
เมื่อวันที่ 7 เมษายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการ มท.ประกอบด้วย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงมหาดไทยเป็นครั้งแรก ภายหลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ทั้งนี้ ยังมีรัฐมนตรีทยอยเข้ากระทรวงในวันเดียวกัน อาทิ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ได้แก่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ และนายสรรเพชญ บุญญามณี เป็นต้น
วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญตัวแทนวิปทั้ง 4 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล วุฒิสภา และตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) หารือการจัดสรรเวลาสำหรับการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ที่จะมีขึ้นในวันที่ 9-10 เมษายนนี้ ทั้งนี้ ที่ประชุมใช้เวลาหารือประมาณ 2 ชั่วโมง
จากนั้น นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) แถลงว่า จากการประชุมหาข้อยุติวันและเวลาการแถลงนโยบายรัฐบาล ได้ข้อสรุปว่า วันที่ 9 เมษายน เริ่มเวลา 08.30 -02.00 น. และวันที่ 10 เมษายน เริ่มประชุมใหม่เวลา 08.00 น. จบเวลา 23.00 น. รวมเวลา 32 ชั่วโมงครึ่ง แบ่งเป็น ประธานที่ประชุม 1 ชั่วโมง นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบาย 1.30 ชั่วโมง ครม. 6 ชั่วโมง วุฒิสภา 4 ชั่วโมง พรรคร่วมรัฐบาล 5.30 ชั่วโมง พรรคร่วมฝ่ายค้าน 14.30 ชั่วโมง
“ประธานได้แสดงความเป็นห่วง จึงได้ย้ำถึงเนื้อหาสาระที่จะอภิปราย รวมไปถึงช่วงเวลาการประท้วงต่าง ๆ ให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่อยู่ในกรอบการอภิปราย หากเกิดการประท้วงเวลาที่แต่ละฝ่ายประท้วงก็จะหักของฝั่งนั้น” นายกรวีร์ กล่าว
ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายนโยบายรัฐบาลวันที่ 9-10 เมษายน ว่า การอภิปรายนโยบายครั้งนี้ มาในธีม “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” ซึ่งพรรค ปชน.พร้อมเป็นตัวแทนส่งเสียงสะท้อนไปยังรัฐบาลถึงความเดือดร้อนของประชาชน
“พรรค ปชน.ได้เตรียมผู้อภิปรายไว้ไม่ต่ำกว่า 20 คน คงจะอภิปรายทุกอย่างได้อย่างรอบด้าน โดยผมจะเป็นผู้อภิปรายเปิด แล้วตามด้วย นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคฯ ชุดแรกอาจจะเป็นการเปิดอภิปรายด้วยประเด็นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนรอฟังอยู่ทั้งประเทศ และจะมีการอภิปรายต่อเนื่องจนครบทุกด้าน” นายณัฐพงษ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ว่าฝั่งรัฐบาลจะมองว่าฝ่ายค้านใช้เวทีนี้เป็นเวทีซักฟอก นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในสภาฯ ทุกเวทีคือเวทีซักฟอกรัฐบาลอยู่แล้ว
ขณะที่ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวว่า พรรค กธ.ไม่มีการออมมือ เตรียมประเด็นทวงถามนโยบายของพรรครัฐบาลที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน ทั้งพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย จากนี้จะไปหารือภายในพรรคฯในการจัดสรรผู้อภิปราย ยืนยันทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ไม่มีออมมือ
ด้าน นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการส่งคำร้องต่อศาลฎีกาคดีอดีต 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล ผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งถ่ายเอกสารประกอบการพิจารณาส่งคำร้อง จำนวน 56 ชุด จำนวนหลายหมื่นแผ่น เพื่อส่งให้องค์คณะศาลฎีกา และฝ่ายเลขานุการศาลฎีกา โดยในวันที่ 9 เมษายนนี้ เจ้าหน้าที่จะส่งเอกสารทั้งหมดให้ฝ่ายเลขาธิการ ถ้าเห็นว่าเอกสารประกอบคำร้องต่างๆ มีความครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว จะส่งคำร้องต่อศาลฎีกาได้ในวันที่ 9 เมษายน แต่ถ้าเอกสารต่างๆจะไม่สมบูรณ์ครบถ้วน อาจต้องขยับการส่งคำร้องต่อศาลฎีกาออกไปก่อน ยืนยัน ป.ป.ช.เร่งทำงานเต็มที่ ถ้ามีความพร้อมจะยื่นทันทีในวันที่ 9 เมษายน
เมื่อถามว่า หากป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาวันที่ 9 เมษายน จะตรงกับวันแถลงนโยบายของรัฐบาล นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับการเมืองแน่นอน หากมีการยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาในวันดังกล่าวจริง ตามกระบวนการเป็นแค่การยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา จากนั้นศาลฎีกาจะตั้งองค์คณะ เพื่อตรวจสอบและพิจารณาคำร้องจาก ป.ป.ช. ก่อนจะมีคำสั่งจะรับคำร้องและให้ผู้ถูกกล่าวหายุติการปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อนหรือไม่ ซึ่งยังไม่ทราบจะเป็นวันใด เป็นอำนาจวินิจฉัยของศาลฎีกา





