั้งสองประเทศมีรายได้จากการขายน้ำมันเพิ่มมากขึ้น ไม่ทำให้อิหร่านอ่อนแอลงจนจำเป็นต้องหาทางเจรจายุติสงครามแต่อย่างใด

จีนเองก็ไม่ได้รับความเสียหายมากมายนักจากวิกฤตครั้งนี้เหมือนอย่างที่หลายคนคิด จริงอยู่จีนนำเข้าน้ำมันดิบราวครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ใช้ในประเทศผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ และราว 1 ใน 3 ของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใช้อยู่ แต่ไม่ได้รับผลกระทบมากมายนัก เพราะเหตุที่ว่า จีนมียุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านพลังงานที่ดี และเตรียมการรับมือสถานการณ์ทำนองนี้ไว้ก่อนหน้าแล้วไม่น้อยกว่า 2 ทศวรรษ ลดการนำเข้าน้ำมันและพลังงานจากต่างประเทศ ในความเป็นจริงแล้ว วิกฤตพลังงานครั้งนี้กลับอาจส่งผลดีต่อจีนเสียด้วยซ้ำไป หากคำนึงถึงระยะยาว

สิ่งที่จะเสียหายอย่างยิ่งจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ก็คือ นโยบายว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดขึ้น เพราะเมื่อน้ำมันแพงและขาดแคลน หลายประเทศก็เริ่มหันเข้าหาพลังงานสกปรก เช่น ถ่านหิน และนิวเคลียร์ เพราะไม่เพียงราคาถูกยังสามารถผลิตได้ในประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะสำหรับประเทศอย่างไทย หรือนามิเบีย ที่ต้องใช้เงินมากกว่า 7% ของจีดีพีไปในการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ

ปัญหาของวิกฤตพลังงานก็คือ ในระยะสั้นเรามักไม่มีทางออกที่ดีให้เลือกมากนัก โดยเฉพาะในกรณีของราคา มากที่สุดเท่าที่ทำได้ในเวลานี้ก็คือ คาดหวังและภาวนาให้ โดนัลด์ ทรัมป์ หลุดปากออกมาว่า “ภารกิจสำเร็จแล้ว กลับสู่สภาวะปกติกันเถอะ” ให้เร็วที่สุดเท่านั้นเอง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง