
“ประชาชาติธุรกิจ” สรุปพัฒนาการสงครามอิหร่าน ทั่วโลกจับตาอีกครั้งกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐแถลงอย่างแข็งกร้าวมากยิ่งขึ้น ย้ำเงื่อนไขการเจรจาข้อตกลงที่ฝ่ายสหรัฐยอมไม่ได้เด็ดขาดคือ อิหร่านต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยเสรี ภายใต้เดดไลน์เดิม ทั้งยังบอกอีกว่าไม่กังวลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนเข้าข่ายก่ออาชญากรรมสงคราม หลังจากอิหร่านปฏิเสธข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวในการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวย้ำว่า ทุกข้อตกลงหยุดยิงหรือข้อตกลงใด ๆ ที่ทำกับอิหร่านเพื่อยุติสงคราม ต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้ขนส่งน้ำมันและอื่น ๆ ได้เสรี มิฉะนั้นจะทำลายสะพานและโรงไฟฟ้าอิหร่านไม่ให้เหลือซากจนใช้ไม่ได้ตลอดไป
ถือเป็นการยกระดับการข่มขู่ที่จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของอิหร่าน หากข้อเรียกร้องของเขาไม่ได้รับการตอบสนองก่อนถึงกำหนดเส้นตาย
ผู้นำสหรัฐย้ำเส้นตายวันอังคารที่ 7 เม.ย.เวลา 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเวลา 07.00 น.ของวันพุธที่ 8 เม.ย. เวลาไทย ในการเริ่มโจมตี โดยกล่าวว่า กองทัพสหรัฐสามารถทำลาย “สะพานทุกแห่งในอิหร่านได้ภายในเที่ยงคืนของวันพรุ่งนี้ (วันอังคารที่ 7 เม.ย. เวลาท้องถิ่น )” โรงไฟฟ้าจะ “ลุกไหม้ ระเบิด และไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป” เขากล่าว
“ผมหมายถึงการทำลายล้างอย่างสมบูรณ์ภายในเที่ยงคืน และจะใช้เวลาสี่ชั่วโมงหากเราต้องการ” เขากล่าว แต่บอกอีกว่า “เราไม่ต้องการให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น”
แม้การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนเป็นสิ่งต้องห้ามตามอนุสัญญาเจนีวา แต่ทรัมป์ระบุว่า “ไม่กังวลแม้แต่นิดเดียว” ในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนอย่างเช่นโรงไฟฟ้า ซึ่งขัดอนุสัญญาเจนีวา อาจเข้าข่ายก่ออาชญากรรมสงครามได้
ทรัมป์กล่าวว่า “เป็นไปได้ยากมาก” ที่เขาจะเลื่อนกำหนดเส้นตายอีกครั้ง หลังเลื่อนการโจมตีมาแล้ว 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกเลื่อนออกไป 5 วันและต่อมาเลื่อนออกไปอีก 10 วัน
กำหนดเส้นตายที่ประธานาธิบดีกำหนดขึ้นเองถือเป็นช่วงเวลาสำคัญล่าสุดในสงครามที่ดำเนินมาเป็นเดือนที่สองแล้ว ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคนและก่อให้เกิดความปั่นป่วนครั้งใหญ่ที่สุดในตลาดน้ำมันโลก ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามหาทางออกให้กับความขัดแย้งนี้ ซึ่งชาวอเมริกันเผชิญราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยสูงกว่า 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
ที่น่าสังเกตและกลายเป็นลักษณะประจำของทรัมป์ไปแล้ว คือในการแถลงข่าวคำกล่าวของทรัมป์ผสมปนเปทั้งการข่มขู่กับการประเมินในแง่ดีเกี่ยวกับการเจรจาทางการทูต แม้ว่าก่อนหน้านี้อิหร่านจะปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงและเรียกร้องให้ยุติสงครามอย่างถาวรแทน โดยทรัมป์กล่าวว่า เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี มีส่วนร่วมในการเจรจา และยังกล่าวถึงสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐประจำตะวันออกกลาง ซึ่งพยายามแสวงหาข้อตกลงกับอิหร่านมาก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะเริ่มสงครามเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
หลังจากการยกระดับคำขู่ของทรัมป์ฝ่ายอิหร่านเตือนว่าจะตอบโต้ทุกการโจมตีจากสหรัฐและอิสราเอล โดยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาคต่อไป
อิหร่านปฏิเสธข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว
ก่อนหน้าการแถลงข่าวของทรัมป์ล่าสุดนี้ IRNA ซึ่งเป็นสำนักข่าวทางการอิหร่านรายงานเมื่อ 6 เม.ย.ว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงผ่านปากีสถานในฐานะตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งว่า อิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวและต้องการให้เป็นข้อตกลงหยุดยิงถาวร เพราะไม่ต้องการให้สหรัฐและอิสราเอลซื้อเวลาเพื่อเตรียมสู้รบต่อไป นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขของความพยายามในการฟื้นฟูและการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร นอกเหนือจากพิธีสารหรือระเบียบพิธีการเพื่อรับรองการผ่านแดนอย่างปลอดภัยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
