นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ASEAN+3 อาจโตต่ำสุดในรอบ 4 ปี หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ

สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 เผยแพร่รายงาน โดยวิเคราะห์ฉากทัศน์ เศรษฐกิจของภูมิภาค ซึ่งหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ การเติบโตปี 2026 อาจชะลอตัวเหลือ 3.7% และอัตราเงินเฟ้ออาจสูงขึ้นเกิน 2% ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่อ่อนแอที่สุดตั้งแต่ปี 2022 ปัจจัยจากราคาน้ำมัน

นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office: AMRO) ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์ เตือนว่า ในปี 2026 การเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน+3 ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มประเทศอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ อาจลดลงสู่ระดับอ่อนแอที่สุด นับตั้งแต่ปี 2022 หากสงครามอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป

AMRO เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2026 โดยคาดการณ์ว่า กรณีสงครามไม่ยืดเยื้อ ในปี 2026 การเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน+3 จะขยายตัว 4.0% ลดลงจาก 4.3% ในปี 2025 ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และสำหรับเงินเฟ้อ AMRO คาดการณ์ว่า ปี 2026 อัตราเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศอาเซียน+3 จะอยู่ที่ 1.4% เพิ่มขึ้นจาก 0.9% ในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้นและการปรับลดการอุดหนุน

แต่หากสงครามยืดเยื้อ ดง เหอ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ AMRO คาดการณ์ว่า การเติบโตอาจอ่อนแอลงอีก โดยระบุว่า ดุลความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจเอนเอียงไปทางด้านลบ หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอีก โดยที่ราคาน้ำมันยังคงอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปจนถึงสิ้นปี

“การวิเคราะห์ฉากทัศน์ของ AMRO ในกรณีสงครามยืดเยื้อ ชี้ให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2026 อาจชะลอตัวลงเหลือ 3.7% และอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นเกิน 2% ซึ่งเป็นระดับการเติบโตที่อ่อนแอที่สุด และเป็นอัตราเงินเฟ้อที่สูงที่สุด ตามลำดับ นับตั้งแต่ปี 2022” ดง เหอ กล่าว โดยในปี 2022 ที่กล่าวถึง เป็นช่วงเวลาที่โลกกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19 ซึ่งตามข้อมูลของ AMRO กลุ่ม ASEAN+3 มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ 3.2%

Advertisement

ดง เหอ ยังอธิบายถึงผลกระทบต่อแต่ละประเทศ โดยระบุว่า สามประเทศคู่เจรจาของอาเซียน มีความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมากกว่าประเทศสมาชิกอาเซียน โดยชี้ให้เห็นว่า ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียอย่างมาก

“ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ต่างถือครองคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ในปริมาณมหาศาล ซึ่งช่วยเป็นกันชนระยะสั้นต่อการขาดแคลนน้ำมัน แต่คลังสำรองเหล่านี้ไม่สามารถชดเชยผลกระทบของราคาน้ำมันที่พุ่งสูงในระยะยาวได้อย่างเต็มที่” ดง เหอ กล่าว และระบุว่า จีนได้รับน้ำมันดิบประมาณครึ่งหนึ่งผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ และยังมีตัวเลือกทางบก แต่ไม่สามารถทดแทนได้อย่างเพียงพอ

Advertisememt

ดง เหอ กล่าวว่า สำหรับสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิหรือบริโภคมากกว่าที่ผลิตเองได้ จนต้องพึ่งพาจากต่างประเทศ เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ต้องเผชิญกับผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนเชื้อเพลิง การขนส่ง และการผลิตมากที่สุด ในขณะที่ประเทศที่มีการอุดหนุนเชื้อเพลิงหรือมีการกำหนดราคาโดยรัฐบาล จะต้องเผชิญกับต้นทุนทางการคลังที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากช่องว่างระหว่างราคาตลาดและราคาที่ถูกควบคุมนั้นกว้างขึ้น

“มุมมองของเราคือ การแทรกแซงทางการคลังควรมีเป้าหมายไปที่ครัวเรือนที่เปราะบางและภาคส่วนที่สำคัญ ผ่านมาตรการที่โปร่งใสและมีกำหนดเวลา แทนที่จะเป็นการอุดหนุนในวงกว้าง ซึ่งจะบิดเบือนสัญญาณราคา และกินพื้นที่งบประมาณการคลังที่อาจจำเป็นต้องใช้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ AMRO กล่าว

อย่างไรก็ตาม ดง เหอ กล่าวเสริมว่า ภูมิภาคนี้ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ โดยชี้ให้เห็นว่า ‘ความเข้มข้นของการใช้พลังงานในภูมิภาค’ ลดลงราว 20-30% นับตั้งแต่ปี 2000 โดยพลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งทั้งหมดในอาเซียน และกว่าครึ่งอยู่ในจีน รวมถึงการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาราคาน้ำมันในภาคขนส่ง

ดง เหอ ยังกล่าวเสริมว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 0.9% ในปี 2025 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวมาก โดยธนาคารกลางต่าง ๆ มีขีดความสามารถเพียงพอที่จะรองรับผลกระทบที่เกิดจากภาวะราคาช็อกเนื่องจากปัญหาด้านอุปทาน โดยไม่ถูกบีบให้ต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด ที่อาจส่งผลเสียต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ตามฉากทัศน์พื้นฐานของ AMRO โดยรวมแล้ว ประเทศที่คาดว่าจะมีการเติบโตช้าลงอย่างเห็นได้ชัดในปี 2026 ได้แก่ จีน (4.5%) ญี่ปุ่น (0.7%) มาเลเซีย (4.6%) สิงคโปร์ (3.4%) ไทย (1.7%) และเวียดนาม (7.4%)

ในทางกลับกัน การเติบโตของเกาหลีใต้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.8% โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม และ ดง เหอ ยังระบุว่า ในปีนี้การลงทุนด้านเทคโนโลยีอาจเป็นปัจจัยบวกสำหรับภูมิภาค

“หากผลประโยชน์จากการใช้งานเอไอ ปรากฎให้เห็นชัดขึ้นในวงกว้าง วงจรการลงทุนอาจดีขึ้นไปอีก ส่งผลให้การเติบโตของ ASEAN+3 เพิ่มขึ้นเป็น 4.6% หรือสูงกว่านั้น ตามฉากทัศน์ที่ดีที่สุด” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง