
เว็บไซต์แขมร์ไทม์ส รายงานว่า หลังการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ผู้เชี่ยวชาญยังคงมองในแง่ลบต่ออนาคตของข้อพิพาทชายแดนระหว่างกัมพูชากับประเทศไทย โดยเห็นว่า รัฐบาลใหม่มีแนวโน้มที่จะเดินตามกระแสชาตินิยม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา
แขมร์ไทม์สระบุว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องรับมือ คือเรื่องปัญหาความขัดแย้งชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย ที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลางปีที่แล้ว จนทำให้เกิดการปะทะรุนแรงขึ้นมา 2 ครั้ง และมีการสูญเสียชีวิต ในขณะที่รัฐบาลของนายอนุทิน ชุดที่แล้ว ก็มีท่าทีชาตินิยม โดยเน้นย้ำเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดน
นายเควิน เนือน คณบดีคณะสังคมศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แห่งมหาวิทยาลัยปัญญาศาสตร์กัมพูชา บอกว่า โครงสร้างของคณะรัฐมนตรีและนโยบายของรัฐบาลนายอนุทิน ได้ส่งสัญญาณถึงแนวทางที่แข็งกร้าวมากขึ้น และมีการเสริมความเข้มแข็งเชิงสถาบันต่อความสัมพันธ์กับกัมพูชา และข้อพิพาทที่ดำเนินอยู่ และว่า ท่าทีของคณะรัฐมนตรีต่อปัญหาชายแดน เป็นการตอกย้ำและยึดมั่นจุดยืนมากกว่าการมุ่งแก้ไขปัญหา
ทั้งนี้ หลังการเลือกตั้ง นายอนุทินกล่าวว่า “จะไม่ยอมถอย ไม่รื้อถอน และไม่เปิดชายแดน” และโครงสร้างของคณะรัฐมนตรีก็ทำให้คำมั่นนี้มีน้ำหนักในเชิงนโยบายจริง โดยนายอนุทินได้ให้คำมั่นว่า จะเดินหน้าโครงการกำแพงชายแดน โดยใช้งบประมาณหลักจากงบกลาโหม ภายใต้แผนเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งการจัดสรรงบประมาณเช่นนี้ จะยิ่งเชื่อมโยงและทำให้ชายแดนมีลักษณะเป็นพื้นที่ทางทหารมากขึ้น ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์
ข่าวระบุว่า หลังเหตุการณ์ปะทะยาว 21 วัน ในเดือนธันวาคม 2025 กองทัพของไทยยังยึดพื้นที่ที่ได้มา และได้ติดตั้งลวดหนาม รวมถึงตู้คอนเทนเนอร์ เป็นแนวกั้นในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ นายอนุทินและรัฐบาลของเขา ยังเรียกร้องให้ไทยถอนตัวจากข้อตกลง MOU43 และ MOU44 ว่าด้วยการปักปันเขตแดนกับกัมพูชา
ซึ่งนายเนือนกล่าวว่า คณะรัฐมนตรีไทยไม่มีแรงจูงใจทางการเมืองที่จะถอย เพราะชัยชนะในการเลือกตั้ง ได้มาจากกระแสชาตินิยมจากความขัดแย้ง และการยอมอ่อนข้อใดๆ จะเปิดช่องให้ถูกโจมตีจากฝ่ายชาตินิยม
นายเนือนยังได้กล่าวถึงอนาคตของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ว่า ยังไม่แน่นอน หลังจากตกเป็นประเด็นจากคลิปสนทนาทางโทรศัพท์กับฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา
นายเนือนกล่าวว่า โดยรวมแล้ว คณะรัฐมนตรีชุดนี้ถูกผูกมัดกับแนวทางเผชิญหน้า ทั้งในเชิงสถาบัน การเลือกตั้ง และการเมือง มีการถอนตัวจากกรอบความร่วมมือทางกฎหมาย การเสริมกำลังทางทหาร โดยใช้งบประมาณด้านกลาโหม และการปรับยุทธศาสตร์ทางทะเลฝ่ายเดียว ซึ่งดำเนินไปพร้อมๆ กัน
ด้านนายยก ชาง ผู้อำนวยการศูนย์เอกสารกัมพูชา กล่าวว่า คนไทยได้เลือกรัฐบาลสายอนุรักษนิยม ที่ใช้นโยบายต่างประเทศเชิงแข็งกร้าวกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ผู้ที่ลงคะแนนเลือกตั้งให้ เห็นถึงความเข้มแข็งและความมั่นคง
“ด้วยรัฐบาลที่เพิ่งจัดตั้งขึ้น น่าเสียดายที่ชาวกัมพูชาจะต้องรอให้การทดลองชาตินิยมรอบใหม่นี้ดำเนินไปจนสุดทาง ก่อนที่ไทยจะตระหนักว่า นี่ไม่ใช่ทางเลือกที่ดี” นายยก ชาง กล่าว และว่า หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคหรือระดับโลก โดยเฉพาะหากกระทบไทยอย่างหนัก อาจจะช่วยลดความตึงเครียดของความขัดแย้งลงได้
“เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจโลกกระทบภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศไทย ต้นทุนของการทำสงครามกับกัมพูชา อาจจะเป็นตัวเร่งที่ทำให้ไทยต้องคิดใหม่ แต่ยังต้องติดตามว่า เศรษฐกิจจะเปลี่ยนพฤติกรรมของไทยในระยะสั้นได้มากน้อยแค่ไหน นอกจากเพิ่มต้นทุนของปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่” พร้อมย้ำว่า ในระยะยาว กัมพูชาจะรักษาอธิปไตยของตนเองไว้ได้อย่างแน่นอน
ขณะที่นายกิน เฟีย ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของกัมพูชา เห็นด้วยว่า นายอนุทินและรัฐบาลของเขา มีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อกระแสชาตินิยมที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง และว่า “อนุทินต้องการที่จะรักษาคำมั่น และในขณะเดียวกัน ก็ต้องรักษาความนิยมในหมู่คนไทย”
นายกิน เฟีย กล่าวเสริมว่า รัฐบาลใหม่ ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะแรงกดดันทางเศรษฐกิจและข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง พร้อมระบุด้วยว่า เมื่อใดที่มีปัญหาภายในประเทศ รัฐบาลไทยจะทำให้ประเด็นชายแดนร้อนขึ้นมา จากที่เห็น ทั้งรัฐบาลและกองทัพไทย ไม่ได้มีอะไรจะเสียจากการกระทำเช่นนี้ และยังคงต้องการดินแดนของกัมพูชา