อิหร่านกล่าวว่า จะอนุญาตให้ปฏิบัติการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซกลับมาดำเนินการได้อีกครั้งก็ต่อเมื่อได้รับการชดเชยความเสียหายจากสงครามแล้ว และยังคงโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานในประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสำนักงานใหญ่ด้านน้ำมันของคูเวต
เว็บไซต์แอ็กซิออส (Axios) รายงานเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงว่า ปากีสถาน อียิปต์ และตุรกีกำลังผลักดันให้มีการเจรจาหยุดยิงซึ่งอาจมีผลในระยะแรก 45 วัน เพื่อป้องกันการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอิหร่านจากสหรัฐและการตอบโต้จากอิหร่านต่อประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค
ข้อตกลงมี 2 ระยะที่อาจนำไปสู่การยุติสงครามอย่างถาวร โดยอ้างแหล่งข่าวจากสหรัฐ อิสราเอล และภูมิภาค
ภายใต้ข้อเสนอนี้การหยุดยิงจะมีผลบังคับใช้ทันที เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยมีเวลา 15-20 วันในการสรุปข้อตกลงที่กว้างขึ้น ข้อตกลงนี้ซึ่งมีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “ข้อตกลงอิสลามาบัด” จะรวมถึงกรอบการทำงานระดับภูมิภาคสำหรับช่องแคบ
แหล่งข่าวระบุว่า ข้อตกลงขั้นสุดท้ายคาดว่าจะรวมถึงข้อผูกพันของอิหร่านที่จะไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรและการยกเลิกทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ กระทั่งล่าสุดอิหร่านปฎิเสธข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวตามข้างต้น
อิสราเอล-อิหร่านแลกหมัดโจมตีโรงงานปิโตรเคมี พุ่งเป้ายักษ์ SABIC ของซาอุดีฯ
รอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล กล่าวว่า อิสราเอลโจมตีโรงงานปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่านที่เมืองอาซาลูเยห์ จังหวัดบูเชห์ร เมื่อ 6 เม.ย. ซึ่งเขาระบุว่าสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่ออิหร่าน
สำนักข่าวทัสนิมรายงานว่า บริษัทที่ให้บริการไฟฟ้า น้ำ และออกซิเจนแก่เมืองอาซาลูเยห์ถูกโจมตี แต่บริษัทปิโตรเคมีพาร์สไม่ได้รับความเสียหาย โดยระบุเพิ่มเติมว่า การจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับโรงงานปิโตรเคมีทั้งหมดในอาซาลูเยห์ถูกตัดขาดแล้ว
ทั้งนี้ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาอิสราเอลโจมตีแหล่งพลังงานหลักของอิหร่าน คือแหล่งก๊าซเซาต์พาร์สและโครงสร้างพื้นฐานที่ศูนย์กลางการแปรรูปในเมืองอาซาลูเยห์ที่อยู่ใกล้เคียง ส่งผลให้เกิดอิหร่านโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานทั่วตะวันออกกลาง
ขณะที่แหล่งข่าวในพื้นที่เปิดเผยว่า เมื่อคืนของวันที่ 7 เม.ย. ขีปนาวุธและโดรนที่เชื่อว่าเป็นของอิหร่านโจมตีโรงงานปิโตรเคมีแห่งหนึ่งในเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในเมืองจูไบล์ทางตะวันออกของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากโรงงานลักษณะเดียวกันในอิหร่านถูกโจมตี“การโจมตีทำให้เกิดไฟไหม้ที่โรงงานของบริษัท Saudi Basic Industries Corporation (SABIC)
ในจูไบล์ เสียงระเบิดดังมาก” แหล่งข่าวกล่าว ทั้งนี้ จูไบล์ทางตะวันออกของซาอุดีอาระเบียเป็นที่ตั้งของเมืองอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเหล็ก น้ำมันเบนซิน ปิโตรเคมี น้ำมันหล่อลื่น และปุ๋ยเคมี
ทางการซาอุดีฯ โดยกระทรวงกลาโหมระบุว่า สกัดขีปนาวุธได้ 7 ลูก และเศษซากจากการสกัดตกลงมาใกล้กับบริเวณสิ่งก่อสร้างด้านพลังงาน
UNSC โหวตร่างมติเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
วันที่ 7 เม.ย. เวลา 11.00 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออกของสหรัฐ ตรงกับเวลา 22.00 น.ของวันเดียวกัน ตามเวลาไทย ซึ่งจะเกิดขึ้นก่อนเดดไลน์ที่ทรัมป์กำหนดโจมตีอิหร่าน หากไม่บรรลุข้อตกลง โดยตรงกับเวลาราว 07.00 น.ของวันที่ 8 เม.ย. ตามเวลาไทย โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) คาดว่าจะลงคะแนนร่างมติซึ่งสนับสนุนอย่างยิ่งให้รัฐที่ต้องการใช้เส้นทางเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ประสานงานความพยายามในเชิงป้องกันเพื่อสนับสนุนความปลอดภัยและความมั่นคงของการเดินเรือข้ามช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการคุ้มกันเรือสินค้าและเรือพาณิชย์
ร่างมติดังกล่าวเรียกร้องให้ 1) อิหร่านยุติการโจมตีเรือสินค้าและเรือพาณิชย์ทั้งหมดโดยทันที และยุติความพยายามใด ๆ ในการขัดขวางการผ่านแดนหรือเสรีภาพในการเดินเรือในช่องแคบ และ 2) เรียกร้องให้ยุติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน รวมถึง 3) โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและโรงงานผลิตน้ำจืด ตลอดจนแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ ร่างข้อความดังกล่าวเสนอโดยบาห์เรนโดยประสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐสมาชิกของคณะมนตรีความร่วมมืออ่าวเปอร์เซีย (GCC) ซึ่งประกอบด้วยบาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รวมถึงจอร์แดน
บาห์เรนได้ปรับลดข้อเสนอเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งลงอย่างมาก ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากจีนและรัสเซียเกี่ยวกับการอนุญาตให้ประเทศต่าง ๆ ใช้กำลังเพื่อรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ ซึ่งอิหร่านได้ปิดกั้นการขนส่งทางเรือทั่วโลกเป็นส่วนใหญ่
ร่างสุดท้ายของข้อเสนอ ซึ่งสำนักข่าวเอพีได้รับเมื่อ 2 เม.ย. อนุญาตให้ดำเนินการป้องกันตนเอง แต่ไม่ใช่การโจมตี เพื่อให้แน่ใจว่าเรือสามารถผ่านช่องแคบได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้น้ำมันหนึ่งในห้าของโลกโดยปกติจะผ่านเส้นทางเดินเรือนี้ ซึ่งการปิดกั้นของอิหร่านในช่วงสงครามได้ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
ร่างฉบับแรกของบาห์เรนจะอนุญาตให้ประเทศต่าง ๆ “ใช้ทุกวิถีทางที่จำเป็น” ซึ่งเป็นถ้อยคำของสหประชาชาติที่จะรวมถึงการดำเนินการทางทหารที่เป็นไปได้ “ในช่องแคบฮอร์มุซ อ่าวเปอร์เซีย และอ่าวโอมาน” เพื่อรักษาเส้นทางและยับยั้งความพยายามที่จะแทรกแซงการเดินเรือจากฝ่ายอิหร่าน
อุปกรณ์สื่อสารล้ำสมัยของโบอิ้งช่วยชีวิตนักบินอเมริกัน
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า จากกรณีเครื่องบินขับไล่สหรัฐรุ่น F-15E ที่ตกเหนืออิหร่านเมื่อวันศุกร์ที่ 3 เม.ย.และลูกเรืออเมริกันสูญหายไปจำนวน 1 คน ล่าสุดเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศรายนี้ที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว โดยฝูงเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบินอื่น ๆ และหน่วยคอมมานโด ลูกเรือรายนี้ได้ใช้เครื่องมือสื่อสารมาตรฐานของบริษัทโบอิ้งเพื่อแจ้งเตือนเพื่อนร่วมกองทัพและส่งสัญญาณบอกตำแหน่งของตนเอง
“พวกเขามีอุปกรณ์ส่งสัญญาณแบบพกพาที่ทันสมัยมาก ซึ่งติดตัวอยู่ตลอดเวลา” ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อ 6 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ในการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว เกี่ยวกับปฏิบัติการช่วยชีวิตนักบินที่ซับซ้อนในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
“เมื่อพวกเขาออกไปปฏิบัติภารกิจพวกเขาต้องแน่ใจว่ามีแบตเตอรี่เหลือเฟือและอยู่ในสภาพที่ดี และอุปกรณ์ชิ้นนี้ทำงานได้ดีมากอย่างน่าอัศจรรย์ ช่วยชีวิตเขาไว้ได้” ทรัมป์กล่าวถึงอุปกรณ์สื่อสารและนักบินที่หายไป ซึ่งประธานาธิบดีกล่าวว่า ได้ไปหลบภัย “ในเทือกเขาที่อันตรายของอิหร่าน”
อุปกรณ์ดังกล่าวคือเครื่องระบุตำแหน่งผู้รอดชีวิตและหลบหนีในการรบของโบอิ้ง (Boeing Combat Survivor Evader Locator : CSEL) กองทัพอากาศและกองทัพเรือสหรัฐได้ซื้ออุปกรณ์พกพาชนิดนี้ไปแล้วหลายพันเครื่องนับตั้งแต่เริ่มใช้งานอย่างเต็มรูปแบบในปี 2015 ซึ่งตามเอกสารข้อมูลของกองทัพเรือระบุว่า เครื่องนี้ “ให้การสื่อสารข้อมูลแบบสองทางที่ปลอดภัย ครอบคลุมระยะไกล และเกือบเรียลไทม์ รวมถึงระบบระบุตำแหน่งทั่วโลก (GPS) ทางทหารที่แม่นยำ และความถี่วิทยุและโหมดการสื่อสารที่เพิ่มขึ้นเหนือวิทยุที่มีอยู่เดิม”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




